[TVXQ Fic] Loss : Time : Life - Part 1

posted on 29 Jun 2008 20:47 by jaerad  in Loss-Time-Life


Loss : Time : Life

Author: แจแรด
Category: Drama/ Romance
Pairing: Yusoo , YunJae
Rating: -
Disclaimer: เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าว

อ้างหรือพาดพิงถึงใคร อาการและลักษณะตลอดจนการกระทำของตัวละคร

ไม่ได้มีอยู่จริงเป็นแค่จินตนาการป่วยๆของคนแต่ง เพราะฉะนั้นเรื่องบางเรื่อง

อาจจะไม่ดูสมจริงตามหลักความเป็นจริงแต่อย่างใด


Warning(s): ระวังจะเครียด

 

 

 


Part 1

"เห็นข่าวแล้วรึยัง"หนังสือพิมพ์กรอบเช้าถูกโยนแหม็บลงบนโต๊ะตรงหน้าอย่างไม่เกรงใจว่ามันจะไร้มารยาทสักแค่ไหน ในเมื่อคนโยนคือเจ้านายผู้ซึ่งสามารถจะทำการกระทำน่ารังเกียจแบบนี้ได้



"ครับ เห็นแล้ว"เสียงทุ้มของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอ่ยตอบ



แน่ละ มีใครยังไม่เห็นข่าวนี้ ในเมื่อทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ต่างโหมกระหน่ำกันลงเรื่องนี้ซะตั้งแต่เช้า แทบจะทุกฉบับ จะยกเว้นก็แต่หนังสือหัววิชาการและวัฒนธรรมเท่านั้นแหละ ข่าวดังซะจนกลบความกรุ่นโกรธของชาวเมืองจากข่าวอเมริกาสั่งห้ามเนื้อที่ส่งเข้าจากเกาหลีใต้เลยด้วยซ้ำ



"แล้วจะทำยังไง บรรลัยกันหมดไหมละงานนี้"คนพูดตวัดเสียงจนโกรธแทบจะมองเห็นควันล่องหนที่ลอยออกมาจากใบหู




"นี่ได้ข่าวว่าผู้จัดการมันก็บินหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่ให้การกับตำรวจเสร็จนู่นแล้ว แล้วอย่างนี้จะไปจับมือใครมารับผิดชอบ บัตรก็ขายไปแล้ว โฆษณาก็โปรโมตไปเต็มที่ ไหนนายรับรองว่าเด็กนี่มันอัจฉริยะไงวะ ทำแบบนี้ไม่พากันฉิบหายหมดแล้วเหรอ อยู่ๆมาฆ่าตัวตายเอาป่านนี้ คนเก่งที่ไหนมันบ้าขนาดคิดฆ่าตัวตายเอาตอนที่ชีวิตกำลังรุ่งสุดๆแบบนี้วะ นี่ก็ยังไม่ได้คุยกับทาง TRI นะ ไม่รู้ทางนั้นว่ายังไง ชางมินเขาอุตส่าห์ยอมเอาเด็กบ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาร่วมเป็นแขกรับเชิญ แล้วดูมันทำสิ นายจะรับผิดชอบเรื่องนี้ยังไงฮะยูชอน!!!"




นั่นแหละที่ยูชอนรอจะได้ยินจากปากของคนเป็นนาย ไอ้ที่พล่ามมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องว่า เสียดายบุคลากรที่เป็นถึงนักเปียโนอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเกาหลีฆ่าตัวตายหรอก หากแต่เป็นแพะที่จะคอยรับผิดชอบเรื่องสัญญา และการลงทุนที่มีค่าสูงลิ่บลิ่วต่างหากที่เจ้านายของเขาเรียกเข้ามาคุยตั้งแต่เช้าที่เขาเดินเข้าบริษัทมาก้นยังไม่เตะเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ



"ถ้าให้ตอบตรงๆ ผมไม่รู้"ชายหนุ่มไม่ได้จะกวนตีน แต่คำตอบที่ให้ได้ตอนนี้ก็คือไม่รู้จริงๆ



