[FIC]...3P...Part 2
posted on 27 Mar 2008 00:14 by jaerad in 3P
[FIC]...3P...Part 2
Author: แจแรด
Category: Drama/ Romance / Rape
Pairing: YunJae , MicXiah , MinXiah(some moment), Min???
Rating: R
Disclaimer: เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวอ้างหรือพาดพิงถึงใคร อาการและลักษณะตลอดจนการกระทำของตัวละครไม่ได้มีอยู่จริงเป็นแค่จินตนาการป่วยๆของคนแต่ง เพราะฉะนั้นเรื่องบางเรื่องอาจจะไม่ดูสมจริงตามหลักความเป็นจริงแต่อย่างใด
Warning(s): ฉากเซ็กซ์, ฉากรุนแรง, คำพูดที่รุนแรง, การทำร้ายร่างกาย, การขืนใจ
Author notes: หื่น เครียด แจแรด มาอีกแย้วววววววววว!!!!!!!!!!!!!!!!!
P.S. อย่าคาดหวังอะไรจากตัวละคร ที่คุณเห็นอาจไม่เป็นอย่างที่คิด
P.P.S. ความหมายของคำว่า 3P ไม่ได้มีความหมายอย่างที่เข้าใจกันในฟิกชั่นเรื่องนี้
Error of Our Ways
“แจ!! เอาไว้ตรงนี้ดีมั้ยครับ”เสียงทุ้มตะโกนบอกคนรักที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารกลางวันง่ายๆอยู่ในครัว
“เดี๋ยวนะ!!”เสียงหวานตะโกนตอบกลับมา ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานแจจุงก็พาร่างบอบบางของตัวเองเดินออกมาจากห้องครัวที่อยู่ติดกันเพียงผนังกั้นแล้วเดินตรงมายังยุนโฮที่ยืนเพ่งพิจารณามองภาพถ่ายในกรอบไม้เนื้อมุกใบใหญ่ที่เจ้าตัวเพิ่งจะลงมือติดมันไว้ที่ผนังห้องนั่งเล่นเหนือโซฟาสีขาวตัวใหญ่เสร็จหมาดๆ
“ว่าไงครับ ตรงนี้โอเคไหม หรือว่าจะเอาไปไว้ในห้องนอนดี”ร่างสูงว่าพลางมองคนรักที่บัดนี้เคลื่อนกายมาหยุดยืนอยู่ข้างๆตัวเขาแล้ว
แจจุงในชุดเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวกับกางเกงยีนสีซีดกำลังจ้องดวงตากลมโตสีดำสนิทของตนไปที่กรอบรูปที่ร่างสูงพูดถึงตรงหน้า มือบางที่เปียกน้ำก็ง่วนอยู่กับการเช็ดผ้าเช็ดมือที่เผลอหยิบติดออกมาจากห้องครัวด้วย
“อืม...ไม่ละ ฉันว่าตรงนี้ก็ดีแล้ว ยุนว่าไม่ดีเหรอ”เสียงใสเอ่ยถามพลางช้อนสายตามองร่างสูงข้างกายเพื่อถามความเห็นทั้งๆที่เจ้าตัวเป็นฝ่ายที่โดนถามอยู่ก่อนแท้ๆ
“อ้าว ไหงแจจุงมาถามผมกลับล่ะ ผมถามก่อนนะครับคนดี”ยุนโฮว่ายิ้มๆก่อนจะเคลื่อนตัวจากจุดที่ยืนอยู่ข้างกายเข้ามาซ้อนด้านหลังคนสวยแล้วสอดแขนเข้าประคองกอดร่างบอบบางเอาไว้พร้อมกับก้มลงกระซิบลงที่ติ่งหูเบาๆ
“กลัวแจจุงจะไม่ถูกใจ สำหรับผมจะไว้ตรงไหนก็เหมือนกัน เพราะว่าที่นี่มันคือบ้านของเราสองคน จะส่วนไหนมันก็เป็นของผมกับแจจุงนะครับ”ถ้อยคำอ่อนหวานพรั่งพรูออกมาจากปากได้รูป ก่อนจะก้มลงกดจมูกโด่งคมลงบนนวลแก้มสีขาวที่มีคราบมายองเนสติดอยู่ แล้วตวัดลิ้นร้อนแลบเลียรอยเปื้อนนั้นออกไปอย่างง่ายดาย
“อ๊ะ...อย่าพูดอย่างนั้นสิ นี่มันบ้านของยุนชัดๆ ฉันเพิ่งจะย้ายเข้ามาได้ยังไม่ถึงวันเลยนะ”ร่างบางในอ้อมกอดว่า ใบหน้าสวยที่แต้มไปด้วยสีแดงระเรื่อเบือนมาด้านหลังเพื่อสบตากับร่างสูงด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบ แม้จะคบกันมานานถึงสี่ปี และแม้ยุนโฮจะไม่เคยทำรุ่มร่ามกับตัวเอง แต่กระนั้นท่าทางหยอกล้อของร่างสูงก็ทำเอาคนสวยอดที่จะเขินอายไม่ได้
“แจจุง บ้านหลังนี้มันเป็นของแจจุงนับตั้งแต่ที่ผมชวนแจจุงเข้ามาอยู่ด้วยกันแล้วนะ พระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าผมอยากอยู่กับแจจุงแค่ไหน เพราะงั้น ผมจะตามใจแจจุงทุกอย่าง อะไรที่เป็นความสุขแจจุงก็เป็นความสุขของผมนะครับคนดี หืม ว่าไง...เราจะติดมันไว้ที่ไหนกันดีล่ะ”ยุนโฮทอดน้ำเสียงนุ่มนวล
ก่อนจะดันร่างของแจจุงให้หันกลับไปมองรูปคู่ของพวกเขาทั้งสองบนฝาผนัง แขนแกร่งกระชับเอวบางเข้ามาแนบตัวมากขึ้นอย่างรักใคร่ แล้วเกยคางไว้บนไหล่บางของคนตรงหน้า พลางจ้องมองภาพนั้นด้วยกัน โดยที่อีกฝ่ายก็เต็มใจจะเอนกายลงพิงอกแกร่งที่รองรับร่างตัวเองเอาไว้เช่นกัน
“อือ ไว้ตรงนี้ก็ได้ ฉันชอบ”ร่างบางทอดเสียงแผ่วเบาที่เติมเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่ทอดผ่านมาจากร่างสูงใหญ่แล้วโอบล้อมกายของเขาไว้ทำเอาเคลิ้มตามด้วยความสุขใจ ก่อนจะร้องออกมาเสียงดังเมื่อนึกอะไรขึ้นได้
“โอ๊ะ!!เตาแก๊ส”ว่าแล้วก็ผละตัวเองออกจากวงแขนของอีกคนแล้ววิ่งจู๊ดหายเข้าไปในครัวทันที ทิ้งให้คนที่ยืนอยู่กลางห้องจ้องมองแผ่นหลังบอบบางนั่นไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียวอย่างมีความสุข
สี่ปีแล้วหลังจากฟ้าฝนดลบันดาลให้เขาได้เจอะเจอกับแจจุงในวันที่พายุฝนโหมกระหน่ำซัดกรุงโซลจนเขาต้องวิ่งเข้าไปหลบฝนที่เดียวกับแจจุงจนเป็นเหตุให้เจอกัน สี่ปีที่คบกันมาผ่านไปเร็วจนเขายังคงอวนกลิ่นถึงความสุขครั้งแรกที่เจอแจจุงได้อยู่เลย
