[Jaesu] Secret Affair
posted on 03 Apr 2008 06:55 by jaerad
Title: Secret Affair
Author: แจแรด
Category: Oneshot
Pairing: Jae/Soo
Rating: PG กึ่งๆ NC
Author notes : ฟิกแจซูเรื่องแรก แต่ยังเป็นช็อตอยู่ เดี๋ยวไว้เคลียร์สามเรื่องที่เหลือของคู่ปกติเราว่าจะทำฟิกยาวแจซูบ้าง แต่จริงก็เริ่มทำไปแล้วแหละ ฮ่าๆๆๆๆ แต่ต้องไปดูกันเองในบ้าน kimjaesoo นะคะ ขวามือเลย มีลิงค์ตามไปได้
ฟิกนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากแฟนอาร์ตที่เห็นเลยประมวณเกิดมาเป็นฟิกเหงาอันนี้ แต่รูปแฟนอาร์ตไม่ขอแปะที่นี่ ที่บ้านคิมตามเคยค่ะ
แล้วก็แอบบอกเดี๋ยววันอาทิตย์ดึกๆจะมาแปะ มนตร์รักปารีส เหอๆๆ ใครตามอยู่ก็แวะมาดูละกัน คงจะไม่เข้าไปบอร์ดโน้นแล้วอะ อัพมันที่นี่แหละ แล้วผู้กองก็จะมาอาทิตย์ต่อไป เริ่มขยันละ จะมาต่อกันวันอาทิตย์ แต่จะวนทีเดียวสามเรื่อง เพราะงั้นต้องสลับกันลงเรื่องละอาทิตย์ ทั้งผู้กอง สามพี และก็ปารีส
แอบงอนหน่อยนะคะ แจแรดไม่เคยทวงเมนท์ก็จริง แต่ว่ามันก็เป็นสิ่งที่อยากได้อะ ถ้าแต่งห่วยไม่ว่ากันไม่เมนต์ก็ได้ แต่นี่ เอ่อ เราก็แปลกใจ เราลงฟิกมาที่นี่แอบดูจำนวนคนเข้าชม โห ไม่ต่ำกว่า 50 ต่อวัน แต่ไหงเมนท์มันไม่ถึง...โอ้ว น้อยใจค่ะ ที่เลี่ยงไม่ลงบอร์ดใหญ่เพราะก็นอยใจที่อ่านกันแล้วไม่เมนท์ แต่ก็บังคับไรไม่ได้ แต่นี่เอามาไว้นี่ก็เผื่อคนรักกันจริงตามมา ตามมาเมนท์ ก็จริงค่ะ คนรักกันจริงตามเมนท์ตามอ่านกัน แต่ที่ตามมาอื่นๆก็ไม่เห็นจะเมนท์กันให้เลย น่าน้อยใจนะคะ ถ้าไม่สนุก ถ้าแต่งไม่ดี คงไม่ลงทุนตามาออกหรอกมั้ง แต่ไหงกับไม่มีรีเฟร็กกับมาบ้างเลย อย่างงี้มันเศร้านะคะ เฮ้อ แต่เอาเหอะ แล้วแต่ละกัน แจแรดก็แต่งเพื่อนเพื่อนๆที่ตามาให้กำลังใจกันตลอดตั้งแต่วันแรที่ลงเดอะไลน์หนึ่งเมื่อสองปีที่แล้ว จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังจะตามกัน ซึ้งค่ะ ถึงเขียนให้คนอ่านสามคนแต่เป็นกำลังใจกันเหนียวแน่น มันก็ซึ้งค่ะ มันเป็นความรู้สึกดีๆของคนเขียนเลยนะคะ ขอบคุณกำลังใจเหนียวแน่นส่วนน้อยเหล่านั้นด้วยนะคะ แจแรดจะรีบปั่นฟิกมาให้อ่านค่ะ ^^
Secret Affair
"จะไปแล้วเหรอฮะ"ผมถามออกไปเบาๆขณะจ้องมองเพดานห้องในเงาสลัวจากแสงไฟที่ส่องลอดมาจากห้องน้ำ นอนนิ่งฟังเสียงเนื้อผ้าที่เสียดสีผิวหนังอยู่เงียบๆ
"จะรีบตื่นทำไม ฟ้ายังมืดอยู่เลย
ไม่มีเรียนไม่ใช่รึไงวันนี้"เสียงนั้นไม่ได้ไขข้อคำถามของผม แต่กลับย้อนถามผมราวกับไม่ได้ฟังว่าผมถามเขาไปว่าอะไร
ราวกับว่าเขาเพิ่งจะสังเกตุเห็นว่าผมตื่นแล้ว หรือก็อีก เขาอาจจะไม่ได้ใส่ใจมองผมด้วยซ้ำ
"ยังไม่ไปไม่ได้หรือฮะ...ผม...อยากให้คุณกอดผม"ผมหมายความแบบนั้นจริงๆ แม้ใบหน้าในความมืดของผมที่เขามองไม่เห็นมันอาจจะร้อนผ่าวระเรื่อแดง แต่ผมก็อยากให้เขาทำตามคำขอร้องของผม
แค่กอด...กอดผมเอาไว้ในอ้อมแขนสวยงามแบบนั้น
แค่กอด...นอนกอดผม พาผมทอดหุ่ยเขาสู่ยามเช้าที่แสนสดใสไปด้วยกัน
แค่กอดเท่านั้น...