ไม่รู้ว่าทำไมศิลปินที่กำลังโด่งดังจนถึงขีดสุดแบบยองอุงกลับคิดสั้นฆ่าตัวตายเอาตอนที่อาชีพกำลังรุ่งแบบนี้ ทั้งๆที่มีคนตั้งมากมายพร้อมจะเหยียบหัวใครก็ตามให้ได้อยู่ในจุดที่เขายืน




ไม่รู้ว่าจะทำยังไงถึงจะจัดการคืนเงินค่าบัตรให้กับผู้ชมได้โดยไม่โดนต่อว่าและเสียงวิจารณ์จากสื่อที่จะดิสเครดิตบริษัทของเขา



ไม่รู้ว่าจะต้องเสีย และชดใช้ค่าเสียหายให้กับการลงทุนได้ไงโดยไม่เข้าเนื้อ ในเมื่อฝ่ายต้นสังกัดของชางมินนั้นไม่ได้ผิดสัญญาหรือทำให้คอนเสิรต์เกิดการชะงักงันแต่อย่างใด ทางเขาต่างหากที่ต้องจัดการ




ไม่รู้จริงๆ...




"นายจะไม่รู้ได้ไง เด็กนี่นายเป็นคนติดต่อ"เสียงห้วนๆของบอสใหญ่บอกอย่างไม่ใส่ใจจะฟังข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น




"แต่ทุกคนก็รู้ว่าแจจุงเป็นมือหนึ่ง ตอนนั้นที่ผมเสนอชื่อ ทุกคนก็เห็นด้วย ทาง TRI ก็รู้ ไม่งั้นชางมินไม่ยอมทำสัญญาด้วยหรอก หมอนั่นเองก็รู้ว่าแจจุงน่ะเจ๋งแค่ไหน พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่า เสียงอย่างชางมิน พรสวรรค์อย่างชางมิน เหมาะแล้วที่จะร้องเพลงที่แจจุงแต่งและบรรเลงเองกับมือ บอสก็เห็นด้วยเมื่อตอนที่เราประชุมกัน"





"ก็รู้ แต่ทีนี้จะทำไงละ ในเมื่อมันไปตายแล้ว บัตรก็ขายออกไปจนหมด อีกสองอาทิตย์คอนเสิรต์จะเริ่มขึ้นแล้ว ชางมินไม่ยอมเล่นคอนคู่กับใครแน่ถ้าไม่ใช่แจจุง แล้วทีนี้หมอนี่มาฆ่าตัวตาย แน่นอนชางมินต้องไม่ยอมขึ้นเวที สัญญาที่ทำไว้มันไม่รัดกุม คนที่ต้องเสียหายและรับผิดชอบทุกอย่างมันเรา นอกจากเราจะหาใครที่แน่จริงและขั้นเทพกว่าแจจุงมาบรรเลงเพลงให้ชางมินยอมรับได้ คอนเสริต์ก็จะดำเนินต่อไปได้โดยที่เราไม่ต้องคืนบัตร หรือจ่ายค่าเสียหายอะไรเลย"




"แล้วผมจะไปหาจากไหนละครับ ในเมื่อแจจุงเป็นเบอร์หนึ่งของเกาหลี บอสก็รู้"พูดไปแล้วก็แทบจะตบปากตัวเองเมื่อเห็นบอสจ้องมาเหมือนกับว่าเขากำลังกวนตีนใส่ ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นเลยสักนิด...ก็มันเรื่องจริงนี่หว่า




"อันที่จริง" เจ้านายของยูชอนเริ่มขยับเปลี่ยนท่าทาง ใบหน้าเริ่มจะตื่นเต้นเมื่อคิดอะไรบางอย่างออกมาได้




"มันก็พอจะมีทางแก้ไขไอ้เรื่องวุ่นๆบ้าๆนี่ได้อยู่หรอกนะ เผลอๆเราอาจจะไม่ต้องเสียหายหรือขาดทุนอะไรเลย นาย...รู้จัก คิมจุนซูไหมล่ะ"




