[SF] Paris de l'amour 3
posted on 27 Apr 2008 23:01 by jaerad in Paris-de-lamour
Author :: แจแรด
Category :: Romantic/Comedy(มั้ง)
Pairing :: YuChun/JunSoo YunHo/JaeJung
Rating :: PG -13
Summary: เหตุเกิดเพราะ Bonjour Paris เป็นเหตุ
ป.ล. ภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษในเนื้อหา เป็นสิ่งที่ผู้แต่งมีความรู้งูๆปลาๆ เพราะงั้นผิดพลาดตรงไหนขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
ป.ป.ล. ขอบใจดักกิสำหรับข้อมูลเรื่องปารีส บ างส่วนจากปารีสมูนไลท์
Paris de l'amour 3
ตึกตึกตึก
เสียงฝีเท้าร้อนรนวิ่งย่ำไปตามทางเดินบนถนนที่คุ้นเคย ใบหน้าขาวของเจ้าของฝีเท้าแดงกล่ำด้วย
ความเหนื่อย ริมฝีปากสวยขบแน่นด้วยความกังวลใจพลางครางเสียหอบอยู่ในลำคอ
"ทันไหมนะ" แจจุงคิดอย่างหัวเสีย เพราะเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย ตอนเช้าก็เลยตื่นสาย ตื่นมาเวลาก็
ล่วงมาเยอะแล้ว ได้แต่หุนหันแต่งตัวอย่างลวกๆแล้วถลันออกมาจากห้อง เพื่อจะไปยังร้านกาแฟร้าน
เดิมเช่นเดียวกับทุกวันเพื่อเจอใครคนหนึ่ง...
ยุนโฮ...
คนที่เป็นต้นเหตุของการตื่นสายในเช้าวันนี้ของเขา เพราะเมื่อคืนมัวแต่นั่งนึกนอนนึกถึงเรื่องราวที่
เกิดขึ้นราวกับความฝัน จะความบังเอิญหรือใครสักคนบนฟ้าลิขิตเอาไว้ก็เหอะ แต่แจจุงก็อยากจะ
บอกให้รับรู้ไว้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดนับตั้งแต่กุชชี่ออกกระเป๋ารุ่นลิมิเต็ดออกมาให้แย่งซื้อกันเสียอีก
ริมฝีปากสวยคลี่ยิ้มเมื่อเลี้ยวหัวมุมถนน Avenue de Villiers แล้วมองเห็นที่หมายของตัวเองอยู่ไม่ไกล
พลางชะลอฝีเท้าลง ยกข้อมือบางที่พันรอบด้วยนาฬิกาสายหนังของ Hammer รุ่นลิมิเต็ดขึ้นมาดู
8:45
เฉียดฉิว ยุนโฮน่าจะยังไม่ไป น่าจะกำลังอยู่ในร้าน
เมื่อปล่อยให้ใจคิดแบบนั้นได้แล้วก็เร่งฝีเท้าตรงไปด้วยรอยยิ้มที่ผุดประกายขึ้นเป็นวงกว้างบนใบ
หน้าสวย
วิ่งผ่านร้าน หนังสือ Marty ไปแล้วแต่ก็วิ่งย้อนกลับมาหยุดลงหน้าร้านเหมือนกับว่าตรงตู้โชว์หน้า
ร้านมีหนังสือเกี่ยวกับสินค้าแบรนด์เนมออกวางโชว์อยู่ แต่ไม่ใช่...
แจจุงจ้องมองเงาของตัวเองในกระจกตู้โชว์ นิ้วบางยกขึ้นขยับจัดแต่งทรงผมที่ลู่ลมเมื่อตอนวิ่งมา
เมื่อกี้ให้เข้าที่ จัดปกเสื้อแจ๊คเก็ตแบบและสี MILITARY ของ ABERCROMBIE ให้เรียบร้อย ส่องดูว่าเสื้อยืดสีเทาข้างในลงตัวกันดีกับฮู้ดสีเดียวกันที่สวมทับอยู่อีกชั้น ก่อนจะปัด skinny pants สีดำที่สวมอยู่เบาๆไล่ฝุ่นหรืออะไรก็ตาม
เรียบร้อย...
ยกยิ้มออกมาให้กับเงาของตัวเองที่สะท้อนมาจากกระจก ก่อนจะสูดลมหายใจลงปอด แล้วหมุนตัว
กลับข้ามถนนเดินตรงไปยังร้าน Savoye Cafe อย่างไม่รีบเร่ง
แกร๊ง!!!!
เสียงทักทายทันทีที่เปิดประตูเข้ามาดังขึ้นมาให้ได้ยินเหมือนเช่นทุกๆเช้า
"Bonjour Monsieur Jaejoong ,Vous voulez un café ?" (สวัสดีคุณแจจุง จะรับกาแฟหน่อยไหมครับ)
"Oui , Merci beaucoup" (ครับ ขอบคุณมาก) ใบหน้าสวยยกยิ้มให้อย่างเคยชินด้วยความสดใส ดวง
ตากลมโตกลอกมองไปยังทั่วๆร้านเพื่อมองหาใครบางคนด้วยความหวัง แต่แล้วก็ไม่พบ เหลือบ
มองนาฬิกาบนผนังใกล้จะเก้าโมงแล้ว
หรือจะไปแล้วนะ...