ผมอยากให้ช่วงเวลาระหว่างเรามีสิ่งนั้นบ้าง...สิ่งที่คนเป็นแฟน คู่รัก หรือคู่ผัวตัวเมียอะไรก็ตามมี ผมอยากจะมีมัน ผมอยากจะมีช่วงเวลาชื่นใจที่ได้รับกอดที่แสนอบอุ่นจากคนที่ผมรักโดยไม่ต้องมีความลุ่มหลงเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่มันจะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไง ในเมื่อผมกับเขา เราไม่ใช่แม้แต่คู่รัก หรือคนรักกัน
ตัวผมเป็นอะไรสำหรับเขาผมยังไม่รู้ และต่อให้พยายามทำหน้าหนาถามเขาออกไปแค่ไหน ผมก็ไม่คิดว่าจะได้คำตอบกลับมาจากปากของแจจุงอยู่ดี
"ไม่ได้เหรอฮะ..."ผมถามย้ำเบาๆอีกครั้ง รู้สึกถึงลมหายใจขาดห้วงของตัวเองที่พร่างพรูออกมาพร้อมคำพูด
แม้จะรู้คำตอบ แต่ก็ยังดิ้นรนวิ่งเข้าหาคำตอบเพียงเพื่อตอกย้ำฐานะและตัวตนของตัวเองค่อคนคนนี้
"หืม?"เขาทำเสียงเหมือนแปลกใจ
"ไม่ได้จริงๆสินะฮะ...ก็แค่อยากให้กอดเอาไว้"ใบหน้าไร้ยางอายของผมตรึงแน่น ขอบตาที่ปรือปิดจากความเหนื่อยล้ารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีทันใดราวกับความน้อยใจในส่วนลึกผลักดันออกมาจนโพรงจมูกเสียดแน่นบีบเอาลมหายใจให้ผลิออกมาอยากยากเย็น
ก่อนหน้านั้น หากมีใครมาบังคับให้ผมพูดคำคำนี้ออกไป...กับผู้ชาย ผมคงจะกระโดดชกปากคนคนนั้นไปด้วยความโมโห โทษฐานดูถูกดูแคลนศักดิ์ศรีของผม แม้ผมจะไม่ใช่ผู้ชายประเภทตีต่อยก็ตาม แต่ก็คงจะอดยั้งมือเอาไว้ไม่ได้แน่นอน
แต่เพราะตั้งแต่คืนวันที่ได้เจอเขา คำพูดที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งหน้าอายกลับหลุดลอดออกมาจากปากผมได้ง่ายดายราวกับมันเป็นสิ่งคุ้นเคย แม้ว่าใบหน้าและจังหวะหัวใจจะไม่เชยชินก็ตาม
////////////////////////////////
"ไอ้ลูกหมา จะไปตายที่ไหนก็ไป!!!"
หลังเลิกงานที่ผับแห่งหนึ่งที่ผมรับทำงานพิเศษอยู่ที่นั่น ผมจะเดินออกมาจากทางหลังร้าน เพื่อที่จะเดินผ่านตรอกเล็กๆที่เป็นพื้นที่ด้านหลังของตึกใหญ่สองด้านซ้ายขวาที่หันหลังชนกัน แต่เบื้องหน้าเป็นถนนแสงสีที่คึกคักในย่านที่นักท่องเที่ยวกลางคืนจะรู้จักเป็นอย่างดี
เพียงเพราะผมไม่อยากจะเดินออกทางหน้าร้านเพื่อไปเดินปะปนกับคนเมา และคนไม่เมาที่ต่างกำลังแยกย้ายกันกลับบ้านให้วุ่นวาย เพื่อที่จะเลี่ยงทางหลังร้านนี่จึงเป็นทางที่เหมาะที่สุด และที่นั่น เป็นที่ที่ผมได้ผมกับแจจุง
ขณะที่เดินผ่านเสาไฟที่ทิ้งระยะห่างกันหลายช่วงตัวจนทำให้ทั้งซอยมืดสงัด ผมกำลังจะพ้นเสาไฟสุดท้ายแล้วเลี้ยวออกไปสู่ถนน
แต่แล้วทันทีที่ขาก้าวพาตัวเองออกมาจากเงามืดได้เพียงก้าวเดียว เพราะก็ต้องชะงักขาเอาไว้แล้วหลบเบี่ยงตัวเข้าในเงามืด จ้องมองไปที่ปากทางของซอย
"ไอ้ลูกหมา จะไปตายที่ไหนก็ไป!!!"เสียงห้าวทุ้มติดจะกรึ่มๆตะโกนออกมา
เสียงปิดประตูรถดังสนั่นชนิดไม่ได้ใส่ใจเลยว่าเจ้าม้าเหล็กนั่นมันราคาเหยียบล้าน ไม่ใช่เศษกระป๋องราคาไม่กี่พันวอน ก่อนจะสบถออกมาดังลั่นถนนซอย ที่ความคึกคักจากทั่วบริเวณกำลังจะพลันหายไปตามช่วงเวลาปิดผับ
แวบแรกผมเห็นเขาก้าวลงมาจากรถ ผมคิดว่าเขาเป็นผู้หญิง เพราะใบหน้าสวยเฉี่ยวบวกสีผมและทรงผมที่จัดทรงมาอย่างทันสมัย ดูงดงามรับกับต้นคอขาวเป็นอย่างดี
น้ำเสียงทุ้มติดจะมึนเมานั้นยังคงก่นด่าคำสบถต่อไปอย่างไม่ใส่อะไร
สักพักผมถึงเห็นผู้ชายอีกคนที่ลงมาจากด้านที่นั่งคนขับ เป็นผู้ชายที่ตัวสูงกว่ามาก เขาอยู่ในชุดสูท ที่ถูกคลุมทับด้วยเสื้อโค้ทสูทสีน้ำตาลสวยราคาแพงอย่างที่นักธุรกิจชอบใช้
ร่างโปร่งที่ส่งเสียงก่นด่าว่าหน้าตาดีแล้ว ผู้ชายคนนี้กลับหน้าตาดีกว่าเป็นสองเท่า
อันที่จริงจะเอามาเปรียบเทียบกันคงไม่ถูกนัก เพราะฝ่ายที่เพิ่งลงมาใหม่มีใบหน้าคมสันหล่อเหลา มาดแมน ดูสมชายชาตรีเต็มที่ และดูมีอำนาจอย่างไรบอกไม่ถูก
ทรงผมสีน้ำตาลอ่อนถูกจัดแต่งให้เสยไปด้านหลังด้วยแว็กซ์อย่างเรียบร้อย
ต่างกลับร่างโปร่งของคนเมา ที่แต่งตัวดูเฉียบและทันสมัยราวกับจะหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แบบที่ผมมักจะผมพบเจอบ่อยๆกับพวกลูกค้าในร้าน
"มาขึ้นรถแจจุง"ชายสวมสูทพูดเสียงต่ำ ไม่มีแววคุกคามอีกฝ่ายเลย หากแต่น้ำเสียงนั้นแฝงแววเหนื่อยล้าและเบื่อหน่ายเต็มทน ซ้ำใบหน้ายังฉาบไปด้วยความเฉยชาจนมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไร
"ไปตายซะ!!"เสียงตะโกนด่ากลับไม่ได้ทำให้ชายในชุดสูททำท่าตกใจแต่อย่างใด
"ไม่เอาน่าแจจุง นายเมา ขึ้นรถกลับบ้านน่า นี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้ว ตอนเช้าฉันมีประชุมนายก็รู้ มาเถอะ ขึ้นรถ"
"ไม่!! นายจะไปตายที่ไหนก็ไป จะสนใจฉันทำไม"
"ต้องสนสิ นายพูดไม่รู้เรื่องแล้ว มาขึ้นรถ"
"ไม่!!"