"ครับรู้จัก แต่คิมจุนซู มาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วยละครับ"คิ้วเข้มเริ่มขมวดมุ่นเมื่อเริ่มตามไม่ทันความคิดของผู้เป็นนาย




"เกี่ยวสิ ก็ถ้าเราได้จุนซูมาขึ้นแสดงแทนแจจุง ความน่าสนใจก็จะไม่ต่างกันเลย เผลอๆจะมากกว่าด้วย ในเมื่อฝั่งนั้นน่ะเป็นถึงอดีตซูเปอร์สตาร์ แจจุงน่ะต้องเรียกจุนซูว่าอาจารย์ด้วยซ้ำ ชางมินเองก็ไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอดีๆแบบนี้แน่ มีใครบ้างไม่อยากได้อัจฉริยทางด้านดนตรีมาร่วมงานด้วย การกลับมาของจุนซูต้องเป็นสิ่งที่น่าสนใจต่อแฟนเพลงแน่ๆ เพราะงั้น นายต้องไปลากตัวคิมจุนซูมาให้ได้ ต่อให้ต้องก้มหัวขอร้อง นายก็ต้องพาเขามาขึ้นแสดงแทนแจจุงให้จงได้"




"อะ...อะไรนะครับ บอสจะบ้ารึเปล่า!!"ยูชอนโพล่งออกไปอย่างไม่ไว้หน้าคนเป็นเจ้านายเลยสักนิด ถ้าเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันยูชอนจะถามด้วยซ้ำว่าพูดหมาๆอะไรแบบนี้




...จะให้ไปตามคิมจุนซู...



คิมจุนซูอดีตนักเปียโนและนักแต่งเพลงอันดับหนึ่งของเกาหลี ที่แม้แต่ความสามารถขั้นสูงสุดของแจจุงก็ยังสู้ไม่ได้เนี่ยนะ




คิมจุนซู คนที่หนีออกจากวงการไปเมื่อสามปีที่แล้วอย่างไร้เหตุผล โดยไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเจ้าตัวไปอยู่ที่ไหน แต่เพราะหนีไปนี่แหละ แจจุงถึงได้ไม่เป็นแค่เงาอีกต่อไป




...คนคนนั้นเนี่ยนะที่บอสจะให้เขาไปงมเข็มทั่วเกาหลีใต้หามาประเคนให้...คิดได้ไงวะเนี่ย...



"ฉันน่ะไม่บ้าหรอกนะยูชอน"คนพูดข่มด้วยเสียงเย็น เล่นเอาหลังคอขาวของคนฟังวาบขึ้นมาทันที



"แต่คนที่จะบ้าน่ะมันนาย ถ้างานนี้นายพาตัวจุนซูมาไม่ได้ อย่าว่าแต่โดนไล่ออกเลย นายเองจะต้องร่วมรับผิดชอบไอ้ค่าสัญญาบ้าๆและค่าเสียหายเป็นสิบๆล้าน รวมทั้งชีวิตของพนักงานบริษัททุกคนที่จะต้องตกงานนั่นด้วย"




"แล้วบอสจะให้ผมไปตามที่ไหนล่ะ เขาหายไปตั้งสามปี ผมจะไปหาที่อยู่เขาจากที่ไหนกัน"มือใหญ่เสยผมอย่างปลงตก




"ไปตามหาลีฮยอกแจที่ชั้น 8 หมอนั่นที่ดิวเรื่องเอานักฟุตบอลเข้ามาโชว์ตัวน่ะ ตัวเล็กๆผมทองๆนึกออกใช่ไหม"




"ก็พอจะนึกออกอยู่ ที่หน้าขาวๆ...ใช่ไหม"ยูชอนถาม ละคำต่อท้ายที่ว่า ...ที่หน้าเหมือนไก่ใช่ไหม... เอาไว้กับตัวเองในใจ