ในตอนนั้นจะว่าขาดสติหรือตัดสินใจลงไปอย่างไม่ทันคิดหน้าคิดหลังก็ใช่ เพราะตอนนั้นเขาคิดแต่เพียงว่าเขาอยากจะเจอกลับแจจุงอีกครั้ง ไม่อยากจากไปเหมือนคนที่เดินผ่านกันเมื่อยามฝนซาเท่านั้น แต่อยากจะรู้จักร่างบางให้มากขึ้นกว่านี้ ไม่รู้ทำไม อาจเป็นเพราะรูปร่างสวยสะดุดตาของแจจุงที่ดึงความสนใจของเขาไปเสียหมด จนถึงกับทำเรื่องหน้าไม่อายอย่างที่สุดออกไปอย่างนั้นทั้งๆที่วิธีที่จะรั้งร่างบางไว้ก็มีเป็นสิบแต่กลับเลือกวิธีนี้ขึ้นมาได้ไงไม่รู้
รู้ตัวอีกทีก็ขอคบกันแล้วท่ามกลางความแปลกใจของผู้คนบนสถานีรถไฟฟ้าที่ผ่านไปมานั่น แล้วยิ่งแปลกใจหนักก็ตอนที่แจจุงที่เขาคาดว่าคงจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วเป็นครั้งที่สอง กลับวิ่งฝ่าคนจำนวนมากขึ้นมาหาเขา ตอนนั้นเขาดีใจจนบอกไม่ถูก แล้วก็อดนึกขอบคุณความหน้าด้านของตัวเองไม่ได้ เพราะว่ามันทำให้เขาได้พบกับความสุขที่เขาไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อน
“เกือบจะไหม้เลยแน่ะ เพราะยุนโฮแท้ๆเชียว”แจจุงเดินกลับออกมาจากห้องครัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยจานแซนด์วิชและมันฝรั่งทอดที่สีติดจะไหม้วางอยู่ในจาน
ยุนโฮไม่ได้ว่าอะไร เขายิ้มที่มุมปากนิดๆกับท่าทางขี้บ่นของคนสวย ก่อนจะเดินไปช่วยถือจานนั่นมาตั้งลงบนโต๊ะกระจกที่ขั้นกลางระหว่างทีวีกับโซฟา โดยที่แจจุงหายเข้าไปในครัวอีกครั้งเพื่อหยิบเบียร์ยี่ห้อโปรดของยุนโฮออกมาแล้วเดินมาทำท่าจะนั่งลงข้างๆร่างสูงที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“มานั่งนี่สิ”ยุนโฮบอกร่างบาง ก่อนจะกางขาออกกว้างเพื่อให้แจจุงได้เบียดกายเข้ามานั่งตรงหว่างขาของเขา
แจจุงนั่งลงตรงที่ยุนโฮบอกอย่างว่าง่าย ก่อนจะส่งกระป๋องเบียร์ให้ยุนโฮ แล้วตัวเขาก็เปิดกระป๋องโซดามะนาวขึ้นดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าแซนด์วิชขึ้นมางับคำโตแล้วเอนหลังลงพิงกับอกกว้างของยุนโฮอย่างมีความสุข สายตาก็จับจ้องไปที่จอภาพที่ยุนโฮเปิดรายการฟุตบอลเอาไว้
“ป้อนหน่อยสิ”ยุนโฮว่าอ้อนๆ ก่อนจะยื่นหน้าไปข้างแก้มคนสวยที่หันมายื่นแซนด์วิชจ่อให้ที่ปากร่างสูงให้ได้กัดไปคำหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปแล้วหยิบมันฝรั่งขึ้นมาสองสามชิ้น แล้วส่งมันเข้าปากตัวเอง
“อือ อร่อยจัง อะไรจะมีความสุขไปกว่าการได้ดื่มเบียร์เย็นๆ นั่งดูฟุตบอล แล้วก็กอดแจจุงเอาไว้น้า”ร่างสูงว่าก่อนจะใช้มือที่ไม่ได้ถือกระป๋องเบียร์กอดรอบเอวบางเอาไว้แน่น
แจจุงมองค้อนคนด้านหลังอย่างนึกหมั่นไส้ก่อนจะเบ้ปากที่เพิ่งจะกลืนมันฝรั่งลงไปแล้วพูดกัดร่างสูง
“ถ้าทำอย่างนั้นทุกวัน มีหวังได้อ้วนเป็นหมีแน่ๆ คนขี้เกียจ”แจจุงว่า แต่มือก็ยังคงส่งป้อนแซนด์วิชสลับกับมันฝรั่งทอดเข้าปากคนขี้เกียจ อย่างไม่มีขาดตอนเลย
“ก็แจจุงอยากทำอาหารอร่อยทำไมเล่า”ร่างสูงเถียง ก่อนยกเบียร์ขึ้นจิบอีกครั้ง
“เชอะ เพิ่งเคยได้กินก็วันนี้แท้ๆทำเป็นปากหวานไปได้”
“ก็ต่อจากนี้จะได้กินตลอดเลยน่ะสิ”
“ทำให้กินน่ะมันทำได้ แต่ว่าบ้านยุนไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำครัวเลยนะ มีแค่ไม่กี่อย่างนี่ถ้าฉันไม่ย้ายมาอยู่ด้วย ยุนไม่ต้องพึ่งร้านอาหารทุกมื้อหรือไงกัน”
“ผมไม่มีเวลานี่ แทบไม่ได้อยู่บ้านเลย แล้วอีกอย่างก็ทำไม่ได้เรื่องจะทำไปทำไมให้เสียเวลาล่ะ ตอนนี้แจจุงก็ย้ายมาแล้วแจจุงก็จัดการเลยสิ ไปซื้อของเพิ่มก็ได้เดี๋ยวผมพาไป”
“อืม ก็ดีนะ จะได้ตุนของกินเพิ่มอีกด้วยว่าแต่ยุนลางานแล้วแน่เหรอ”ร่างบางที่จัดการส่งของกินเข้าปากชิ้นสุดท้ายถาม ก่อนจะยิบกระดาษขึ้นมาเช็ดปากและมืออย่างลวกๆ ก่อนจะเอนตัวหันไปมองคนรักด้านหลัง
“อืม ลาแล้ว อาทิตย์นี้ผมอยู่กับแจจุงทั้งอาทิตย์เลย”ร่างสูงตอบกลับแล้ววางกระป๋องเบียร์เปล่าทิ้งไป ก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดมุมปากของแจจุงที่มีคราบมายองเนสติดอยู่ป้ายมันทิ้งแล้วส่งมันเข้าปากตัวเอง และเป็นอีกครั้งที่ใบหน้าของแจจุงเรื่อไปด้วยสี มือเล็กๆยกขึ้นทุบอกเบาๆเป็นเชิงต่อว่าการกระทำเลี่ยนๆของร่างสูงที่แกล้งให้เขาได้อายก่อนจะเอ่ยปากออดอ้อน
“แล้วต่อไปละ”
“ก็จะอยู่ตลอดไปเลยไง แต่แจจุงอาจจะเหงาหน่อยเพราะช่วงกลางวันผมต้องเข้าบริษัทนะ”
“ไม่เหงาหรอก ฉันก็มีงานทำนะ นี่ยุนคิดว่าฉันเป็นอะไร ย้ายมาอยู่กับยุนเพื่อจะเป็นแม่บ้านแม่ครัวให้อย่างเดียวรึไงกัน”ร่างบางพองลมออกแก้มอย่างน่ารัก