"เฮ้อ!! แจจุง"ผมเห็นเขาผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะส่ายหน้าไปมาเบาๆก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้นมาอีกครั้ง
"งั้นก็ตามใจ ถ้างั้นฉันไปละ"
"ได้!! จะไปก็ไป อย่ารีรอเลย คิดว่าไม่มีนายฉันจะหาความสุขในชีวิตไม่ได้เชียวเหรอ คุณชองยุนโฮ"ร่างโปร่งส่งเสียงสูงต่ำ เน้นเสียงชื่อซึ่งผมเดาว่าคงเป็นของอีกฝ่าย จิ้มนิ้วไปยังไหล่ด้านขวาของอีกคนแล้วก็สะบัดหน้าหนี ก่อนที่ร่างโปร่งจะเดินโงนเงนเข้ามาในซอยที่ผมยืนหลบอยู่
ผมกำลังคิดว่าจะรีบเดินสวนออกไป หรือหมุนตัวเดินกลับไปทางเดิมดี ร่างนั้นก็เดินดุ่มๆเข้ามาราวกับไม่ใช่คนเมา
ใจผมไม่อยากจะมีเรื่อง กลัวว่าเขาเมาอยู่จะไม่สนใจเหตุผล หาว่าผมไปดักเสือกเรื่องชาวบ้านเข้าให้ ผมเลยหันหลังกลับ ตัดสินใจจะเดินย้อนไปทางหลังร้านแล้วไปโผล่หน้าร้านแทน
"เดี๋ยว!!"แต่ยังไม่ทันไปไหนได้ไกล เสียงกรึ่มๆนั้นก็เรียกผมเอาไว้
ผมชะงัก สองมือที่จับขาเกงเกางเอาไว้เริ่มชุ่มเหงื่อ ไม่อยากมีเรื่องเลยให้ตายสิ ครั้งสุดท้ายที่มีเรื่องนี่มันเมื่อไหร่นะ ไม่สิ...ผมไม่เคยมีเรื่องกับใคร ชีวิตผมเรียบง่าย แล้วผมก็มักจะไม่พาตัวเองเข้าไปพัวพันกับความวุ่นวาย
ไม่ใช่กลัวเจ็บตัว ไม่ใช่ไม่สู้คน แต่นั่นมัน วิถีชีวิตของผม
และแม้ผู้ชายคนนั้นจะมีใบหน้าสวยแค่ไหน แต่เขาก็คือผู้ชาย และที่สำคัญ เขาตัวใหญ่กว่าผม แม้เขาจะบึกบึนเท่ากับผู้ชายใส่สูทคนนั่นไม่ได้ก็ตาม
"นี่ นายน่ะ หันมานี่ซิ"เสียงกรึ่มๆนั้นว่าพร้อมกับจังหวะก้าวเดินที่ไม่มั่นคงที่เข้าใกล้ผมมาทุกขณะ
ผมไม่รู้ว่าเพื่อนของคนเมาคนนี้ไปรึยัง เพราะผมไม่ได้หันกลับไปดู หรือไม่รู้กระทั่งผมจะยืนบื้อให้เขาเดินเข้ามาหาผมอยู่ทำไม แน่นอน หากเขาเมา ผมก้าวหนีไปยังไงซะก็ต้องเร็วกว่า พอคิดได้เท่านั้นผมก็ตั้งท่าจะพาตัวเองออกไปจากตรงนั้น แต่ยังไม่ทันไปไหน เงาร่างโปร่งก็ทาบทับเบื้องหลังของผม ก่อนที่ลำแขนของคนเมาคนนั้นก็สอดเข้ามาที่ช่วงเอวของผม กอดรั้งผมเอาไว้ทั้งแขนทั้งตัว
"นายน่ะ มาแอบดูอะไร ฮะ หนูน้อย"ลมหายใจร้อนๆตกกระทบหลังใบหูของผมเล่นเอาขนลุกไปทั้งตัว เป็นครั้งแรกที่เข้าใกล้ผู้ชายด้วยกันขนาดนี้ ใกล้เกินไป
ลมหายใจเจือกลิ่นแอลกอฮอล์ที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวคงจะดื่มมันเข้าไปไม่น้อย
"ฉันเห็นนะ นายน่ะ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนักหรือไง"เสียงนั้นว่า ก่อนที่ต้นคอของผมจะสัมผัสเข้ากับคมจมูกของอีกฝ่ายที่ซุกหน้าฝังลงมา
ผมไม่คิดว่าเขาจะเมาดิบ บอกได้จากลมหายใจเจือกลิ่นเหล้าแบบนั้น แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้เมา ทำไมเขาจะต้องขยับซุกไซ้ซอกคอของผมพลางครางเสียงต่ำแบบนั้น มือไม้ของเขาก็อยู่ไม่สุข จากที่มันกำหลวมๆไว้ด้านหน้า ก็กลับเปลี่ยนมาลูบเบาๆไปมาเหนือเข็มขัดของผมผ่านเนื้อผ้าที่ปกปิดเอาไว้ แต่ก็ยังรับรู้ถึงสัมผัสนั้นได้ดี
"แจจุง นั่นนายทำบ้าอะไร"เสียงของผู้ชายอีกคนที่ผมลืมไปแล้วดังขึ้น ผมเอี้ยวตัวกลับไปมองก็เห็นคนคนนั้นจ้องมองมาด้วยแววตาดุดัน
แต่ดวงตานั่นไม่ได้ตำหนิหรือส่งมาให้ผม มันกลับส่งไปให้คนข้างกายผม ที่ผมเหลือบมองจากระยะใกล้เพราะตอนนี้ใบหน้าเราติดกันมาก มากจนผิวแก้มละเอียดของเขาสีเบาๆกับแก้มของผมขณะที่เขาส่ายหน้าเบาๆจ้องตากับอีกฝ่าย