"เออ นั่นแหละ แต่ก่อนเขาเคยดิวงานกับพีอาร์ของจุนซูมาก่อน ค่อนข้างสนิทกันเลยละ ลองไปง้างปากมันดูว่าจะรู้เรื่องที่อยู่บ้างไหม"




"ก็แล้วทำไมบอสไม่ทำเองละ แล้วถ้ามันไม่บอกผมเนี่ยจะทำยังไง"




"ไม่บอกแกก็ต้องหาให้ได้!!! จำไว้ยูชอน ถ้าแกตามตัวคิมจุนซูกลับมาไม่ได้ แกเตรียมเก็บข้าวของไปนอนรอในซังเตได้เลย รู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ได้ขู่"




ใจอยากจะร้องเออออกไป แต่ก็ต้องงับปากตัวเองเอาไว้ไม่ให้ทำได้ดั่งใจ เขารู้ว่านั่นไม่ได้ขู่ แม้จะโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงว่าทำไมต้องเป็นเขาด้วยล่ะที่ต้องมานั่งรับผิดชอบอะไรแบบนี้คนเดียว แต่จะให้ทำอะไรได้ไปมากกว่าการกัดฟันรับปากไปส่งๆทั้งๆจำใจอย่างนั้นละ




...จะไปตามหามาจากที่ไหนกันละคิมจุนซูเนี่ย...



แต่ถึงตามเจอแต่ใครจะการันตีได้ว่าฝ่ายนั้นจะกลับมาวะ ในเมื่อเจ้าตัวเขาตัดสินใจหนีหายจากวงการไปแล้ว แบบนั้น




แจจุง...ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ...แต่...ทำไมนายต้องมาฆ่าตัวตายเอาตอนนี้ด้วยวะ









" นายแน่ใจหรอยุนโฮ "

คนถูกถามไม่ตอบ ยุนโฮแค่เงยหน้ามองซีวอนเพื่อนของเขาที่หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบแก้เครียด ก่อนจะส่งซองให้ยุนโฮดึงแท่งนิโคตินสีขาวออกมาหนึ่งมวนแล้วจุดสูบ




ชีวอนพ่นควันสีขาวออกมาลอยตัวคละคลุ้งอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง ก่อนจะหรี่ตามองมายังเพื่อนรักที่ทำสีหน้าเคร่งเครียดอัดควันเข้าปอดแบบไม่ยั้ง อย่างคาดคั้นเอาคำตอบที่มั่นคงกว่าการทำนิ่งเฉยแบบนี้




" นายบอกเองเขาอาจจะจำอะไรไม่ได้ " ยุนโฮเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงสีหน้าของเขาดูบึ้งตึง มือข้างที่คีบบุหรี่ไว้ก็เสยผมตัวเองด้วยท่าทีรำคาญ




" ใช่ รอดตายก็บุญโขแล้ว ขาดอากาศจนเส้นเลือดในสมองกดทับจนลีบแบนขนาดนั้น แค่ความจำเสื่อมก็ถือว่าดีแล้ว แต่อย่างที่บอกโอกาสแบบนี้มัน 50/50 หมอนั่นอาจจะดวงแข็ง ก็ลองรอดตายมาได้ทั้งๆที่ขาดอากาศไปเกือบจะสามนาทีแล้วแบบนั้น ไม่ใช่เดวิด เบรนนะเว้ย ถึงจะอยู่ได้เป็นสิบนาทีน่ะ" ชีวอนทำเสียงประชด ล้อเล่นทั้งๆที่หน้าตาไม่ได้รู้สึกขำไปด้วยเลยสักนิด "แล้วถ้าหมอนั่นตื่นขึ้นมาเกิดจำได้ทั้งหมดนายจะทำไง "