“ใครว่า ผมไม่ได้ต้องการแม่บ้านหรือแม่ครัวซะหน่อย ผมต้องการคนรัก ผมต้องการแจจุง ขอบคุณนะแจจุงที่ย้ายมาอยู่กับผม ขอบคุณที่รับรักผมนะ”ยุนโฮกดจูบลงบนริมฝีปากสีหวาน รสชาติของโซดามะนาวที่แจจุงจุงกินเข้าไปยังเคลือบรสหวานอมเปรี้ยวเอาไว้ในโพรงปากให้เขาได้ดูดดื่มชิมรสชาติอย่างหิวกระหาย จูบนั้นเนิ่นนานจนแจจุงคิดว่าเขาจะขาดใจตายไปเสียแล้วก็เมื่อยุนโฮละริมฝีปากออกมาแล้วกดจูบอีกทีที่ปลายจมูกรั้นของเขา
“ฉันก็ขอบคุณยุนโฮนะที่รักฉัน ขอบคุณ”
ร่างบางซุกหน้าเข้ากับอกอุ่น ขาเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นมาทับอยู่บนหน้าตักของคนรักราวกับลูกแมวน้อยที่ขาดความอบอุ่นโดยที่เจ้าของก็เต็มใจจะโอบเอาไว้ทั้งร่างนั้นพร้อมส่งผ่านความรักและความอบอุ่นไปให้
อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไป อยากจะอยู่ในอ้อมกอดของยุนโฮตลอดไป ตลอดไป
**************
“หวัดดีค่ะคุณจุนซู แหม ไม่ได้เข้ามานานเลยนะคะพักนี้ไม่เห็นหน้าเลย ผอมไปรึเปล่าคะเนี่ย”เสียงเลขาหน้าห้องที่รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเอ่ยขึ้นกับแฟนหนุ่มร่างเล็กของเจ้านายของเธอเองที่พักหลังๆหายหน้าหายตาไปนานเพราะว่าเจ้านายของเธอทำคดีใหญ่ๆเอาไว้จนไม่มีเวลา
“เอ่อ งานเยอะน่ะฮะ ว่าแต่คุณมิยอนสบายดีเหรอฮะ แล้วนี่ชางมินเลิกงานรึยังครับ”ร่างเล็กส่งเสียงทักทายตอบกลับหญิงสาวที่เป็นทั้งเลขาและพนักงานและอีกสารพัดตำแหน่งในสำนักงานทนายความเล็กๆของชางมิน
“ ยังคุยกับลูกความอยู่เลยค่ะ แต่เดี๋ยวก็เสร็จรายนี้รายสุดท้ายของวันแล้วค่ะ”
“อ๋อ ไม่เป็นไรฮะ ผมนั่งรอได้”จุนซูยิ้มกว้างให้กับคำบอกกล่าวของเลขาสาวก่อนที่จะพาร่างเล็กสมส่วนของตัวเองนั่งลงตรงโต๊ะรับแขกที่อยู่ไม่ห่างกันนักแล้ว พลางหยิบบทความเกี่ยวกับกฎหมายที่วางอยู่ขึ้นมาอ่านเพื่อค่าเวลา
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ประตูกระจกบานเลื่อนก็ถูกเลื่อนออก ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นมาจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นรอยสักสีดำขนาดใหญ่เคลือบอยู่บนผิวเนื้อและมัดกล้าม
“ขอบคุณมากนะครับ ถ้างั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นก่อนที่คนพูดจะค้อมหัวให้คนในห้องอย่างเป็นมารยาท แล้วเดินออกมาหยุดอยู่ตรงที่แขวนเสื้อคลุมแล้วหยิบเสื้อโค้ทสีดำตัวหนาที่บ่งบอกว่าคงจะถูกใช้งานมานานลงคลุมร่างสูงใหญ่เอาไว้ แต่ก็ไม่เร็วเท่าสายตาของร่างเล็กที่เงยหน้าจากบทความกฎหมายน่าเบื่อที่อ่านอยู่เมื่อครู่เมื่อได้ยินเสียทุ้มดังขึ้น จึงทันที่จะเห็นรอยสักสีดำขนาดใหญ่ที่พันอยู่รอบลำแขนแกร่งด้านขาวเอาไว้อย่างน่าเกรงขาม
พวกอันธพาล?
อย่าบอกนะว่าชางมินรับทำคดีให้พวกแก๊ง
ร่างเล็กคิดในใจกับภาพลักษณ์ภายนอกของชายคนที่เขากำลังมองอยู่ ก่อนจะรีบเบนสายตากลับไปมองหนังสือที่ตัวเองอ่านแล้วปิดมันลงเพราะอีกฝ่ายหันหลังกลับมาเพื่อค้อมหัวน้อยๆให้กับเลขาหน้าห้องเป็นเชิงบอกลาก่อนจะหันหลังเดินตรงไปที่ประตู
“คุณชางมินว่างแล้วค่ะคุณจุนซู เชิญในห้องได้เลย”หญิงสาวเอ่ยบอกคนร่างเล็กที่นั่งรออยู่อย่างร่าเริง
กึก!!
ร่างสูงสะดุดกึกทันทีมือที่กำลังจะเอื้อมออกไปเปิดประตูสำนักงานทนายความค้างเติ่งเอาไว้อย่างนั้น เมื่อชื่อเรียกที่แสนคุ้นเคยในความทรงจำของเขาดังขึ้นด้านหลัง มือแกร่งที่ชะงักค้างนั้นสั่นพร้าอย่างช่วยไม่ได้
ชื่อที่ไม่ได้ยินมานานนับสิบปี ทั้งที่ไม่ใช่ชื่อที่แปลกอะไร แต่ในชีวิตของเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้อีกเลยจนกระทั่งตอนนี้
ชื่อของเจ้าของใบหน้าหวานที่มีดวงตาแสนเศร้าร้าวรานที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา ราวกับเจ้าตัวกำลังแบกรับความทุกข์เอาไว้ทั้งโลกทั้งๆที่มันไม่ได้เข้ากับใบหน้าหวานๆนั้นเลยแม้แต่น้อย
ชื่อของใครคนหนึ่งที่เขาเฝ้ารอที่จะพบเจอมาตลอดเวลาที่ถูกจับตัวอยู่ในสถานกักกันตั้งแต่ตอนอายุ 15
ชื่อของใครคนหนึ่งที่เป็นคนแรกที่ทอดกายให้เขาได้กกกอดแล้วช่วงชิงเอาความบริสุทธิ์นั้นมาไว้ครอบครองเป็นคนแรก
ชื่อของใครคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาเลยสักครั้งต่อให้เขาอยู่ตรงหน้าก็ตาม
ชื่อของใครคนหนึ่งที่หายไปจากเขานานถึงสิบปี
ชื่อของ คิมจุนซู
ยูชอนรีบหันหลังกลับไปมองดูเจ้าของชื่อนั้นอย่างรวดเร็วทันทีด้วยดวงใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่ก็คงจะช้าไป เพราะสิ่งที่เขาพบคือแผ่นหลังบอบบางของชายหนุ่มร่างเล็กที่เดินหายเข้าไปในห้องที่เขาเพิ่งจะออกมา
ใช่นายรึเปล่านะ จุนซู??