ใบหน้าที่ว่าสวย มองใกล้ๆถึงได้รู้ว่าสวยมาก ความรู้สึกหลงไหลราวกับของมึนเมาแผ่กระจายออกมาจนรังสีของมันรอบล้อมผมไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหนได้
ดวงตากลมโตของเขาจับจ้องผู้ชายอีกคนอย่างมาดร้าย แม้จะสวยจนใจสั่น แต่สันกรามและรูปหน้าของเขาก็ให้ความรู้สึกแบบผู้ชายได้ไม่น้อย
และนั่นทำให้ผมแปลกใจ
ทำไมผมต้องใจสั่นเพียงแค่มองหน้าผู้ชายคนนี้ใกล้ๆ
แม้กลิ่นเหล้าจะคละคลุ้ง แต่กลิ่นหอมอ่อนๆตามใบหน้าของเขาก็ยั่วเย้า มึนเมาไม่ต่างไปจากกลิ่นเหล้าที่ฟุ้งออกมาเลย
ผมกำลังเมา...
เขาก็กำลังเมา...
ต่างกันที่สิ่งเมามอมเพียงเท่านั้น
"ต้องขอโทษด้วย เพื่อนฉันเขาเมาน่ะ ขอโทษด้วยละกัน"ชายร่างสูงว่าเหมือนเป็นการบอกกลายๆให้ผมรู้ตัวว่าผมควรจะผละออกไปจากอ้อมกอดนั้น ออกไปให้ผมจากความลุ่มหลงที่ยังยึดสองขาของผมเอาไว้กับที่ได้แล้ว
แต่ผมก็ชนะความมึนเมา ผมขยับตัว แต่ยังไม่ทันไร คนที่กอดผมไว้ก็รั้งแขนให้แน่นขึ้น รูปร่างของเขาใหญ่ไปกว่าผมไม่มาก แต่แรงแขนที่เหนี่ยวรั้งเอาไว้กลับแน่นจนรู้สึกอึดอัด แต่เจ้าตัวกลับดูผ่อนคลาย ริมฝีปากสีสวยยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ขัดกับหน้าตาออกมา
"อย่าเสือก"
"ระวังปากหน่อยแจจุง"อีกฝ่ายดูเหมือนจะเคืองขึ้นมา
"ฉันจะเอาหมอนี่ ถ้านายไม่เอาฉันจะมาแคร์ทำไม กลับไปหางานบ้าๆของนายซะ"
ผมสะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันทีที่ร่างโปร่งพูด ไม่ใช่เพราะว่าเขาตะโกนเสียงดังใกล้ๆหู ไม่ใช่เพราะแรงรัดรึงของกล้ามแขน
แต่เพราะคำพูดของเขา
"นายไม่ทำหรอก"ร่างสูงพูดและผมก็ได้แต่แอบสนับสนุนอีกฝ่ายในใจ หวังว่าคนที่กอดผมจะพูดมันออกไปเพราะฤทธิ์ของน้ำเมา ไม่ได้มีเจตนาจะทำอย่างนั้นจริงๆ
เพราะอย่างน้อย เขาก็ผู้ชาย ผมก็ผู้ชาย
ที่สำคัญ เราไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ
แต่แล้วคำพูดร้ายๆกาจของคนที่กอดผมไว้ก็เอ่ยออกมาเสียงเย็น
"ท้าฉันสิ ยุน โฮ"น้ำเสียงกระซิบกระซาบเรียกชื่ออีกฝ่ายราวกับยั่ยเย้าอารมณ์โมโหให้พัดพือ ผมยืนตัวแกร่งได้แต่หวังว่าเขาจะไม่หันมาต่อยหน้าผม ที่ผมเข้ามาพัวพันแบบไม่ตั้งใจกับแฟนของเขา นาทีนี้แหละที่ผมรู้ว่าคนสองคนนี้ไม่ใช่เพื่อนกันธรรมดา
แต่ไม่ทันได้รอให้ผู้ชายที่ชื่อยุนโฮได้ระเบิดโมโห หรือชกหน้าผม ร่างของคนเมาก็รั้งผมให้เดินตามออกมาจากตรอก จากสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วพาผมเข้าไปในโรงแรมแห่งแรกที่ปรากฏต่อสายตาของเราสองคน
ได้ยังไงผมไม่รู้
มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ลิ้นสีแดงสดของเขารุกไล้เข้ามาในโพรงปากของผม
กลิ่นแอลกอฮอล์ที่เคยคิดว่ามันเหม็นกลับอ่วนซ่านหอมหวาน เคลือบไล้ไปทั่วทั้งแผ่นลิ้นที่หยอกเย้า
ริมฝีปากสีสวยควบคุมจูบของผมเอาไว้ ไม่รีบไม่ร้อน แต่ค่อยๆสอนผม ค่อยๆฉุดรั้งผม ให้คุ้นเคยไปกับมัน
พอผมคุ้นชิน จนต้องกระหวัดลิ้นล่อลวงเขาเอาไว้ แม้จะหายใจแทบไม่ออกก็ตาม แต่เขาก็กลับพรากความหวานออกไป ปล่อยให้ความโหวงของอากาศเข้ามาแทนที่
เขาไล้ริมฝีปากลงไปตามซอกคอของผม ขบเม้ม และดูดดุนจนผิวเนื้อเต้นตุบๆ สัมผัสของความเปียกชื้นลากไล้ลงไปยังเนินกระดูกอ่อนตรงคอ
มือแกร่งของเขาลากไล้โรมรันอยู่ที่ส่วนล่างที่แน่นคับอยู่ในกางเกงยีนตัวเก่าของผม