" ถ้าหมอนั่นจำได้จริงฉันจะพาเขาไปโรงพยาบาล"ยุนโฮตอบเรียบๆเหมือนไม่เดือดเนื้อร้อนใจ แต่ชีวอนที่เป็นเพื่อนกันมานานย่อมรู้อยู่แล้วว่าท่าทางนิ่งงันแบบนี้ ร่างสูงไม่ได้สบายใจเลยสักนิดเหมือนที่บอก "แต่ถ้าจำไม่ได้... "




" ไอ้ยุนฉันรู้ว่าไอ้นักร้องชื่อดังคนนี้เนี่ยมันเหมือนซิลกิมาก แต่นายเคยคิดไหมว่าหมอนี่เป็นผู้ชาย นายคิดว่าซองอุงจะจำแม่ตัวเองไม่ได้เชียวเหรอวะ ผู้หญิงกับผู้ชายมันไม่ได้แยกยากเย็นอะไร อย่างน้อยๆเด็กแปดขวบมันต้องแยกผู้หญิงกับผู้ชาย แม่กับคนแปลกหน้าออกบ้างละวะ"




ยุนโฮส่ายหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด เร้นเอาความรู้สึกกดดันในอกออกมาพร้อมควันสีขาวจางๆ




" ซองอุงไม่ต่างกับฉันหรอกชีวอน พวกเราลืมซัลกิไม่ได้ ฉันลืมผู้หญิงแสนร้ายกาจคนนั้นไม่ได้ พอๆกับที่ซองอุงลืมแม่ผู้ให้กำเนิดตัวเองไม่ได้ เขาเด็กนักตอนหล่อนทิ้งไป อาการของเขาย่ำแย่นายก็รู้ ฉันไม่คิดว่าเขาจะจำอะไรได้มากนัก เรื่องบางเรื่องเขาก็อาจจะแกล้งๆลืมมันไปเหมือนฉัน เฮ้อ....ไม่รู้สิ แค่เขาเห็นฉันพาร่างไร้สติของหมอนั่นกลับมาบ้านด้วย เขาก็ร้องไห้ใหญ่โต ดีใจที่แม่กลับมา เสียใจที่คิดว่าแม่ไม่สบาย ไม่ได้สงสัยหรือรู้เลยว่านั่นคือคนแปลกหน้า แปลกไหมละ หึ...นายคิดว่าฉันอย่างทำแบบนี้หรือไง มันทรมานมากนะที่ต้องหลอกลวงลูกตัวเอง ทรมานที่เห็นลูกร้องไห้เป็นเผาเตาเพราะเขารักผู้หญิงที่ชิงชังกระทั่งลูกในไส้ของตัวเองคนนั้น แต่สิ่งที่เขาต้องการคือความรักจากแม่ที่จะคอยหล่อเลี้ยงชีวิตที่เหลือของเขา นายเป็นคนบอกเอง ว่าอาการของลูกฉันแย่ลง นายบอกเองว่าซองอุงต้องการกำลังใจจากแม่ ต่อให้ต้องฆ่าคนหมดโลกเพื่อยื้อชีวิตลูกเอาไว้ฉันก็จะทำ นายก็รู้ว่าลูกเป็นชีวิตของฉัน นายไม่เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อหรอกชีวอน"



ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและอ่อนแอแบบไม่อายใคร ผิดกับรูปร่างของเขา และนั่นมันทำให้ชีวอนรู้สึกสะท้านไปทั้งใจในความรักของเพื่อนที่มีต่อลูก แน่นอน...คำพูดที่ยุนโฮบอกเขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะทำได้จริง...ถ้าเพื่อลูก...แต่ก็อดเคืองคำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้ ไม่ต้องเป็นพ่อคน เขาก็รู้หรอกว่าความรักของพ่อน่ะมันยิ่งใหญ่แค่ไหน



" ก็ใช่ แต่ว่า...ต้องทำถึงขนาดนี้เชียวหรือวะ หมอนั่นเองก็คน เขาก็มีพ่อแม่เหมือนกัน บางทีญาติพี่น้องเขาอาจจะกำลังเป็นห่วงอยู่ก็ได้ มันจะไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือวะ"ชีวอนโพล่งออกมาเสียงเครียด โยนก้นบุหรี่ลงพื้นก่อนจะใช้เท้าขยี้ดับมันจ้องมองเพื่อนรักผ่านควันจางๆที่กำลังจะสลายไป