ได้แต่คิดไปด้วยความหดหู่โหมล้อมอารมณ์ร่าเริงเมื่อครู่จนหายวับไปกับตา ราวกับกองทรายที่โดด
สาดซัดด้วยคลื่นจนเลือนหายไป
ทั้งๆที่ในใจยังแอบหวังว่าจะเจอ จะว่าไปแล้วก็ไม่น่าจะใช่ ยุนโฮน่าจะรอทักเขาสักนิดสักหน่อย ใน
เมื่อก็กลายเป็นคนรู้จักกันไปแล้วนี่ ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ได้แต่มองผ่านกันไปมาเสียหน่อย
บ้าจริง!!... เมื่อวานไม่น่าตื่นเต้นมากไปจนนอนไม่หลับเลย รู้งี้น่าจะขอเบอร์โทรเอาไว้หน่อย แต่ถึง
จะได้เบอร์โทรแล้วไงละจะโทรบอกให้เขารอรึยังไง น่าเกลียดตายเลย แล้วนี่จะได้เจอกันเมื่อไหร่
แต่เมื่อวานใครคนนั้นก็เป็นคนบอกเอาไว้เองไม่ใช่เหรอว่าพรุ่งนี้เจอกัน
พรุ่งนี้...วันนี้...แล้วไหนละ ไม่เห็นแม้แต่เงา
แม้จะทั้งผิดหวังและทั้งหงุดหงิดแต่แจจุงก็จำใจรับ Espresso con Panna ที่ถูกส่งมาจากพนักงาน
หน้าตาคุ้นเคย ก่อนจะจ้องมองไปรอบๆร้านอย่างอาลัยอาวรณ์แล้วกัดฟันเดินออกจากร้านไปด้วย
ความเหี่ยวเฉาขมขื่นเหมือนกาแฟในมือแก้วนี้เขากำลังถืออยู่
อยากจะอยู่รอเจอจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่มาแล้วจริงๆแต่ก็กลัวจะไปทำงานสาย
ยุนโฮนะยุนโฮ...ยังไม่ทันไร เพียงข้ามวันก็เบื่อหน้ากันเสียแล้วเหรอ
น่าน้อยใจชะมัด
ยูชอนเปิดประตูห้องนอนเข้ามาตอนบ่ายโมงกว่าๆ ร่างสูงถอดเสื้อคลุมออกแขวนไว้กับที่แขวนข้าง
ประตู ก่อนจะเดินเข้ามาภายในห้องด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแล้วก็ต้องหุบยิ้มแทบไม่ทันก่อนจะร้อง
อุทานออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ
"เฮ้ย!!"ยูชอนสะดุ้งตัวโยนยกมือขึ้นกุมอกซ้ายก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อไอ้ที่ทำให้
ตกใจเมื่อกี้คือเพื่อนของเขาเอง
"มานั่งทำบ้าอะไรเงียบๆแบบนี้วะ"ยูชอนสบถ มาดนิ่งขรึมเจียนจะขาดใจอย่างเมื่อวานหายไปพลัน
เมื่อเห็นเพื่อนรักร่างสูงหล่อเหลาที่บัดนี้ไม่มีเคล้าความหล่อเหลืออยู่เลยแม้สักนิด
ใบหน้าเรียวนั้นเคลือบไร้ไปด้วยไรเคราสีเขียวครึ้มที่ปลายคาง อีกทั้งทรงผมที่จัดแต่งอย่างเรียบหรูดู
ดีแบบเมื่อวานวันนี้กลับชี้โด่ชี้เด่ดูไม่ได้
คิ้วคมขมวดมุ่นจนโค้งเป็นเส้นเข้าหากัน ร่างสูงใหญ่ในชุดนอนเสื้อยืดกางเกงวอมขาสั้นสีเทาที่เผย
ให้เห็นขาแกร่งที่พร่างไปด้วยขนหน้าแข้งยุบยับแสดงความเป็นชายแบบสุดๆ แต่กลับเสือกนั่งทับขา
เป็นเด็กสาวญี่ปุ่นอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะทำงานริมหน้าต่าง คลุมร่างตัวเองด้วยผืนผ้าห่มจนจรดหัวโผล่
มาแต่ใบหน้า
ใต้รอบดวงตาเรียวคู่นั้นส่อเคล้าของคนอดหลับอดนอนไม่ต่างจากเขาด้วยการโชว์รอยคล้ำสีดำๆจนดู
เหมือนผีญี่ปุ่น
...หรือว่าหมีแพนด้าวะ...
"ไอ้ยุน ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม"ยูชอนถามพลางเดินเข้าไปใช้มือเขี่ยเพื่อนรัก พยายามจะทำเป็นไม่สนใจ
แววตาเชือดเฉือดที่ส่งมา
"ไปไหนมา"มันไม่ตอบคำถามแต่ดันถามกลับด้วยเสียงเขียว ท่าทางอย่างกับเมียรอผัวที่ไม่กลับบ้าน
ก็ไม่ปาน
ควาย...ถ้าไม่รู้จักกันจะคิดว่ามันไม่แมน
"แกทำน้ำเสียงเหมือนฉันเป็นเมียแก ตุ๊ดน่า ไอ้ยุน"ยูชอนกัดไปหนึ่งดอก ก่อนจะถอยหลังลงมานั่ง
แหมะลงตรงที่นอนของตัวเอง เอกเขนกอย่างสบายใจแล้วจ้องมองยุนโฮ พลางคิดแปลกใจในความ
ปากดีของตัวเองที่ดูเหมือนระยะหลังมันไม่ค่อยจะมีแบบนี้สักเท่าไหร่ตั้งแต่...