เสียงครางอื้ออึงระงมไปทั่วห้องที่ผนังผุกร่อนและเหม็นอับ
แต่ความต้องการของผมกลับถูกปลุกเร้าด้วยสำผัสของชายแปลกหน้ากลับรุกโหมจนกลบความน่าสมเพชของสิ่งรอบข้างไปจนหมด
ดูเหมือนสมองของผมจะลืมทุกอย่างไปเสียแล้ว
ลืมไปว่าผมกำลังเลิกงาน...และกำลังจะกลับบ้านในแบบทุกวันในชีวิตของผม
ลืมไป..ว่าผมกำลังจะเสียตัว...ให้กับผู้ชายแปลกหน้าที่มีใบหน้าสวย ในโรงแรมม่านรูดกระจอกๆ
ลืมว่ามือที่เค้นคลึงความเป็นชายของผมที่ไม่เคยให้ใครได้สัมผัสแม้แต่กระทั่งตัวเอง...มือนั้น เป็นมือของผู้ชาย
ลืมไปว่าเสียงครวญครางที่ลอดออกมาจากลำคอแห้งผากยามที่อีกฝ่ายดันขาผมจนชิดอก แล้วก้มลงดูดดุนส่วนสงวนนั้นไว้...ลืมไปว่ามันไม่ควรจะเปล่งออกมา...ให้ผู้ชาย
แผ่นหลังของชุ่มเหงื่อของผมจมอยู่กับผ้าปูที่นอนระคายผิวของโรงแรม ใบหน้าของผมบิดลงซบกับปลอกหมอนกัดฟันแน่นเมื่อความเจ็บแสบก่อตัวขึ้นมาเมื่ออีกฝ่ายพยายามจะแทรกตัวผ่านเข้ามาในส่วนลึกของผม
"อ๊า!!"ผมหวีดร้องอย่างทนไม่ไหวต่อไป ความรู้สึกสุขใจเมื่อครู่กับดิ่งลงอย่างรวดเร็วราวกลับปรอทที่อุณหภูมิลดลง มือของผมจิกแน่นลงไปบนเนื้อผ้า ดิ้นรนไปมาเพื่อให้สิ่งแปลกปลอมนั้นหลุดไปจากส่วนนั้น
"ชูว์ อย่าเก่งสิ"เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ ก่อนจะกดจูบที่ปลายจมูกชุ่มเหงื่อของผม แล้วลากลิ้นขึ้นมาบนหน้าผาก จูบซับลงไปสองสามครั้งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงของพี่ชายที่ปลอบน้องชายตัวจ้อยที่กำลังร้องไห้โยเย
"อย่าเกร็ง มันเจ็บแค่ตอนนี้แหละ หายใจลึกๆ ถ้าฉันไม่เคยโดนมาก่อนจะไม่มาอวดโอ่กับนายแบบนี้หรอก"เขาว่าเบาๆ
ผมหรี่ตามองใบหน้าสวยหวานนั่นที่กำลังทำหน้าทะเล้นใส่ แต่ก็ยังอุตส่าห์ก้มลง ฉกเอาความหวานจากริมฝีปากไปจากผม มือที่ไม่ได้ลูบผมเปียกชื้นของผมก็เลื่อนต่ำลง คลึงเคล้าส่วนที่อ่อนตัวลงไปเมื่อครู่ให้กลับร้อนขึ้นมาใหม่ หลอกล่อให้ผมมึนเมาจนเลิกใส่ใจเบื้องล่างที่ถูกรุกล้ำ
"อย่าไปสนใจมัน แค่ตอนแรก เชื่อฉันสิ อย่าไปสนใจมัน เด็กน้อย"เสียงพร่าต่ำอย่างคนแทบจะเก็บกักความต้องการไม่อยู่ แต่ก็กระนั้นก็ยังข่มน้ำเสียงไม่ให้สั่นพร่า จูบปลอบผม ดึงผมออกมาจากความเจ็บปวด มุ่งหน้าเข้าสู่อารมณ์ลุ่มลึกที่ค่อยๆโหมกระหน่ำเมื่อเขาแทรกกายเข้าไปได้
แรงจังหวะกระทั้นเข้าออกเป็นไปอย่างช้าๆ หน่วงอารมณ์ผมให้แตกกระเจิงชนิดที่ว่า หากเขาไม่เคยต้องรองรับสิ่งนี้จากใครมาก่อน ผมจะคิดว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจและเชี่ยวชาญการทำรักแบบนี้มากที่สุด
หากเขาเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายธรรมดา
ผมรู้ว่าต้องมีผู้หญิงจำนวนมากมายวิ่งตรงเข้าหาเขาราวกับแม่เหล็กดึงดูด เพื่อลิ้มรสเครื่องเพศที่แสนอ่อนโยนของเขา
แต่ถึงอย่างนั้น เพราะคิดได้ว่าเขาไม่ใช่แค่ใครคนหนึ่ง อย่างน้อยมันก็สร้างความสุขใจให้ก่ออวนในช่องท้องยามเขาขยับสอดใส่ ยามที่เขาลูบไล้แผ่นผิว ยามที่กลีบปากบางของเราสองคนดึงดูดและหลอมรวมกันไว้
แค่คิดว่าเขาต้องกกกอดผู้หญิงที่ไหน มันก็แปลบใจมากกว่ารู้ว่าเขาโดนใครอีกคนกกกอดมา ก่อนที่เขาจะมากอดผม
แต่ผมก็ดีใจ ดีใจที่ผมเป็นคนเดียวที่เขาจะกอด ที่เขาจะนุ่มนวล ที่เขาจะปฏิบัติกับผมราวกับผมเป็นเจ้าหญิงและเขาเป็นเจ้าชาย
ไม่ว่าเวลาต่อมาเขาจะไปเป็นเจ้าหญิงให้ใครได้ปฏิบัติเอาใจก็ตามแต่...