.
.
.
.
“วันนี้ทำไมถึงมาถึงนี่ได้ล่ะ”ชางมินเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารตรงหน้าของลูกความที่เขาเพิ่งจะคุยธุระเสร็จไปเมื่อกี้พลางยิ้มกว้างให้กับคนที่เพิ่งจะเดินพ้นประตูเข้ามา
“เลิกเร็วน่ะ ว่าแต่เสร็จรึยังละ ไปหาอะไรกินกันเถอะนะฉันหิวแล้ว”เสียงเล็กเอ่ยขึ้นอย่างออดอ้อนในแบบที่ชางมินไม่ค่อยจะได้เห็นมากนักตั้งแต่คบกันมา นั่นเลยทำให้เขารีบกระวีกระวาดเก็บของลงกระเป๋าอย่างรวดเร็ว
“อือ ขอเก็บของแป๊บแล้วกัน อยากกินอะไรล่ะ”
“อะไรก็ได้”
“งั้น สั่งอาหารจีนมากินกันไหม แล้วก็ไปเช่าวีดีโอมาดูกัน”ชางมินแกล้งเสนอ ในเมื่อมีโอกาสได้อยู่ด้วยกัน เขาก็ไม่อยากจะออกไปเบียดเสียดผู้คนอยู่นอกบ้าน อยากอยู่กันตามลำพังมากกว่า
“อือก็ได้”จุนซูรับคำ ก่อนจะหยิบแฟ้มที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาอ่านอย่างถือวิสาสะ
“ลูกความคนใหม่เหรอ”จุนซูถามพลางเปิดแฟ้มดูคร่าวๆระหว่างรอชางมินเก็บของ
“อือ”ชางมินตอบเรียบๆ ขณะที่มือกำลังเร่งเก็บของให้เสร็จเร็วๆเพื่อจะได้รีบออกไปกับจุนซูเสียที นานๆทีคนร่างเล็กนี่จะเข้ามาอ้อนเขาถึงที่ทำงานอย่างนี้ มันทำให้ใจของเขาเต้นเร่าอย่างตื่นเต้นอย่างไรไม่รู้
“คดีอะไรเหรอ”จุนซูยังคงถามไปเรื่อยเหมือนหาเรื่องชวนคุย
“แย่งสิทธิ์เป็นผู้เลี้ยงดูน่ะ”
จุนซูมองภาพเด็กน้อยในแฟ้ม ใบหน้ากลมกำลังแย้มยิ้มให้กล้องอย่างน่ารักน่าเอ็นดู แต่ดวงตากับล่องลอยอย่างไรพิกล
“หมอนั่นที่เพิ่งออกไปน่ะเหรอ”
“ทำไม”คราวนี้ชางมินหยุดมือกับสิ่งที่ทำอยู่ก่อนจะเงยหน้ามองคนตรงหน้าพลางยักคิ้วอย่างสงสัย
“เปล่า ก็ไม่มีอะไร ก็แค่...”
“อย่าเพิ่งตัดสินเขาจากภายนอกที่เห็นสิจุนซู”ชางมินที่เก็บของเสร็จหันมาส่ายหัวน้อยๆให้กับคนรัก แต่ไหนแต่ไรแล้วที่จุนซูมักจะไม่ค่อยไว้ใจใคร และก็ค่อนข้างหวาดกลัวกับรูปลักษณ์ภายนอกของคนอื่น อดีตที่แสนเจ็บปวดของจุนซูเขาพอจะเข้าใจ แต่บางครั้งแบบนี้มันดูไม่ยุติธรรมกับคนที่จุนซูยังไม่รู้จักเขาจริงๆเสียหน่อย
“ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็แค่คิดว่า เด็กๆน่ะการเลี้ยงดูเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าส่งเด็กไปอยู่กับคนผิดประเภทมันอาจจะ...”ชางมินรีบขัดประโยคของจุนซูขึ้นมาทันที เขารู้จุนซูปรารถนาดีกับเด็กน้อยไม่อยากให้เจอสภาพเหมือนตัวเองในอดีต
“แค่เพราะเขามีรอยสักเต็มตัว แค่เพราะเขาดูเหมือนกับพวกอันธพาล แต่ไม่ได้แปลว่าเขาต้องรุนแรงกับเด็กหรือว่าเป็นคนอันตรายนะ”
“นายก็พูดได้นี่ ช่างมันเหอะ ฉันหิวแล้ว เราจะไปกันได้รึยังล่ะ”ร่างเล็กว่าก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินนำออกจากห้องไปด้วยไม่อยากจะฟังชางมินที่เริ่มบ่นเขา วันนี้เขาอารมณ์ดีแล้วก็หิวมากแล้วด้วย และดูเหมือนว่าชางมินก็ไม่ได้อยากทำลายบรรยากาศที่จะอยู่ด้วยกันที่มีน้อยนักด้วยหน้าที่การงานของเขาและจุนซู เขาจึงแค่หยิบกระเป๋าแล้วตามออกไปให้ทันเท่านั้นเอง
***************
ร่างสูงเปิดประตูห้องเช่าเก่าๆเข้ามาข้างใน ก่อนจะชะงักแล้วตวาดเสียงดัง
“มาทำอะไรที่นี่!!”เสียงของยูชอนดังก้องไปทั่วห้องแคบ
“ที่นี่มันก็ยังเป็นบ้านของฉัน แล้วฉันก็มาหาลูก ไม่ใช่ว่าแกได้สิทธิ์เลี้ยงดูไปแล้วสักหน่อย”เสียงตวาดแว้ดใส่ไม่แพ้กันตะคอกกลับ
ยูชอนมองผู้หญิงที่เป็นแม่ของลูกเขานั่งอยู่กับพื้นตรงตู้ลิ้นชักเก่าๆโดยที่ลูกที่เธอพูดถึงว่ามาหานั้นถูกปล่อยปละละเลยอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง ที่หนูน้อยดูจะไม่ใส่ใจอะไรนอกจากพื้นห้องที่มีห่อขนมวางอยู่
ยูชอนเดินตรงเข้าไปอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาไว้ในอ้อมกอดก่อนจะตวาดกลับผู้ที่เคยเป็นเมียไปเสียงดัง
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอแล้ว มันไม่มีหรอก อะไรที่หาอยู่นั่นน่ะ!! กลับไปซะ!!”