"ไม่รู้"ยุนโฮส่ายหน้าไปมา ดวงตาเรียวคมของเขาแดงกล่ำอย่างคนอดหลับอดนอน ใบหน้าเหลาหลอนั้นดูอ่อนระโหยโรยแรง



"เท่าที่เช็กดูตามข่าว เขาไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนนอกจากผู้จัดการที่บินหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ฟังนะชีวอน ฉันรู้ว่าฉันมันใจสัตว์ที่คิดทำเรื่องแบบนี้ได้ลงคอ...แกจะว่าฉันเลวก็ได้ ฉันไม่สน ลูกฉันกำลังจะตาย ถ้าการที่ฉันอยากจะมอบความสุขเล็กๆน้อยๆให้ลูกมันผิดแกก็ด่าฉันได้เลยชีวอน ฉันยอมรับ"



"เฮ้อ..."ชีวอนพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เถียงกับคนจนตรอกมันก็ยากเย็นแบบนี้แหละ "มันไม่ผิดหรอกไอ้ยุน แต่วิธีการของแกมันผิด ต่อให้หมอนั่นจำไม่ได้ แต่แกจะอยู่กันฉันผัวเมียได้ยังไง มันเป็นผู้ชาย แกก็เป็นผู้ชาย คิดบ้างสิ ถึงหมอนั่นจะความจำเสื่อมแต่ไม่ได้บ้าหนิ ผู้ชายกับผู้ชายที่ไหนมันจะมีลูกด้วยกันได้วะ"




"เรื่องนั้นฉันจัดการเอง แกไม่ต้องกังวลไปหรอก"



"เอ่อเอ้า..."ชีวอนสบถอย่างหัวเสีย "นี่คงคิดไว้ตั้งแต่ตอนกระโดดลงไปช่วยช่วยหมอนั่นแล้วละสิ อยากรู้นัก ถ้าแกไม่ได้ผลประโยชน์จากหมอนั่น แกจะปล่อยเขาให้จมน้ำตายไปเลยรึเปล่าวะ"รู้ว่าเป็นคำถามที่เจ็บปวด เพราะรู้ดีว่าเพื่อนไม่ใช่คนเลวแบบนั้น ยังไงยุนโฮก็ต้องช่วยคนที่กำลังจะตายตรงหน้าอยู่แล้ว แต่มันก็อดจะหลุดปากออกมาไม่ได้ พอเห็นสีหน้าไม่ดีของเพื่อนก็เลยรีบเปลี่ยนเรื่อง




"แล้วว่าแต่จะอยู่กันเข้าไปได้ยังไง หมอนั่นขึ้นชื่อว่าเมีย ถ้าแกแยกห้องนอนกันเด็กมันจะไม่สงสัยเหรอวะทำไมพ่อกับแม่ไม่กอดกัน แล้วถ้าไอ้นักร้องนั่นตกหลุมแก เชื่อว่าแกกับมันรักกันแล้วทีนี้จะทำอย่างไง แกต้องเป็นคนรักอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตจริงๆงั้นหรือ อย่าบอกนะว่าแกกับหมอนั่นต้องนอนด้วยกัน ไอ้ยุน แกจะทนได้เหรอวะ มันจะบ้าไปกันใหญ่แล้ว!!!"