"อย่ามากวนไอ้ปาร์ก"ยุนโฮตวาดเสียงเข้ม เป็นอันเข้าใจว่ามันโกรธจริงๆถ้าลองเรียกชื่อสกุลแบบนี้
"เฮ้ย!! นี่โกรธอะไร โกรธจริงๆเหรอเนี่ย"
"แกไปไหนมา ฉันลุกมาฉี่แต่ไม่เจอรู้ไหมฉัน...ช่างแมร่ง กลับมาก็ดีแล้ว"ยุนโฮตั้งท่าจะด่าไอ้เพื่อน
ตัวดีที่ทำให้เขาเป็นห่วงจนแทบบ้า กลัวมันจะฆ่าตัวตาย กลัวสารพัดสารพัน ลุกมาเข้าห้องน้ำตอน
ใกล้รุ่งแต่กลับไม่เจอคนที่ควรจะอยู่ในที่ของมัน สารพันจะคิดไปต่างๆนานา
กระเป๋าเสื้อผ้ากับโทรศัพท์ก็ไม่ได้เอาไป นอกจากกระเป๋าตังค์ที่คงจะติดอยู่ในเสื้อคลุมของมัน คิด
แล้วก็กลัวเพราะแน่ใจว่าหลังจากมันรับโทรศัพท์แม่มันมันคนไม่แล่นบินกลับบ้านทั้งที่ทิ้งสัมภาระ
ไว้แบบนี้แน่ หรือจะหนีไปพักที่อื่นที่คนใครหรือเขาตามตัวไม่ได้ก็ไม่น่าใช่เพราะมันไม่เอาอะไรไป
เลย ใครไม่คิดมากอย่างเขาก็คงแปลก
นั่งถ่างตารอมัน จะแจ้งความก็ไม่ได้ จะออกไปตามก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ออกไปตามแถวๆนี้แล้วก็
ไม่เจอ ได้แต่นั่งเฝ้าโทรศัพท์เผื่อเกิดอะไรกับมันแล้วจะมีคนติดต่อมา
แล้วดูมันดิ ดูมัน...
มันเดินเข้าบ้านเอาตอนเกือบบ่ายสอง เดินเข้ามาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ไม่ได้คิดถึงใจใครเขา
แต่ที่เจ็บใจก็คือการที่เขาด่ามันไปมากกว่านี้ไม่ได้เพราะว่าใบหน้าของมันน่ะแหละ
อาจจะเพราะความกังวลใจมันผ่อนลงรึเปล่าไม่รู้ จนเขาสามารถมองเห็นใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของเพื่อน
ไอ้ยูชอนมันยิ้ม...
นี่เขาไม่ได้คิดไปเองหรือเมาขี้ตาใช่ไหม
เพื่อนผู้แสนจะระทมทุกข์ของเขากำลังแย้มยิ้ม ใบหน้าหม่นตึงแบบเมื่อวานดูผ่อนคลายและสดใส
อย่างไรไม่รู้
ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นตอนมันหายไป ไปถูกใครล่อให้เล่นยา หรือไปหิ้วคุณโสที่ไหนมารึเปล่าก็ไม่อาจเดา
รู้แต่ว่าภาพที่เห็นตรงหน้ามันทำเอาเขากลืนคำด่าลงคอกลับไปอย่างฝืดๆ คิดแล้วก็อยากจะกินกาแฟ
สักแก้ว
แต่พอคิดถึงกาแฟแล้ว ภาพใบหน้าสวยคมของใครบางคนก็ฉายขึ้นมา
'ห่าน...ไอ้ยูชอน... ขอแกล้งโกรธมันหน่อยละกัน'
ทำท่าลุกจากที่นั่งแล้วเดินกลับห้อง แต่ก็ไม่ลืมทิ้งท้ายด่าให้มันคิดหน่อย หรือรู้สึกผิดสักนิดก็ยังดี
"แกคิดมั้ยว่าฉันจะรู้สึกยังไง ตื่นมาเห็นแกหายไปแบบนั้นหลังจากที่แกรับโทรศัพท์นั่น ไม่คิดมั่ง
หรือว่าฉันเป็นห่วง คิดว่าฉันจะทนนั่งนิ่งเฉยดูเพื่อนหายไปได้รึไงกัน"
"ไอ้ยุนอย่างอนเป็นสาวน่า"ยูชอนจิ๊ปาก เพื่อนรักที่ชักไปกันใหญ่ นี่มันคิดว่าเขาจะไปฆ่าตัวตายที่
ไหนกันถึงทำท่าทางแบบนั้น
'ไอ้เลว...เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าด้านๆแล้วยังด่ากรุอีก ผิดไหมเนี่ยที่เป็นห่วงมัน' ยุนโฮได้แต่
คิด
"เออ เอาๆๆ ขอโทษ ทีหลังไปไหนจะบอกแกก่อนละกัน โอเค.ไหม ก็แค่ไปเดินเล่นมา เห็นยังไม่ตื่น
เลยไม่กล้าปลุกกะว่าจะรีบไปรีบกลับ แต่มันเที่ยวเพลินไปหน่อย เลิกงอนได้แล้วไป ไปอาบน้ำอาบ
ท่าซะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงกาแฟแกเองไป ยังไม่ได้กินอะไรสิท่า"
"เออยัง แต่กาแฟไม่เอา เลี้ยงข้าวแทนละกัน" เพราะกาแฟที่เมริงจะเลี้ยง ยังไงก็กินไม่อร่อย ในเมื่อ
ไม่ได้เจอหน้าคนงาม กาแฟดาวเขียวที่ไหนก็แดกไม่อร่อยหรอกเมริง!