แต่เสียงตวาดของเขากลับไม่ได้ทำให้เด็กน้อยสะดุ้งสะเทือนเลยแม้แต่น้อย และก็ไม่ได้ทำให้ผู้หญิงคนนั้นหยุดรื้อค้นอะไรเลย
ร่างสูงอุ้มอินฮวานเข้าไปไว้ในห้องนอน ก่อนจะเดินออกมาแล้วปิดประตูตามหลัง เขาตรงเข้าไปลากฮีบอนที่พยายามจะลื้อค้นลิ้นชักออกมาจนหมดเพื่อหาของบางอย่าง แล้วพยายามลากเธอที่ตะโกนร้องโวยวายออกไปจากห้อง เขาไม่ต้องการให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่นี่ ผู้หญิงที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งลูกของตัวเอง ผู้หญิงที่กำลังจะแย่งลูกไปจากเขา
“ปล่อยนะ ไอ้บ้า แกมีซ่อนเอาไว้ บอกมานะเอาไปไว้ที่ไหน บอกมานะ!!”เสียงแว้ดอย่างไม่ยอมลดละดังไปทั่วชั้นจนคนข้างห้องเปิดประตูออกมาดู แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสนใจทำอะไร ราวกับว่านี่เป็นเรื่องปกติ
“ออกไป”ยูชอนพูดเสียงต่ำอย่างน่ากลัวแล้วโยนร่างของเธอออกไป
“อย่ามาที่นี่อีก ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอแล้ว ฉันไม่มีอะไรจะให้เธอสูบแล้ว!!”
“ไม่จริง!! แกมี เอาลูกมานะ!! เอาอินฮวานมา อินฮวาน มาหาแม่มาเร็ว ลูกรัก มาหาแม่เร็ว”
“ลูกรักงั้นเหรอ เลิกหลอกตัวเองซะที!!”ร่างสูงหมดความอดทน เขาจับแขนของฮีบอนเขย่าอย่างแรงด้วยแรงโทสะ
“เธอไม่ได้รักลูกซักนิด เลิกเอาความรู้สึกของลูกมาล้อเล่นซักที ถ้าอินฮวานปกติดีรู้ไหมว่าเขาจะเสียใจแค่ไหนที่แม่เห็นค่าของเขาแค่เงินเอาไว้ซื้อยานั่นน่ะ”ดวงตาเรียวจับจ้องไปที่ผู้หญิงตรงหน้าอย่างนึกรังเกียจ
“แกก็เป็นพ่อที่ดีนักละไอ้ขี้คุก คิดว่าแกจะเลี้ยงลูกไปได้ดีกว่าฉันงั้นเหรอ ลูกฉัน ฉันเบ่งมันมากับมือตัวแกจะไปเข้าใจอะไร ฉันจะต้องได้สิทธิ์เลี้ยงลูกคอยดู!! ฉันจะพรากลูกไปจากแกแล้วแกจะไม่ได้เห็นเขาอีก จำไว้!!”
“งั้นก็รอให้ได้สิทธิ์นั่นมาก่อนแล้วกัน กลับไปซะ!! อย่ามาให้ฉันเห็นอีก ไป!!”ยูชอนไล่เธอเหมือนหมูเหมือนหมาก่อนจะปิดประตูใส่หน้าเสียงกรี๊ดที่ยังหวีดร้องราวกับกำลังเจ็บปวดดังอยู่นอกห้อง
ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในห้องแล้วจ้องมองสภาพบ้านที่ถูกลื้อค้นเสียกระจุยอย่างอามรณ์เสีย ก่อนจะเดินเข้าไปเตะของที่วางเกะกะอยู่ที่พื้นอย่างแรง แล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาพยายามระงับอารมณ์โกรธที่มีให้กับผู้หญิงคนนั้น
เมื่อควบคุมอารมณ์โกรธจนหมดไปในที่สุด เขาก็เดินเข้าไปในห้องที่ลูกชายตัวเล็กกำลังนั่งจ้องมองมาทางประตูที่เขาเปิดเข้ามาเหมือนกับตอนที่เขาปิดประตูขังลูกเอาไว้ไม่มีผิด
อินฮวานดูเหมือนจะไม่ขยับตัวไปทางไหนเลย ดวงตาเรียวเล็กใสแจ๋วจับจ้องมาที่เขาอย่างไม่กะพริบตา แต่กระนั้นยูชอนก็ไม่อาจจะรับรู้ว่าลูกคิดอะไร ไม่รู้ว่าลูกโกรธ กลัว หรือเสียใจ หรือไม่รู้กระทั่งเวลาลูกหิวหรือไม่สบายหรือเปล่า
ร่างสูงใหญ่เดินไปนั่งลงข้างๆแล้วยกตัวเจ้าตัวเล็กขึ้นมาไว้บนตักก่อนจะโอบกอดด้วยความรักทั้งหมดที่เขาจะมีให้ๆได้
จริงอยู่อย่างที่ฮีบอนว่า เขาอาจจะไม่มีปัญญาเลี้ยงดูลูกให้ดีไปมากกว่าเธอได้ แต่กระนั้นเขาก็พยายามจะรักษาและปกป้องเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของเขาเอาไว้จากผู้หญิงคนนั้น
ถ้าหากว่าฮีบอนรักลูกอย่างจริงใจสักนิดเขาจะไม่ว่าอะไร จะไม่ยอมเหนี่ยวรั้งจนถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลทั้งที่พวกเขาทั้งคู่เองต่างก็ไม่มีเงินมากมายเลยสักนิด
แต่นี่เธอไม่เพียงแต่จะไม่รักลูก ซ้ำยังทำร้ายลูกยามที่เธอเมายาหรือว่าเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมา เขาไม่อยากให้ลูกต้องเจ็บปวด เพราะเขาไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กคิดอะไร เพราะว่าอินฮวานเป็นเด็กที่สมองช้า เขาอายุหกขวบแล้วแต่ว่าพัฒนาการทางการพูดและการเรียนรู้ของเจ้าตัวเล็กนี่เท่ากับเด็กสองขวบตามที่หมอบอก
เขาเคยคิดจะพาอินฮวานไปรักษา อยากรู้ว่าลูกเป็นอะไร แต่ปัญหาทางด้านการเงินก็เป็นตัวขัดขวางอันใหญ่หลวง
แต่กระนั้นเขาก็ยังพอจะเก็บเงินได้บางส่วนจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำส่งอินฮวานเข้าไปที่ศูนย์ฝึกหัดเด็กที่มีปัญหาทางพัฒนาการทองสมองได้อาทิตย์ละสองวัน นั่นก็นับว่าดีมากสำหรับเขาและเจ้าตัวเล็กแล้วในตอนนี้
แต่เมื่อมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลเขาคงต้องทำงานหนักเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้มีเงินพอสำหรับค่าใช้จ่ายภายในบ้านและค่าเลี้ยงดูเจ้าตัวเล็กและค่าทนายความ
โชคดีของเขาที่ทนายที่ฮันเกิงเพื่อนสนิทชาวจีนที่เขาพบเจอในสถานกักกันเคยถูกทนายคนนี้ช่วยเขาไว้เรื่องสัญชาติ หมอนั่นเลยแนะนำให้เขารู้จัก ชางมินเป็นทนายความรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยจะหิวเงินมากนักเพราะว่าหลงใหลอยู่กับอุดมการณ์จึงทำให้เขาพอจะหาเงินมาจ้างได้บ้าง
“อินฮวาน ป๊ะป๊าจะออกไปทำงานนะลูก เราอยู่กับลุงฮวานไปก่อนนะ แล้วป๊ะป๊าจะซื้อของเล่นมาฝาก”ยูชอนพยายามพูดกับเจ้าตัวเล็กที่นั่งอยู่บนตัก
อินฮวานเงยหน้ามองผู้เป็นพ่อตาแป๊ว แต่ก็ไม่ได้เอยอะไรออกมาสักคำ
ยูชอนถอนหายใจ ก่อนจะก้มลงจูบแก้มยุ้ยๆของเจ้าตัวเล็ก แล้วลุกขึ้นไปหยิบโทรศัพท์เพื่อต่อเบอร์โทรออก
“พี่เหรอ”
“ว่าไงน้องรัก มีอะไรให้ช่วยบอกมาได้เลย”เสียงตอบกลับมาในโทรศัพท์นั้นร่าเริงเกินเหตุ เขารู้ว่ายูฮวานนั้นชอบใจจนถึงขั้นดีใจทุกครั้งที่เขาไปขอความช่วยเหลือ แม้มันจะไม่บ่อยนักก็ตาม เขารู้ว่าพี่ชายอยากจะให้ความช่วยเหลือกับเขาในทุกๆด้าน แต่เขาก็ยังปฏิเสธความหวังดีของพี่ชาย นอกจากเวลาอย่างนี้เท่านั้นเวลาที่เขาต้องฝากฝังเจ้าตัวเล็กเอาไว้กับใครสักคนที่จะรักและดูแลอินฮวานได้ดี อย่างพี่ชายของเขาหรือว่าฮันเกิง
“อือ จะฝากดูอินฮวานหน่อย ฮันเกิงทำงานกะดึกวันนี้ แล้วฉันก็จะออกไปทำงาน ไม่มีใครอยู่ดูเลย...”