"ช่างปะไร ต่อให้ต้องกอดต้องจูบกับผู้ชายด้วยกัน แต่เพื่อความสุขของลูกฉันก็จะทำ อย่างน้อยก็จนกว่าเวลาของซองอุงจะมาถึง ถ้าเพื่อลูก หมอนั่นเรียกร้องอะไรฉันก็ไม่สน ฉันจะให้ทุกอย่าง แค่หมอนั่นอยู่ที่นี่ ในฐานะแม่ของซองอุงก็พอ"




ชีวอนส่ายหัวให้ท่าทางดื้อรั้นแกมจริงจังของเพื่อนรัก ไม่ว่าตอนนี้จะเอาช้างที่ไหนมาฉุดไอ้ยุนก็คงไม่เลิกล้มความตั้งใจ นอกจากว่าเจ้าดารานั่นเกิดจำความได้ขึ้นมาเท่านั้นแหละ ด้วยจรรยาบรรของแพทย์เขาอาจจะไม่เห็นด้วย แต่กับความเป็นเพื่อนกันมาเป็นเกือบจะสามสิบปี เขารู้ว่าคนอย่างยุนโฮลองคิดจะทำแล้วต้องทำให้ได้ ก็ขนาดกับผู้หญิงที่ตัวเองหมดรักและเกลียดเข้าไส้ไปแล้ว แต่เพื่อลูกก็ยังทนอยู่ด้วยกัน จนมารู้ว่าคนคนนั้นทำร้ายลูกนั่นละ ถึงได้เฉดหัวอีกฝ่ายออกไปจากบ้านอย่างไม่แคร์ แล้วก็ต้องมานั่งเสียใจอยู่คนเดียวเมื่อรู้ว่าลูกขาดแม่ไม่ได้แบบนี้




"เอาเหอะ นายจัดการของนายไป อะนี่ " ชีวอนว่าพลางล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อคลุมสีขาวก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลซองเล็กขึ้นมาส่งให้ยุนโฮ




" ฮันเกิงฝากมา ชื่อตรงกับลูกค้าประกันของนาย แต่รูปฮันเกิงใช้รูปถ่ายไอ้นักร้องนั่น ทุกอย่างพร้อมใช้ถ้าหมอนั่นจำอะไรขึ้นมาไม่ได้จริงๆ "




" ขอบใจ ชีวอน " ยุนโฮพูดเรียบๆ ก่อนจะเก็บซองนั้นลงกระเป๋าไป ก่อนจะมองเพื่อนด้วยใบหน้าที่ซึ้งในน้ำใจ



" เอ่อ ไปละ อย่าลืมพาซองอุงไปทำเคมีบำบัดอาทิตย์หน้าด้วยแล้วกัน ถ้ามีอะไร..ฉันหมายถึง...นายรู้นะว่าจะต้องไม่ทำอะไรโง่ๆน่ะ "




" อือ ขอบใจ "




ชีวอนขับรถออกไปแล้ว แต่ยุนโฮยังยืนอยู่ที่เดิม เขาจ้องมองดูรถที่ขับลับตาไป ยืนนิ่งอยู่นานทิ้งลมหายใจหนักอึ้งเอาไว้เบื้องหลัง ก่อนจะหันหลังกลับมาที่บ้านของตัวเอง จ้องมองไปที่ประตูบ้านบานสีขาวตรงหน้า




แค่เดินก้าว เข้าไปภายใน ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเปลี่ยน รอยยิ้มของซองอุงจะกลับมา ยุนโฮคิดแบบนั้น




เขาเชื่อว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำนั้นจะยังประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ต่อรอยยิ้มของลูกชายสุดที่รักของเขา











เปลือกตาบางกระพริบพืออย่างยากลำบาก มันหนักอึ้งเสียจนแทบจะยกขึ้นไม่ไหว แต่กระนั้นก็ไม่อาจจะนอนต่อไปได้

เพราะเสียงที่ดังแว่วมากำลังปลุกเขาอยู่

เสียงอะไรนะ...เสียงดนตรีเบาๆเหมือนลอยมาจากกล่องดนตรี...เคลิบเคลิ้ม...ชวนฝัน...น่าสบาย



แล้ว...เสียงเด็กเล็กๆ...



ที่นี่ที่ไหนกันละ สวรรค์หรือเปล่า แล้วทำไมสมองมันถึงว่างเปล่าแบบนี้



หรือ....มันคือนรก...