///////////////////////////////////////
"ขี้อ้อนจังนะเราน่ะ"เสียงทุ้มบอกเบาๆ ปลายเท้าที่เดินลงเสียงแผ่วพลิ้วลงบนพรมสีขาวสะอาดตาและราคาแพงมาหยุดลงที่ข้างเตียง ก่อนที่คนที่เป็นเจ้าของคอนโดหรูหราแห่งนี้จะทรุดตัวลงนั่งบนที่นอนข้างกายผม ที่ที่ผมยังคงนอนจ้องมองเพดานสีสะอาดตาแต่งแต้มไปด้วยภาพวาดสีน้ำมันจากปลายฝีมือของผมเอง
ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยปากปฏิเสธคำต่อว่าแก้มหยอกของเขา แค่เบือนหน้ามาเขาก็ก้มหน้าลงมาใกล้ แล้วกดจูบเบาๆแบบจงใจพลาดเป้าไปยังบริเวณระหว่างจมูกและเหนือริมฝีปากส่วนบนของผม จงใจสร้างความหงุดหงิดให้ผมที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม
และดูเหมือนเขาจะชอบใจ เขากดจูบลงมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่พลาด และเขาก็อ้อยอิ่งอยู่นานให้กับความต้องการของผม
ลมหายใจสะอาดเจืออยู่ระหว่างจูบ เสื้อผ้าของเขาแม้จะเป็นชุดเดิมกับเมื่อคืนแต่กลับยังรู้สึกหอมสดชื่น เหมือนผิวเนื้อของเขา
มันปลุกเร้าความรู้สึกจนผมต้องยกแขนขึ้นล้อมลำคอของเขาเอาไว้ ดึงใบหน้าของเขาให้กดลงมามากขึ้น บดเบียดร่างกายเข้าหาอกอุ่นที่เคลือบคลุมด้วยเครื่องแต่งกายแบนด์เนม
ผมไม่รู้ตัวว่าหลุดครางเสียงแผ่วแบบออดอ้อนเอาแต่ใจไปเมื่อไหร่ เจ้าของใบหน้าสวย ผละออก ก่อนจะเลิกคิ้วแล้วยกยิ้มมุมปาก
"อยากมากหรือไงเรา แต่ก่อนไม่เคยอ้อนร้องขอแบบนี้"เขาเอ่ยถาม ดวงตาจับจ้องที่ริมฝีปากบวมเจิ่งของผม นิ้วแกร่งเกลี่ยไปมาปลายคางราวกับผมเป็นลูกแมวของเขา
"ผมแค่...แค่ไม่อยากให้คุณกลับตอนนี้"น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับจะเลือนหายของผมไม่ได้มาจากความต้องการ ผมรู้ แต่มันมาจากความปวดหนึบที่อกด้านซ้าย เมื่อเอ่ยคำพูดที่ผมรู้ว่าต่อให้อ้อนอย่างไร แจจุงก็จะแค่ยกยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน ไม่โกรธ ไม่โมโห ไม่แม้แต่แสดงท่าทางสงสารหรือเห็นใจ
ความเจ็บปวดจากคำออดอ้อนที่ผมรู้ว่ามันจะหลุดออกจากปากของผมทุกครั้งที่เขาเตรียมตัวจะจากไป
"นะฮะ อย่าเพิ่งไป อย่างน้อยก็จนกว่าจะเช้า"ผมกลืนความจริงที่ขมปร่าลงคอ
"ขี้อ้อนนักนะเรา ก็รู้ว่าฉันอยู่ไม่ได้ แล้วมันจะเหมาะแค่ไหนกันเชียวถ้าฉันออกไปตอนเช้าแล้วเดินสวนกับเพื่อนบ้านของนาย เขาจะคิดยังไง ที่นักศึกษาอย่างนายแค่อยู่คอนโดหรูๆนี่ก็แปลกแล้ว ยังมีผู้ชายมากค้างอ้างแรมด้วยบ่อยๆ"แจจุงบ่นเบาๆ ติดจะทำตัวเป็นพี่ชายหรือแม่ผมก็ไม่ปาน ก่อนที่จะลูบหัวผมเบาๆแล้วจูบเอาใจอีกครั้งเป็นการบอกกลายๆว่าเขาอยู่ไม่ได้จริงๆ
ทุกครั้งที่เขามาหาผม คือตอนที่เขาทะเลาะกับใครคนนั้นมา คนที่ผมรู้ว่าต่อให้ทะเลาะกันให้ตายผมก็รู้ว่าเขาจะไม่ไปจากคนคนนั้นแน่นอน
หรือกระทั่งทุกครั้งที่ความต้องการของเขาลุกโหม ผมจะเป็นคนแรกที่เขาคิดถึง
แม้จะเจ็บปวดแต่มันก็แฝงไปด้วยความสุขใจ ที่เขาเห็นค่าของผม อย่างน้อยผมก็เป็นรองเพียงแค่ใครคนนั้น แต่ผมรู้ ว่าถ้าเป็นส่วนลึกในจิตใจของแจจุง เขาจะไม่เอาผมไปเปรียบกับยุนโฮ
คนคนนั้น คือคนที่แจจุงรัก แต่ผม คือคนที่แจจุงเข้าใจ และผมเอง...ก็เข้าใจเขา