ยุนโฮต่อคำพูดในใจ อยากจะประเคนเท้าให้เพื่อนรักปากห้อยได้กินแทนมื้อเย็นจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ทำ
เพราะว่าอดที่จะแอบคิดไม่ได้ว่า
ไม่ว่าผีพระเจ้าหลุยส์องค์ไหนจะเข้าสิงมัน หรืออะไรก็ตาม ถ้าเขาเข้าใจไม่ผิด ถ้าความคุ้นเคยของเขา
ไม่บกพร่อง ดูเหมือนยูชอนคนเดิมจะกลับมาแล้ว
เกิดอะไรขึ้นข้างนอกก่อนหน้านี้ที่เขาไม่รู้กันแน่ ยูชอนที่อกหักรักคุดเพราะโดนน้องรักทรยศจน
ต้องซมซานมาหลบแผลเลียใจเอาถึงปารีสคนนั้นมันหายไปไหน
ทำไมท่าทางของยูชอนคนก่อนหน้าจะเกิดเรื่องราววุ่นๆมันกลับมาแล้ว กลับมาเร็ว กลับมาได้ยังไง
เพราะมนตร์ขลังของปารีสหรือไงที่เปลี่ยนคนได้ชั่วข้ามคืนขนาดนี้
อยากจะถามออกไปแต่ก็ต้องยั้งปากตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ให้อะไรดีๆที่มีตอนนี้มันเสียไป อย่างน้อยๆ
บรรยากาศแบบนี้มันก็ดีกว่ากันเป็นไหนๆ
"ไปเดินเล่น ตอนตีสี่เนี่ยนะ เข้าใจว่ะยูชอน ว่าปารีสมันไม่เคยหลับ แต่ตีสี่มันเป็นเวลาที่แกควรจะ
นอนไม่ใช่รึไง ใครเขาจะบ้าแบบแกมั่งวะ"
"มีก็แล้วกันน่า"ยูชอนย้อนยิ้มๆ
"เหรอ"ยุนโฮหรี่ตามองอีกฝ่าย แวบหนึ่งถ้าไม่ตาฝาดหรือเมาขี้ตา เขาคิดว่าเขาเห็นรอยยิ้มจากแววตา
ของยูชอน แววตาแบบนี้เขาเคยเห็นที่ไหนนะ
ใช่เมื่อตอนที่มัน...เมื่อครั้งที่มันตกหลุมรัก...ยูนี...รึเปล่า
"อือ มีก็แล้วกัน คนบ้าแบบฉันเนี่ย" ยูชอนตอบเรียบๆ ก้มมองฝ่ามือตัวเองที่มีรอยหมึกสีแดงที่เขียน
ตัวเลขเอาไว้แล้วยิ้มออกมาคนเดียว
"เออ มีก็มีวะ ไปอาบน้ำละ เลี้ยงข้าวเที่ยง ไม่สิ ข้าวเย็นเลยดีกว่า เดี๋ยวจะโทรชวนเพื่อนมาด้วย อยาก
ให้รู้จักไว้"ยุนโฮเลือกที่จะไม่ใส่ใจท่าทางนั้นของอีกฝ่าย เป็นแบบนี้ก็คงดีแล้วละมั้ง
"เหรอ ผู้หญิงผู้ชายวะ"
"เสียใจว่ะ ไม่ใช่สาวทรงโต ผู้ชายทั้งแท่ง แกเบี้ยวไม่ได้ด้วยเข้าใจ๊"
"แล้วใครคิดว่าฉันจะเบี้ยว"
"อ้าว จะรู้ไหม คิดว่าไม่ใช่ผู้หญิงแล้วไม่อยากจะสน"
"บ้า ผู้ชายก็น่าสนใจ ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นผู้หญิงเสมอไป"
อีกครั้งที่ต้องแปลกใจท่าทางของเพื่อนรัก แต่ก็เลือกที่จะปล่อยมันไป ขอแค่มันไม่ไปแอบรู้เรื่องแจจุ
งมาก็พอ...
"เออ งั้นแกก็สนเข้าไปไอ้คนที่จะแนะนำเนี่ย หึหึ"
'สนให้พอนะเมริง ฟ้าไม่ผ่าเมริงสองคนตายกรุยอมให้แจจุงกดเลยว่ะ วึ้ย คิดแล้วคนลุก -"-
หมั่นไส้ ทำกรุอดแดกกาแฟแต่เช้า โว้ยยย กรุติดคาเฟอีนโว้ย'
ทึ้งหัวตัวเองอย่างบ้าคลั่งก่อนจะเดินเข้าห้องไป
หลังจากยุนโฮเดินหายเข้าไปในห้องเพื่ออาบน้ำอาบท่าแล้ว ยูชอนก็ทิ้งร่างของตัวเองลงบนโซฟาใช้
สองแขนหนุนหัวแทนหมอน จ้องมองโคมไฟระย้าบนเพดานที่เม็ดคริสตัลกำลังหมุนตัวหยอกล้อกับ
แสงแดดอยู่
ความแวววาวของมันทำให้กระหวัดคิดไปถึงใครคนหนึ่งที่เพิ่งจะจากกันได้ไม่ถึงชั่วโมงดีเลย
ใบหน้ากลมใสประดับรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ส่งยิ้มให้เขาจากรถไฟใต้ดินที่กำลังเคลื่อน
ตัวออกไปทิ้งให้เขายืนมองอยู่ที่ชานชาลาที่เป็นที่ที่เขาลง มองรอยยิ้มหายไปจนลับตาแล้วให้นึกถึง
ตัวไอค่อนสีเหลืองเวลาส่งเมล์
ตะวันน้อย