แต่ทำไมนรกถึงเจิดจ้า สว่างไสวและอบอุ่น สดใสแบบนี้



ทำไมมันถึงขาวโพลนไปหมดแบบนี้



ที่นี่ที่ไหน...ประตูอยู่ที่ไหนกัน



ทางออกอยู่ที่ไหน...ทำไมไม่มีใครเลย



มีแต่เสียงเด็ก...กับเสียงดนตรี



ว่าแต่เด็กนั่นเป็นใคร...ใครกัน



ที่นี่ที่ไหน ฉันเป็นใคร....

.
.
.


"ป่าป๊าฮะ หม่ามี้ฟื้นแล้ว หม่ามี้ฟื้นแล้ว!!!"




"ชู้ววว อย่าส่งเสียงสิซองอุง"เสียงทุ้มใหญ่ต่างจากเสียงแรกดังขึ้นไกลๆมาจากที่ไหนสักแห่ง




"แต่หม่ามี้ฟื้นแล้วนี่ฮะ ถ้าไม่เชื่อป่าป๊าก็มาดูเองสิ"




...หม่ามี้ ใครกันนะ? ...




....แล้วเด็กคนนั้นเป็นใคร แม่ของเด็กคนนั้นอยู่ที่ไหน นอนอยู่เตียงข้างๆกันนี่เหรอ....



...นี่ใช่โรงพยาบาลรึเปล่านะ...




...ทำไมยิ่งพยายามถามคำถาม แต่ทำไมคำตอบกลับไม่มีเลย ทำไมถึงรู้สึกว่างเปล่าแบบนี้กันละ...




แสงสว่างอบอุ่นส่องประกายแวบเข้ามากระทบแก้วตาใสทันทีที่เปลือกตาบางสามารยกขึ้นเปิดจนได้ หลังจากกะพริบปรืออยู่นาน แต่เพราะแสงสว่างมากเกินไปเลยทำให้ต้องหยีตาลง แล้วยกมือขึ้นบังใบหน้าไว้ ภาพโครงหน้าเล็กๆ ที่ไม่ชัดเจนนั้นปรากฏสู่สายตาเป็นสิ่งแรก



...เด็กผู้ชาย?...



ส่วนหัวเล็กๆนั้นถูกปกปิดด้วยหมวกแก็ปใบเล็กๆสีเขียวสด บนปีกหมวกด้านหน้าเขียนคำว่า 'คนเก่ง' ติดเอาไว้ ดวงตากลมโตที่จ้องมองมาค่อยๆเลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใบหน้าเล็กจึงมองดูใหญ่เมื่อเห็นในระยะประชิดแบบนี้



ใกล้จนได้กลิ่นนมและกลิ่นคุกกี้ลอยมาแตะจมูก...กลิ่นหวานๆชัดเจนขึ้นเมื่อรอยยิ้มกว้างผุดเผยให้เห็นฟันซี่หน้าที่หายไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้รอยยิ้มหวานเย็นนั้นลดทอนความน่ารักลงเลยสักนิด



"หม่ามี้ ตื่นแล้ว เค้าคิดว่าหม่ามี้จะไม่ตื่นซะแล้ว หม่ามี้ๆ หม่ามี้ได้ยินเค้าไหม" เสียงที่เรียกแม้จะตื้นเต้นดีใจแค่ไหนแต่ไม่อาจจะซ่อนอาการสั่นเครือของน้ำเสียงได้เลย



"หม่า...มี้...?" เสียงแหบแทบจะกลืนหายเข้าไปในลำคอเอ่ยขึ้น รู้สึกทันทีตอนที่เอ่ยปากว่าตัวเองคอแห้งแค่ไหน หัวคิ้วได้รูปขมวดเข้าหากัน ก่อนจะยันไหล่กับที่นอนยกตัวเองขึ้นช้าๆพลางคิดไปว่า



...หม่ามี้ของหนูอยู่ที่ไหน%