เราเหมือนตัวแทนของกันและกัน
ผมไม่เคยก้าวก่าย หรือวุ่นวายกับสิ่งที่แจจุงเป็นหรือสิ่งที่แจจุงทำ ไม่ใช่ว่าผมไม่รักเขา แต่อาจเป็นเพราะ...เรารู้ว่าเราสองคนต้องการอะไร
แจจุงต้องการความรัก เหมือนที่ผมต้องการ
แจจุงต้องการความอ่อนโยนเหมือนกับที่ผมต้องการ
อาจเพราะแจจุงเองก็เป็นผู้รับ แม้อีกฝ่ายจะแสนดีและรักเขามากแค่ไหน แต่เพราะเขาเป็นเพียงผู้ให้จึงไม่ได้เข้าใจสิ่งที่แจจุงต้องการเสียทั้งหมด
เหมือนที่ผมเองเป็นผู้รับจากแจจุง และเขาเข้าใจมัน เขารู้ว่าเขาต้องการอะไร และเขาก็จะให้สิ่งที่เขาต้องการกับผม ผมว่าเพราะเราเหมือนกัน มันเลยทำให้ความสัมพันธ์ของเรายังดำเนินต่อไป
แต่สิ่งที่เจ็บปวดคือ...ยังไงผมก็เป็นได้แค่จุนซู เป็นได้แค่จุนซูของแจจุง ไม่สามารถเป็นเจ้าของแจจุงได้ เพราะคนเดียวที่ได้มันไป คนคนเดียวที่เป็นเจ้าของแจจุง...คนนั้นคือยุนโฮ
"ใครจะสน ผมแค่อยากให้คุณกอดผม"ผมออดอ้อน พลางเบียดกายที่ยังเปลือยเปล่าเข้าหาเขา กอดเขาไว้จนแน่น ก้มหน้าลงกับอกของเขา ให้ความรัดรึงแนบแน่นดึงความสนใจของผมไปที่ความอึดอัด จะได้ไม่ต้องพยายามกั้นน้ำตาที่มันจะเอ่อออกมาเสียให้ได้
"จุนซู"น้ำเสียงของเขาแสดงความห่วงใยออกมา คงเพราะน้ำเสียงของผมแสดงความวาดหวัง และก็ผิดหวังในคราเดียวกัน
ผมรู้ว่าแจจุงรู้ว่าผมต้องการอะไร คิดอะไร ผมรู้ว่าลึกๆแล้วเขารู้สึกผิด ที่ความเมาและเอาแต่ใจของเขาครานั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากชีวิตที่เรียบง่าย แปรผันเป็นความลุ่มหลง ต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
"จุนซู ฉันขอโทษ...ฉันไม่น่า..."ผมยกตัวขึ้นแล้วส่งใบหน้าตัวเอง หยิบยื่นริมฝีปากและรสจูบให้เขาเพื่อหยุดคำขอโทษของเขา
หลอกล่อเขาไว้เหมือนที่เขาหลอกล่อผม
เหมือนที่ผมหลอกตัวเอง
ใช่...แจจุงผิด
ผิดที่เขาเปิดผืนผ้าธรรมดาผืนหนึ่งที่พับวางไว้โดยปราศจากการใส่ใจที่เจ้าของจะหยิบขึ้นมาคลี่ดูความงดงามและลวดลายของมัน แต่แจจุงกลับคลี่มันออกมาเสียจนยุ่งเหยิงยับยู่ยี่
แต่ใช่ว่าเขาจะไม่พับมันกลับคืน เขาพับมันจนมันกลับมาเรียบแปร้แบบเดิม ดูสวยงามราวกับไม่เคยได้คลี่ออกมาเชยชมหรือสวมใส่
แต่ผมต่างหาก...ผมต่างหากที่ผิด
ผืนผ้าธรรมดาอย่างผมต่างหาก ที่มันไม่อยากจะนอนนิ่งพับสงบซุกซ่อนอยู่ในตู้เหมือนที่ผ่านมา
ผืนผ้าธรรมดาอย่างผมกลับอยากที่จะคลี่ตัวเองเปิดออก เปิดเผยลวดลายที่ถูกซ่อนเอาไว้
อยากจะเคลือบไล้และดำรงอยู่บนเรือนร่างงดงามของผู้ที่สวมใส่
ผมผิดที่ลุ่มหลงไปกับรสเพศของแจจุง หลงไปกับกิเลสมัวเมาที่เขาหยิบยื่นให้เพียงเพราะผมร้องขอ และเขาก็เข้าใจจะปรนเปรอ
ผมผิด...ผิดที่ควรจะจบเรื่องคืนนั้นแล้วลืมเลือนมันไป
หากคิดให้แฟร์ เราต่างคนต่างเป็นผู้ชาย แม้ผมจะโดนสวมกอด แต่ใช่ว่าเขาจะได้สมใจปรารถนาเพียงคนเดียวเสียเมื่อไหร่ เราต่างได้ทั้งสองฝ่าย หากเช้าต่อมาจะลืมมันไปก็คงทำได้ และนาทีนี้แจจุงก็คงไม่ได้มานั่งอยู่บนเตียง คอยเอาใจส่งจูบปลอบขวัญเด็กเอาแต่ใจแบบผมเป็นแน่
แต่เป็นเพราะผมไม่อาจจะลืม ไม่อาจลบเลือนผิวสัมผัส และความอ่อนโยน ความสุขสมนั้นได้เลย