แค่คิดถึงรอยยิ้ม ยังไม่ทันได้ครีเอทรูปร่างและดีเทลที่เหลือของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสียงแหบเล็ก
หรือฝ่ามือหนักๆที่ฟาดลงมาบนไหล่เขาเวลาโดนเขาขัดใจ จนนิ่วหน้ายู่ปากเสียน่ารักน่าชัง ก็ให้
นึกขำ
ยกมือออกจากหัวข้างหนึ่งแล้วลูบไปบนไหล่ด้านซ้ายเบาๆ ความอุ่นจากสัมผัสและความปวดหนึบ
เบาๆยังกรุ่นอยู่ที่หัวไหล่ของเขาจนต้องย่นหน้าแล้วพึมพำกับตัวเอง
'ตัวนิดเดียว ทำไมมือหนักจังวะ'
แล้วจู่ๆริมฝีปากก็ยกยิ้มขึ้นมาเสียกว้างจนตัวเองยังต้องแปลกใจ ทำไมถึงได้เปลี่ยนแปลงไปได้แบบนี้
ตัวเขายังคิด ไม่ต้องสงสัยเลยว่ายุนโฮก็ต้องรู้สึก แต่มันคงเลือกที่จะไม่พูด รู้ใจนัก( ถ้าไม่กลัวฟ้าผ่า
จะขอแต่งงานซะเลย)
ทำไมการที่จู่ๆจะยิ้มออกมากลับเป็นเรื่องง่ายดายเหมือนก่อนเก่า ไม่ได้รู้สึกลำบากเลยสักนิด ทั้งๆที่
เมื่อคืนหลังจากได้รับโทรศัพท์จากแม่ ยังร่ำๆจะตายเสียให้ได้อย่างที่ยุนโฮมันแอบกลัว
แต่หลังจากถูกเด็กหน้ามอปลายนมมหาลัย เอ้ย เด็กมหาลัยหน้ามอปลายลากบังคับขืนใจ ถูลู่ถูกัง
ไปด้วยจนกลายเป็นเดท จนสุดท้ายได้จูบอีกฝ่าย...
นี่มันเกิดบ้าอะไรกับระบบความรู้สึกนึกคิดของเขากันแน่นะ
ทำไมราวกับหัวใจแช่แข็งของเขามันมีแรงหน่วงเหมือนกับว่าน้ำแข็งมันทลายลงเพราะความร้อน
ของตะวันดวงน้อยนั่น จนแทบจะละลายลงแล้วพังลงมาจนช่องท้องวูบไหวไปหมดทุกครั้ง
ดวงตะวันดวงน้อย แต่ความร้อนแรงของมันช่างแผดเผาเหลือเกิน แค่คิดถึงหัวใจก็อิ่มเอิบ ...
ร้ายนักนะตัวแค่เนี้ย!!
v
v
v
"Ça fait combien en tout ?"(เท่าไหร่คร้าบบ) เสียงเจ้าตัวดีร้องถามผู้ชายในตู้เคาท์เตอร์กระจก หลัง
จากฉุดกระชากลากถูยูชอนเดินมาสามสี่บล็อกจนถึงจตุรัส Ternes
" Ça vous fait 66 euros" (ทั้งหมด 66 ยูโรครับ)
"จ่ายไปซี้ 66 ยูโรน่ะ มีถึงไหม" ร่างเล็กส่งเสียงแหลม ก่อนจะชะเง้อหน้าก้มลงมองแบงก์ในกระเป๋า
ตังค์กุชชี่ของอีกฝ่าย
'ถ้าบอกว่าไม่พอ มันจะเปลี่ยนใจหรือควักออกเองไหมล่ะ ถ้าไม่จะถามทำไม!!'
ยูชอนถามตัวเองในใจแบบนั้น แต่ก็ต้องจำยอมควักแบงก์ออกมาแล้วส่งให้จุนซู
"Voilà 70 euros" (นี่ฮะ 70 ยูโร)
"Et voilà 4 euro . Merci Monsieur . Bonne journée !" (เงินทอน 4 ยูโร ขอให้สนุกนะครับ)
เสร็จแล้วก็ลากเขาข้ามถนนตรงไปยังเกาะกลางจตุรัสที่มีต้นไม้และที่นั่งหย่อนผ่อนใจ
"นี่เราจะไปไหนกันตัวเล็ก มาลากๆกันแบบนี้ คนเขามีพ่อมีแม่นะ"
"ก็รู้~"
"รู้แล้วจะไปไหน"ยูชอนชักเดือดกับความเซี้ยวของอีกฝ่าย อยากจะจับตีตูดนักถ้าไม่คิดว่านั่นมันแต๋ว
ไปหน่อย
"อย่าพูดมากน่า ตามมาเร็ว รถเข้ามาจอดแล้วนั่น"เสียงตอบว่า ก่อนจะดุนหลังเขาที่ขืนตัวไม่อยากจะ
เดินตามให้มาต่อแถวรวมกับคนกลุ่มเล็กที่เขาเดาว่าเป็นนักท่องเที่ยว เพราะดูจากสติ๊กเกอร์ชื่อทัวร์ที่
หน้าอกและเสื้อผ้าที่สวมใส่เสียคล้ายคลึงกัน รอรถบัสคันใหญ่สองชั้นสีเหลืองสดด้านข้างพะยี่ห้อ
การ์ตูนดิสนี่ย์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบ
"เหมือนนายเลย ฮิฮิ"เสียงดังขึ้นจากข้างหลัง เจ้าตัวเล็กยืนเขย่งขาเอาคางเกยไหล่เขาแทบจะไม่ถึงเอ่ย
ขึ้นแบบทะเล้นๆ ยูชอนเลยเงยหน้ามองเจ้าหนูหูดำตรงหน้าที่อีกฝ่ายกล่าวหาว่าเหมือนเขา
'ไอ้เด็กทะเล้น!!! เหมือนตรงไหน คนกับหนูน่ะ!!!'