“เอามาเลย เดี๋ยวอีกสิบนาทีจะไปรับ”ยูฮวานรีบตอบกลับโดยที่ยูชอนยังไม่ทันพูดจบ ร่างสูงกล่าวขอบใจพี่ชายก่อนจะวางหูไปแล้วพาเจ้าตัวเล็กไปอาบน้ำอาบท่าและเขาก็จะได้เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปทำงาน
***************
“อืม...ชางมิ..อา...ชางมิน”ร่างเล็กพยายามเรียกคนที่กำลังดื่มด่ำไปกับริมฝีปากของเขาอย่างยากลำบาก เมื่อลิ้นร้อนพยายามจะเกี่ยวกระหวัดรุกล้ำเข้ามาทุกครั้งที่เขาพยายามจะพูด
“อือ แห่กๆๆ ดะ...ชางมิน”ร่างเล็กหอบหายใจสะท้านเมื่อคนด้านบนที่คร่อมตัวเขาอยู่เปลี่ยนเป้าหมายจากริมฝีปากบวมช้ำที่แทบขาดลมหายใจไล้จูบต่ำลงไปที่ซอกคอขาวนุ่มแทน
“หือ?”ชางมินดูจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ว่าร่างเล็กจะพูดอะไร ตอนนี้ความหอมหวานจากรสจูบและซอกคอหอมกรุ่นนี่กำลังฆ่าสติของเขาให้กระเจิดกระเจิงเต็มทนแต่ก็ต้องหยุดชะงักค้างอย่างมึนตึบราวกับใครเอาของแข็งมาทุบที่หัวทันที่ที่จุนซูเอ่ยปาก
“ชางมิน อยากกินไอศกรีมอะ กินไหม”ร่างเล็กเอ่ยขึ้นมาเรียบง่ายราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ ลมหายใจดูจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
“หา??”ชางมินถามอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าคมคายเงยขึ้นมาจากซอกคอขาวก่อนจะมองราวกับว่าคนตรงหน้านั้นพูดเล่น
“ไอศกรีมไง ในตู้เย็นมีอยู่ กินมะ เดี๋ยวฉันไปเอามาให้”จุนซูไม่พูดเปล่าแต่กลับดันร่างของชางมินที่มึนได้ที่กับการกระทำของเขาออกไปจากตัว ก่อนจะวิ่งออกไปจากห้องนอน เสียงเล็กตะโกนกลับมาอย่างอารมณ์ดี
“นายจะเอารสอะไรน่ะ มันมีอยู่สองอัน มิ้นท์รึเปล่า แต่ฉันอยากกินกล้วยหอม งั้นเอาตามฉันนะ”
“จุนซู”ชางมินบ่นพึมพำแผ่วเบาก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเพื่อผ่อนคลายความรู้สึกของตัวเอง เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงพลางก้มลงมองร่างกายเบื้องล่างของตัวเองที่ถูกปลุกเร้าจนเต็มที่ค่อยๆผ่อนลงอย่างหมดอารมณ์
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่จุนซูทำแบบนี้ แต่มันก็แทบทำให้เขากระอักเลือดแทบคลั่งเอาได้ทุกครั้งไป
ตั้งแต่คบกันมา จุนซูไม่เคยให้เขาได้ล่วงล้ำไปมากกว่าการกอดและจูบเลย แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าคงไม่มีทางฝืนใจหักหานความรู้สึกของจุนซูได้ แต่เขาก็เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่มีความต้องการอยากจะร่วมรักและเป็นหนึ่งเดียวกับคนรักของตน
แต่กระนั้นก็หลงรักจุนซูจนยากจะหักใจ ได้แต่จำยอมรับสภาพนี้ไป ก็หัวใจของเขาเป็นของจุนซูมานานแล้ว
เป็นของคิมจุนซูมาตลอด
แล้วยิ่งรู้ว่าเหตุใดจุนซูจึงไม่เปิดใจให้เขาก็ยิ่งรู้สึกปวดหนึบไปทั้งใจ ทั้งๆที่ความพยายามพิชิตใจจุนซูมาตลอดห้าปีที่กลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากไม่เจอกันมานานหลายปีสำเร็จลงอย่างภาคภูมิใจ แต่ก็ดูเหมือนความรักของเขาไม่ได้ส่งผ่านไปถึงร่างเล็กเลยสักนิดเดียว
ห้าปีแล้วที่เพื่อนเก่าสมัยเด็กอย่างเขาที่ได้มีโอกาสกลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อสิบปีก่อน
ครั้งแรกที่ได้เจอจุนซูอีกทีเขาก็แทบดีใจและแสนจะประหลาดใจในคราเดียวกัน เมื่อจุนซูที่ดูอ่อนแออ่อนหวานได้เปลี่ยนเป็นคนที่เข้มแข็งและมั่นใจจนถึงขั้นมากเสียด้วย เป็นจุนซูคนใหม่ คนที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายหรือเอาเปรียบได้ จนบางครั้งหลายคนที่มหาวิทยาลัยเรียกจุนซูว่าคนไม่มีหัวใจ แต่กระนั้นเขาก็รักจุนซู ขอแค่จุนซูอยู่กับเขา แม้จะไม่รักเขาเท่าที่เขารัก แต่ขอแค่มีใจให้สักนิดก็สามารถเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตเขาได้แล้ว
“อืม กินไอศกรีมก่อนเข้านอนเนี่ยมันวิเศษไปเลยนะ”ใบหน้าไร้เดียงสายิ้มร่าเมื่อส่งช้อนที่พูนไปด้วยไอศกรีมรสกล้วยหอมของโปรดเข้าไปในปาก ก่อนจะเดินมานั่งลงบนเตียงข้างๆร่างสูงที่ยิ้มฝืนๆให้โดยไม่สังเกตถึงสายตาที่แสดงถึงความร้าวรานนั้นเลยสักนิด
“กินมั้ย ฉันป้อนให้”จุนซูยิ้มหวานให้ชางมินก่อนจะส่งช้อนที่ตักเอาไอศกรีมก้อนใหญ่ส่งมาจ่อริมฝีปากของร่างสูง
ชางมินยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะรับรสของหวานเย็นเข้าปาก ความหวานและเย็นของไอศกรีม บวกกับรอยยิ้มสดใสของจุนซูทำให้อารมณ์หม่นหมองและน้อยใจของชางมินเย็นลง เขาก้มลงจูบริมฝีปากอิ่มของฝ่ายตรงข้ามอย่างนุ่มนวลก่อนจะผละออกมาแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“อร่อยมั้ย”ร่างเล็กเอ่ยถามมือยังคงส่งของหวานเข้าปากไม่หยุด
“อือ นายละ”ชางมินถามพลางใช้นิ้วเกลี่ยหัวคิ้วของอีกฝ่ายเมื่อความเย็นที่ส่งเข้าปากจี๊ดขึ้นถึงสมองจนจุนซูต้องขมวดคิ้ว
“อ่า เจ็บจัง...อืม...แต่อร่อยมากเลยละ”จุนซูหยีตาอย่างน่ารัก
“ก็รู้ว่านายชอบกินไงถึงได้ซื้อมาเก็บไว้ให้”ชางมินว่า ก่อนจะเอนหลังลงพิงหัวเตียงแล้วดึงคนตัวเล็กเข้ามากอดไว้
เงียบกันไปสักพักก่อนที่จุนซูจะวางกระปุกไอศกรีมเปล่าไว้ที่โต๊ะหัวเตียงแล้วหันมาถามร่างสูงที่นอนลูบไล้แขนเขาไปมาอย่างใช้ความคิด
“นายจะทำคดีนั้นจริงๆเหรอ”ชางมินขมวดคิ้วแล้วหันมามองเขา
“ทำไมนายถึงติดใจมันนักละ”
“ก็ ถ้าผู้ชายคนนั้นเป็นคนน่ากลัวแล้วอันตรายการที่นายช่วยเขามันอาจจะ...”
“จุนซู เขามีสิทธิ์ในตัวลูกพอๆกับแม่เด็กนะ อีกอย่างนายยังไม่รู้จักเขาดีพอที่จะตัดสินเขานะ”
“ไม่เห็นต้องรู้จักเลย ถ้าหมอนั่นเป็นคนดีจริง เมียเขาจะหย่าด้วยหรือว่าฟ้องเรียกร้องสิทธิ์เรื่องลูกทำไมกัน”
“ก็ไม่ได้แปลว่าแม่เด็กเป็นคนดีนี่”
“แต่แม่เด็กก็คงจะดีกว่าหมอนั่นอยู่แล้ว หมอนั่นน่ากลัวจะตาย ยังกับพวกมาเฟีย ถ้าเป็นพวกทำร้ายร่างกายจนเมียทนไม่ไหวละ”
“นายอย่าเอาบรรทัดฐานของตัวเองมาวัดสิ”เมื่อคำพูดหลุดออกไปแล้วชางมินก็แทบอยากจะตบปากตัวเอง เรื่องที่แม้จุนซูจะไม่อาจลืมมันได้ เขารู้ แต่ร่างเล็กก็ไม่เคยเอ่ยหรือพาดพิงถึงอดีตอันขมขื่นของตัวเองเลยแต่เขากลับพูดขึ้นมาตอกย้ำจุนซู
จุนซูไม่ตอบอะไร ร่างเล็กแค่ลุกขึ้นสวมกางเกงยีนที่ถอดวางไว้ข้างเตียง ก่อนจะคว้าแจ๊คเก็ตมาสวม
“นายจะไปไหนน่ะ”ชางมินมองท่าทางของคนรักอย่างรู้สึกผิด
“ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันมีงานค้างไว้ คงต้องกลับบ้านแล้ว”จุนซูตอบเรียบๆ แต่ใบหน้าไม่ได้แสดงความโกรธเลยสักนิด แต่ชางมินก็รู้ว่าจุนซูกำลังโกรธ และนี่เป็นวิธีของจุนซู ไม่เคยแสดงออก ไม่เคยโมโห ไม่เคยตวาด ได้แต่เงียบ
เงียบจนน่ากลัว
“ไม่เอาน่าจุนซู ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”ชางมินพยายามเดินมารั้งร่างเล็กที่กำลังจะเดินออกประตูไป
“ฉันมีงานจริงๆ ไว้จะโทรหาละกัน ไปละ”จุนซูพูดได้แค่นั้นแล้วก็เปิดประตูออกไปโดยไม่หันกลับมามองคนที่สำนักผิดแม้แต่น้อย
***************
เช้าวันต่อมายุนโฮแวะไปส่งแจจุงเพื่อเข้าไปส่งงานที่ออฟฟิศ ระหว่างทางขากลับบ้านทั้งคู่แวะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อที่แจจุงจะได้เลือกซื้อของใช้ในครัวและตุนอาหารสำหรับช่วงวันหยุดห้าหกวันหลังจากนี้ที่ยุนโฮลาพักร้อนเอาไว้เพื่อที่เขาทั้งสองจะได้ใช้เวลาด้วยกันในบ้านของยุนโฮ
บ้านของพวกเขาทั้งสอง
“เสร็จแล้วโทรมาบอกผมละกันนะ เดี๋ยวผมว่าจะเข้าไปซื้อหนังสือเสียหน่อย”ยุนโฮบอกร่างบางที่กำลังจะก้าวลงจากรถ
“แน่ใจว่าไม่ให้ไปช่วยถือของแน่นะ”ยุนโฮอดที่จะถามไม่ได้
“อือ ไม่เป็นไรหรอก”แจจุงว่าถึงแม้การแสดงความเป็นสุภาพบุรุษของยุนโฮจะน่ารักแค่ไหนก็ตาม แต่เขาเองก็เป็นผู้ชาย การที่เป็นแฟนกับผู้ชายด้วยกันไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องกลายเป็นสาวน้อยที่จะทำอะไรก็ต้องมียุนโฮคอยเอาใจตลอดเวลาเสียหน่อย แม้การกระทำนั้นจะทำให้หัวใจของเขาเอิบอิ่มก็ตามแต่เขาก็ยังอยากจะทำอะไรๆด้วยตัวเองอยู่บ้าง
“ยุนจะไปเดินแกะกะเปล่าๆน่ะสิ เดี๋ยวฉันรีบซื้อไม่นานหรอก”แต่กระนั้นก็อดที่จะปฏิเสธออกไปอย่างนุ่มนวลไม่ได้ด้วยกลัวว่าร่างสูงจะเสียน้ำใจ
“โอเค เอางั้นก็ได้”ร่างสูงรับคำก่อนจะเปิดประตูเพื่อก้าวลงจากรถพร้อมกับที่แจจุงเองก็เปิดประตูฝั่งตัวเองลงมา แต่ก็ต้องชักประตูกลับเมื่อมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งสวนมาด้วยความเร็วจนกลัวว่าประตูจะกระแทกโดนเด็กๆเข้า
“เอามานี่นะ มินบุนบ้า!! เอาเกมของฉันคืนมาน้า”เด็กชายร่างเล็กกว่าที่วิ่งตามเด็กชายตัวโตกว่าเล็กน้อยมาตะโกนบอกลั่นถนน
แจจุงได้แต่ส่ายหน้าเล็กน้อยกับความไม่ระวังของเด็กๆก่อนจะเดินเข้าไปในซูเปอร์ที่อยู่ไม่ไกลจากนั้น นี่ถ้าเขาเปิดประตูออกไปพรวดเดียวไม่ทันได้ระวังคงกระแทกจนเกิดเจ็บตัวกันเข้าบ้างละ