เป็นผมที่ต้องการสานต่อ เป็นผมที่ต้องการการเติมเต็ม เป็นผมอีกนั่นแหละ ที่ไม่รู้จักพอ
และเป็นผมอีกนั่นแหละ ที่ใช้ลวดลายที่แอบซ่อนไว้ของผืนผ้า ลวงล่อผู้สวมใส่ให้ติดใจไปกับเนื้อผ้าอย่างผม และอยากที่จะสวมใส่มันไม่รู้เบื่อ
"ช่างเถอะฮะ อีกตั้งสิบห้านาทีกว่ายามกะเช้าจะมาเปลี่ยน ผมคงไม่อ้อนแจจุงเกินไปใช่ไหมถ้าจะให้แจจุงกอดผมอีกครั้ง กว่าจะเจอกันตั้งศุกร์หน้า"ผมช้อนตามองเขา รู้ว่าอย่างไรแจจุงต้องยอมแพ้มัน แม้เขาจะเป็นผู้ชายใบหน้าสวย แต่ผมคือความน่ารักที่แจจุงต้องยอมให้
"ดูทำหน้าเข้า ร้ายนะเรา คิดว่าสิบห้านาทีจะทำอะไรได้ซักแค่ไหนกันเชียว"แจจุงว่าพลางย่นจมูกอย่างหมั่นไส้ แล้วบีบจมูกของผมโยกไปมาเบาๆ
"แจจุงทำไม่ได้ แต่ผมทำได้ นอนลงมาเฉยๆละกัน แล้วก็จำเอาไปไว้ใช้กับยุนโฮบ้างก็ได้ แค่สิบห้านาที เขาคงได้พักจากเอกสารตรงหน้าบ้างละนะฮะ"ผมพูดทีเล่นทีจริง แวบนึงดวงตาเขาเปลี่ยนแววหมองหม่น แต่ผมรู้ว่าเขาไม่ได้เศร้าใจกับตลกร้ายที่ผมล้อเลียนยุนโฮ แต่ความหมองหม่นนั่นเป็นของผมที่น่าสงสารต่างหาก
"แก่แดด"แจจุงว่าผม เขาถอดเสื้อยืดแบนด์เนมออกแล้ววางพาดไว้บนโคมไฟหัวเตียง เผยผิวขาดละเอียด และตุ่มไตสีแดงสดใส ก่อนจะหันมาจัดการปลดซิบการเกงและดึงรั้งมันลงอย่างหมิ่นเหม่ แล้วทาบหลังลงพิงกับหัวเตียงพลางเลิกคิ้วจ้องมาที่ผม
"ว่าไงละ สิบห้านาที นี่มันผ่านไปสี่นาทีแล้ว"เขาแกล้งยกนาฬิกาที่หัวเตียงขึ้นมาดู
"สิบนาทีก็ทัน ไม่ทันให้ฟ้าสว่างหรอก"ผมว่ายิ้มๆ ก่อนจะกระโจนขึ้นไปนั่งบนหน้าตักของเขาอย่างลูกแมวน้อยกระโดดพลิ้วเข้าไป แล้วเลื่อนใบหน้าลงเหนือระดับหน้าท้องแบนราบที่ประดับไปด้วยจิวเพชรเม็ดสวย
"อ๊ะ!! เด็กเวร ฉันเคยสอนให้นายกัดแบบนี้ด้วยรึไง"แจจุงตะโกนออกมา ก่อนจะโยนนาฬิกาหัวเตียงทิ้งไป ไม่ใส่ใจว่ามันจะแตกหรือไม่ มือของเขากดลงบนกลุ่มผมของผม ก่อนจะค่อยๆผ่อนเสียงครางต่ำๆออกมาอย่างถูกใจ
"อ่า...จุนซู..."เสียงครางหวานของเขาดังลั่นห้อง กระเส่า แสน หวาน และเคลิบเคลิ้ม ดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยความต้องการที่ถูกปลุกขึ้นเพราะลิ้นร้อนในโพลงปากของผม จ้องมองผมด้วยดวงตาฉ่ำเยิ้ม
ผมรู้ว่าอีกไม่ถึงนาที ก่อนที่ความสุขจะลุกโหมมากไปกว่านี้ แจจุงจะรั้งผมขึ้นนั่งบนหน้าตัก แล้วลืมเรื่องราวทุกอย่างจนสิ้น
ลืมยุนโฮ
ลืมว่าพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น
ลืมว่ายามกะต่อไปกำลังจะมา
ลืมว่าเขากำลังจะกลับบ้าน
เขาลืมทั้งหมด...เพราะผมรู้ว่าแจจุงต้องการอะไร
END
จิ้นออกจิงๆ นึกถึงรายการที่แจไปออก ผมทองงเงินๆถอดเสื้อผิวขาวๆ
เลือดทะลัก คาดว่าเซียคงตกอยู่ในอาการเดียวกัน....
โอ้ววววว น้องร้ายกาจมากกกกกกกก
ลืม งั้นหรอ อิอิ แจจ๋าทำให้น้องเป็นไปได้ขนาดนี้ ดีจัง เอ๋ คนอ่านโรคจิต
ขอสารภาพว่าเราเป็นแฟนคลับของคู่นี้
ชอบมากจริงๆ แบบว่าถอนตัวไม่ขึ้นเรยทีเดียว
มาเจอเรื่องแบบนี้ กรี๊ดลั่นห้องเรย ชอบอารมณ์ของน้องที่ต้องการจะเป็นเจ้าของ
แต่เหมือนจะไม่มีวันเป็นได้ ชอบมากๆๆๆๆๆค่า เขียนคู่นี้อีกน้า
#1 By mochan (202.28.244.211) on 2008-04-28 11:27