"หมายความว่าไง แล้วนายเหรอตัวเล็ก ฉันน่ะแก่กว่านายเกือบรอบได้มั้ง"ยูชอนแกล้งกระชากไหล่
กลับจนอีกฝ่ายแทบหน้าคะมำก่อนจะค้อนแล้วส่งเสียงแหลม
"โหย อย่ามาเวอร์เลย~~ นาย เอ่อ คุณ อ๊า~~!!"
'เฮ้ย เป็นบ้าอะไรอยู่ๆก็แหกปาก' ยูชอนคิด มองเจ้าตัวเล็กส่ายหัวไปมาหัวสั่นหัวคลอนจนดูโอเว่อร์
น่ารักเสียจนอยากจะเขกมะเหงกเข้าให้สักโป๊ก
"ไม่ไหวๆ ไม่ไหวหรอก ไม่ไหวๆ"
"ไม่ไหวอะไร แล้วต้องร้องโอเวอร์ขนาดนั้นด้วยรึ เป็นบ้ารึไงเราน่ะ"
"ก็ไม่ไหวจริงๆนี่ เรียกคุณแล้วกระดากปาก ฉันเรียกชื่อได้ไหม"มีมาต่อรองอีกด้วย
"คุณปาร์กน่ะเหรอ?"ยูชอนเลิกคิ้ว
"ไม่ใช่คุณสิ ยูชอนน่ะ ยูชอน เรียกยูชอนเฉยๆได้ไหม"เจ้าตัวเล็กยิ้มกว้างอย่างออดอ้อน แต่แล้วก็
ต้องหุบยิ้มดังฉึบเมื่ออีกฝ่ายตอบกลับไป
"ไม่ได้"
"ทำไมล่ะ"เจ้าตัวทำตาปริบๆราวกับลูกแมวน้อย
'อ้อนใครก็อ้อนไป แต่ลืมไปรึเปล่าว่าฉันเป็นหนู ไม่หลงกลแมวอย่างเราหรอกตัวเล็ก'
"ก็มันเป็นชื่อจริง อยู่เมืองนอกนานเกินไปจนลืมเลยรึไง ว่าคนไม่สนิทสนมกันเขาห้ามเรียกชื่อจริง
กันน่ะ"ยูชอนเอามือที่ล้วงกระเป๋าก่อนหน้านี้มาดันร่างเล็กให้ขึ้นรถไปก่อน แต่เจ้าตัวเล็กก็ดันหัน
หน้ามาหาเขาแล้วเดินถอยหลังขึ้นบันไดรถ
' เออเว้ย มันน่าปล่อยให้ล่วงแหม็บลงมากองกับพื้นนักเชียว'
"โหย อย่าเวอร์ นี่มันที่ไหน เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามสิ จะมายึดถืออะไรกับขนบธรรมเนียม
แบบนั้น"
ยูชอนกรอกตาในความปากดีของอีกฝ่าย 'ขอซื้อได้ไหมคำว่าโหยน่ะ!!'
"แล้วเราน่ะตาเหล่รึไง เดินให้มันขึ้นไปดีๆสิ"ยูชอนว่าพลางอดที่จะเคาะกำปั้นลงกับหัวทุยๆนั่นไม่ได้
ทั้งที่ปากบอกว่าไม่สนิทกัน แต่หน้าตาทะเล้นแบบนั้นมันเชิญชวนให้ทำร้ายร่างกายกันซะเหลือเกิน
จุนซูเบ้ปาก ก่อนจะขยับเป้ให้เข้าที่แล้วหันหลังให้ยูชอน ก้าวขึ้นบันไดไปยังตัวรถชั้นสอง
แสงแดดสว่างวาบขึ้นมาทันทีที่ทั้งคู่โผล่ขึ้นมาด้านบน ลมหนาวอ่อนๆลอยตัวท่ามกลางใบไม้ที่พลิ้ว
ไหว พาให้ชื่นปอดจริงๆ
ร่างสูงก้าวตามจุนซูไปยังเบาะนั่งหน้าๆที่ติดอยู่กับแผงกระจกกั้นลม เพื่อไม่ให้หนาวเกินไปจนหมด
สนุก บนนี้ไม่ค่อยมีคนขึ้นมานั่งมากนัก อาจเพราะว่าอากาศมันเย็นเกินไป แล้วคนบนรถนี้ก็มีแค่
กรุ๊ปทัวร์ชาวจีนที่ชั้นหนึ่งและพวกเขาเท่านั้น
ยูชอนเห็นจุนซูเลื่อนตัวเข้าไปในที่นั่งชั้นในสุด เขาก็เลยหยุดอยู่ที่เบาะหลังอีกฝ่าย และนั่งลงไถลตัว
เข้าไปในที่นั่งชั้นในสุดบ้าง รถกำลังจะเคลื่อนตัวออก เขากำลังจะเริ่มทำใจดื่มด่ำกับวิวภายนอกรถ ก็
ต้องขนคอลุกซู่ขึ้นมาทันที แต่ไม่ใช่เพราะความหนาว หากแต่เป็น...