ยุนโฮมองร่างบางที่กำลังเดินไปทางที่เป็นร้านสะดวกซื้ออย่างรักใคร่ แจจุงเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่กับเขาได้แค่คืนเดียวเขาก็แทบจะไม่อยากห่างจากร่างบางเลยสักเสี้ยววินาที
นี่เขากำลังทำตัวเหมือนพวกข้าวใหม่ปลามันไปรึเปล่านะ
ร่างสูงส่ายหัวให้กับความคิดเลี่ยนๆของตัวพลางที่ใบหน้าร้อนวูบวาบไปหมด ก่อนจะหันหลังทำท่าจะข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้ามเพื่อซื้อหนังสือสักสองสามเล่ม
ขณะที่เลือกหนังสือและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ยุนโฮก็ยังคงไม่ออกจากร้าน เขามองไปฝั่งตรงข้ามก็เห็นว่าร่างบางยังไม่ออกมาจากซูเปอร์เช่นกัน เขาเลยเอื้อมมือไปหยิบหนังสือตรงแผงหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านค่าเวลา แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ต้องยิ้มกริ่มให้กับตัวเองเมื่อคนที่เขารออยู่เพิ่งเดินออกมาจากร้านพร้อมกับในมือมีข้าวของพะรุงพะรัง
ทั้งๆที่แจจุงบอกเขาเองแท้ๆว่าจะซื้อเครื่องครัวบางอย่างสองสามชิ้นที่บ้านของเขาไม่มีเท่านั้น และก็ของกินอีกนิดหน่อย แต่กระนั้นร่างบางก็คงอดสนุกไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับข้าวของในซูเปอร์นั่น เขารู้แจจุงชอบทำอาหาร การออกมาเดินซื้อของทำอาหารก็คงเป็นอย่างหนึ่งที่แจจุงชอบทำเช่นกัน
เมื่อเห็นเช่นนั้นยุนโฮเลยวางหนังสือลงก่อนจะเดินออกจากร้านเพื่อจะตรงไปหาคนรัก แต่ทันทีที่ก้าวออกนอกประตู สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังกำลังวิ่งไล่จับกันอยู่อย่างไม่ทันระวัง แล้วก็กระโจนร่างพรวดออกมาเกือบจะกลางถนนในขณะที่รถที่กำลังขับมาด้วยความเร็วนั้นไม่มีทางที่จะเบรกได้ทันแน่
ราวกับว่าแจจุงก็คิดเช่นเดียวกับเขา แจจุงทิ้งข้าวของในมือลงทั้งหมด ก่อนจะกระโจนเข้ารั้งร่างของเด็กชายคนนั้นเอาไว้ แต่มองจากที่ที่ยุนโฮมองอยู่แล้ว แจจุงไม่มีทางจะพาเด็กนั่นหลบรถได้ทันแน่
ไวเท่าความคิด ยุนโฮกระโจนพรวดพลาดออกไปท่ามกลางเสียงกรีดร้องของคนบริเวณนั้นที่เห็นเหตุการณ์ ร่างสูงใหญ่ของยุนโฮปะทะกับร่างบางของแจจุงที่มีเด็กน้อยอยู่ในอ้อมกอดจนล้มไถลไปด้านหลังหลบรถได้ทันท่วงทีในเสี้ยววินาที
แต่จากแรงที่กระโจนนั้น แจจุงที่โอบกอดเด็กน้อยที่หวาดกลัวอย่างไม่มีสตินั้นคิดว่าเขาต้องล้มหัวกระแทกพื้นแน่ๆ แต่กระนั้น ร่างทั้งร่างของเขากลับหล่นตุบลงไปทับกับยุนโฮที่พลิกตัวเอาตัวเองรองรับเขาเอาไว้
เสียงของหนักกระแทกพื้นเสียงดังลั่นบวกกับเสียงเบรกรถที่ล้อรถครูดไปกับถนนนั้นเล่นเอาดวงใจของคนที่มองและของแจจุงห่อเหี่ยว วินาทีแรกที่ลืมตาเขาเห็นเด็กน้อยในอ้อมกอดของเขาซุกหน้าสะอึกสะอื้นเกร็งตัวอย่างหวาดกลัว
“ซองอุน!!!”เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางบรรดาคนมุงที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเขา
“เป็นอะไรรึเปล่าลูก ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณที่ช่วยเขาไว้”เสียงของผู้หญิงคนนั้นสะอื้นอึกร้องอย่างรนราน พลางดึงร่างของลูกชายออกไปจากตัวของแจจุง ร่างบางที่ไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่พยักหน้ารับ ก่อนที่จะดันร่างตัวเองขึ้นมาจากร่างสูงใหญ่ข้างใต้ แล้วหันกลับไปมองคนรักทันที
แต่ดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างเมื่อภาพที่เห็นเล่นเอาหัวใจเกือบจะหยุดเต้นทันที รอยเลือดดีแดงสดค่อยๆซึมออกมาจากศีรษะของร่างสูงก่อนค่อยๆขยายวงกว้างขึ้นๆรอบๆบริเวญพื้นปูน
“ยุนโฮ!!!”ร่างบางกรีดเสียงร้องอย่างตกใจ สองมือที่เปลี้ยไปหมดด้วยความกลัวพยายามยกหัวของยุนโฮขึ้นมา หยาดน้ำร้อนไหลลงสู่นวลแก้มทันทีที่เห็นภาพความบอบช้ำของคนที่รัก
“ยุนโฮ!!! ยุน อย่าเป็นอะไรนะ ยุนโฮ!!ใครก็ได้ ฮึก... ฮือ ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลให้หน่อย ฮึกเรียกรถ ฮือๆๆๆ ยุน ยุนโฮ!!!”
TBC
จบแบบนี้ลุ้นเลย
มันจะยังงัยล่ะเนี่ย
ยุนจะเป็นอะไรมากมั๊ย
ส่วนจุนซู
น้องจะยังงัยดีเจ้าคะ
ดูยังสับสนอยู่
ตามอ่านต่อนะเจ้าคะ
เป็นกำลังใจให้เสมอเจ้าค่ะ
#1 By maybe (124.120.125.235) on 2008-03-30 01:24