ร่างเล็กหันขวับกลับมาเมื่ออีกคนไม่ได้ตามมานั่งลงด้วยกัน มือเล็กๆจับเบาะพนักไว้มั่น นั่งทับขา
อยู่บนที่นั่ง แล้วจ้องมองอีกฝ่าย
"อะไร"แม้ปากจะถามออกไปแบบนั้น แต่ยูชอนทำเพียงแค่ปลายตามองอีกฝ่าย
เขาเห็นเจ้าตัวเล็กกัดริมฝีปากอย่างขัดใจก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขุ่น
"ทำไมไม่นั่งด้วยกัน" คำถามง่ายๆของอีกฝ่ายทำให้เกิดระลอกคลื่นเบาๆในช่องท้อง แต่ยูชอนทำ
เป็นไม่สนใจความรู้สึกนั้นแม้จะแปลกใจว่ามันเรื่องอะไรที่เด็กเรืองแสงนี่มันต้องงอนที่เขาไม่นั่งลง
เบาะเดียวกับมัน แล้วมันใช่เรื่องรึไง ผู้ชายกับผู้ชายนะเว้ย รู้จักกันก็ไม่ใช่ บ้าเปล่าวะ
แต่เพราะแรงจ้องนั้นอาฆาตพอๆกับแรงแม่นาค แถมยังถอนหายใจพร่ำเพื่ออย่างเรียกร้องนั่นอีก ขอ
เหอะ นั่นมันวิธีที่เขาใช้กับพ่อแม่สมัยเด็กที่จะร้องให้ทั้งสองซื้อหุ่นยนต์ตัวใหม่ล่าสุดให้ทุกครั้ง
"ก็แล้วทำไมต้องนั่งด้วยกัน" ยูชอนไม่ได้คิดกวน แต่แค่ไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย แต่ดูเหมือน
จุนซูจะไม่คิดแบบนั้น
"นี่!!"จุนซูร้องลั่นอย่างเอาแต่ใจ จนในที่สุดยูชอนก็ต้องยอมหันไปมองหน้า ใบหน้าน่ารักผิดกับความ
เป็นชายกำลังงอง้ำ ริมฝีปากเดี๋ยวหุบเดี๋ยวอ้าเหมือนปลาทองหายใจ เดี๋ยวขบเม้ม อย่างกำลังแสดงถึง
อารมณ์ที่เจ้าตัวเองก็ยังไปไม่ถูก ใจหนึ่งคงอยากจะตะโกนด่าเขา แต่ใจหนึ่งคงเกรงใจ
พอทำท่าทางแบบนั้นแล้วก็ให้คิดถึงใครคนหนึ่ง ใบหน้าที่แสนคุ้นเคยฉายซ้อนทับใบหน้ากลมของ
จุนซูทันที
"พี่น่ะ...พี่...ฮึ้ย!!!"
ยูฮวานมักจะขึ้นเสียงแบบนี้กับเขาบ่อยๆเวลาเจอเขากวนตีนเข้าให้ หรือขัดใจไม่ยอมลงให้เหมือน
พ่อกับแม่ แต่เจ้านั่นมันก็ยังเห็นเขาเป็นพี่ เลยเกรงใจ ทำได้แค่นั่งฮึดฮัดอยู่ฝ่ายเดียว
ทางด้านจุนซูเองก็ฮึดฮัดอย่างที่ยูชอนคิดจริงๆ อยากจะตะโกนด่าแล้วเอาแต่ใจเหมือนที่ทำกับพี่ชาย
ตัวเอง แต่ชั่วแวบเดียวที่เห็นแววตาของคนตรงหน้าเปลี่ยนไปเป็นความเหงา ไอ้น้ำเสียงที่เอาแต่ใจมัน
เลยหลุดลอดออกมาเป็นเพียงเสียงลมหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ ทำได้แค่ร้องครางอยู่ในลำคอ
แล้วสะบัดหน้าหนี หันหลังกับลงมานั่งแบบปกติ
ยูชอนเองพอเห็นท่าทางนั้นก็อดจะอมยิ้มไม่ได้
'เด็กมอปลายจริงๆแหละนะ...'
ส่ายหน้าเบาๆกับตัวเองก่อนจะโถมตัวไปจนติดเบาะหน้า ส่งแขนไปล็อกคอและไหล่อีกฝ่ายเบาๆให้
โน้มหลังลงมาแนบเบาะ ก่อนที่ตัวเองจะเอนหน้าลงวางแนบกับแขนซ้ายของตัวเองที่วางอยู่บนพนัก
เบาะ จ้องมองดวงหน้าหวานงอง้ำ ยู่ปากแดงๆเสียจนยื่น จมูกรั้นเสียจนตั้งรับกับแว่นสายตากรอบดำ
"จะงอนอะไรน่ะเรา"
"เปล่างอน"ปากว่าเปล่า แต่เมินหน้าหนีไปอีกทาง ทำปากขมุบขมิบอยู่กับแขนของเขา 'แบบนี้คน
ปารีสเขาเรียกอะไรถ้าไม่เรียกงอน ตะวันน้อย'
"มันเรื่องอะไรที่นายต้องงอนละ ที่นั่งบนนี้ออกว่าง จะไปนั่งเบียดกันทำไม เป็นผู้ชายตัวใหญ่ด้วย
กันทั้งนั้น" ถึงพูดไปแบบนั้นแต่ก็ต้องแอบค้านตัวเองในใจว่าไอ้ตะวันน้อยมันกรณียกเว้น เพราะตัว
มันเล็กไม่เหมือนผู้ชายทั่วไป
"ก็บอกว่าไม่ได้งอนไงเล้า~ นาย...คุณปาร์กจะนั่งตรงไหนก็นั่งไปดิ"
'โวะ!! ไม่ได้งอนแล้วทำตาประหลักประเหลือกแบบนั้นทำไม เป็นไอ้ยูฮวานหน่อยไม่ได้ จะจับมาตี
ก้นให้ลายฐานทำตัวเคะแตกขนาดนี้'
"เรานี่น้า~"แม้จะเคืองที่ต้องมาง้องอนลูกเต้าเหล่าเคะใครไม่รู้ (ลูกเจ๊เอง...แจแรด>//<) แต่เพราะ
ฮอร์โมนความเป็นพี่มันเยอะไปมั้ง ก็เลยยกมือที่ล็อกคออีกฝ่ายไว้ขึ้นมาขยี้ผมเบาๆด้วยความหมั่นไส้
เหมือนที่ทำกับยูฮวานบ่อยๆ
"เอ๊ย!! ทำไร ปล่อยนะ"เจ้าตัวเล็กโวยวายปัดไม้ปัดมือของร่างสูงให้พ้นไปจากหัวตัวเอง ก่อนที่ทรง
ผมที่ลุกขึ้นมาจัดทรงตั้งแต่ตีสามกว่าๆจะยุ่งจนหมดความน่ารัก พาลให้คะแนนความนิยมจากบรรดา
แม่ยกมันลดลง แล้วหันมาจ้องหน้าเอาเรื่องอีกฝ่ายตาเขียว
ขาเล็กๆภายใต้การปกคลุมของกางเกงยีนสีเข้มยกขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเบาะที่นั่งแล้วกอดอก ลืมไป
เลยว่าตัวเองนั่งอยู่บนรถ แม้รถมันจะคลานช้าเป็นเต่าให้ได้ชื่นชมทัศนียาภาพภายนอกก็เหอะ แต่มัน
ก็อันตรายอยู่ดี แล้วมันใช่เรื่องรึไงที่ต้องมาประมาทแบบนี้ เด็กซะ!!
"หึหึ"ยูชอนหัวเราะในลำคอ ก้มหน้าแนบปากตัวเองกับแขนทั้งสองข้างที่ซ้อนวางไว้บนพนักเบาะ
เพื่อกลั้นเสียงหัวเราะเพราะกลัวอีกฝ่ายจะตาหลุดเบ้าเพราะจ้องเขม็งเขาขนาดนั้น เสมองออกไปนอก
ตัวรถก็พบว่ารถเพิ่งจะพ้นถนน Avenue de Wagram เข้ามายังประตูชัย ตรงวงเวียน Place de l'Étoile
แล้ววนรอบๆจตุรัสให้ผู้โดยสารได้ถ่ายรูปจากตัวรถ ที่ตอนนี้มีนักท่องเที่ยวจากชั้นหนึ่งขึ้นมาถ่าย
รูปด้านบนกันบ้างแล้ว ก่อนที่รถจะพาขับออกไปยังถนน Champs-Elysees ถนนสายช็อปปิ้งและโด่ง
ดังของปารีส
"นี่เราน่ะ จะให้ฉันเชื่อว่าเป็นเด็กมหาลัยจริงๆงั้นเหรอ นายน่ะ ไม่ต่างจากน้องชายฉันเลยนะ"
"น้องชายคุณอายุเท่าผมเหรอ"ปากเล็กยังยื่นไม่หุบ แต่ใบหน้ากลมและดวงตาไม่ได้ดูเอาแต่ใจแล้ว
"เปล่า น้องชายฉันอายุ 16 ที่ว่าเหมือนน่ะ...อายุสมองนะ ฮ่าๆๆ"ยูชอนหัวเราะเสียงดังก่อนจะค่อยๆ
เบาลงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้หัวเราะตามไปด้วยกลับจ้องหน้าเขานิ่ง
'อะไร นี่โกรธจริงๆเหรอเนี่ย'
"น้องชายที่ว่า คือคนที่คุณหนีมาเหรอ"ร่างเล็กเอ่ยถามเสียงเบา ไม่ได้มีแววก่อกวนเลยแม้แต่น้อย
แต่คำถามมันก็ทำเอายูชอนเดือดได้เหมือนกัน
คลื่นความโมโหแล่นวาบขึ้นมาตามปลายนิ้วจนถึงลำคอตีบตัน แต่ก็ยังเย็นพอที่จะไม่ตวาดคนตรง
หน้า แม้จะล้อเล่นจนเกินไป แต่คงเพราะหมอนี่ยังเด็ก ได้แต่สูดลมหายใจลึกๆปลอบความโกรธของ
ตัวเอง
"อะไรทำให้เราคิดแบบนั้น"ยูชอนเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา ดวงตาของเขาตวัดมองออกไปนอกตัวรถ ตอน
นี้รถเล่นมาจนถึงตรงปลายถนน Champs-Elysees แล้ว ต้นไม่เขียวชอุ่มสองข้างทางภายใน Allee
Marzel Proust ทำให้ยูชอนอยากจะหลบไปให้พ้นหน้าร่างเล็กนัก
"ดวงตา...ดวงตาของคุณบอกแบบนั้น"เสียงเล็กเบาลงยิ่งกว่าเดิม ทว่ามันกลับดูแน่วแน่จนยูชอนต้อง
ยิ้มเยาะ
"หึ เราเป็นใคร หมอดูรึไง"ยูชอนเบือนหน้ากลับมามองอีกฝ่ายที่นั่งก้มหน้าก้มตา
"แค่มองตาก็รู้ไปถึงเรื่องส่วนตัวของคนอื่นเขาน่ะ เลิกล้อเล่นได้แล้ว ฉันไม่ได้ให้เด็กอย่างนายลาก
ไปโน่นมานี่เพื่อจะมาปีนเกลียวกันแบบนี้หรอกนะ"ยูชอนตวาด รู้สึกน้ำย่อยมันออกฤทธิ์ยังไงชอบกล
โมโหที่เด็กนี่ลามปามมันก็ใช่ แต่ที่แปลกใจจนปั่นป่วนทั้งตัวทั้งใจจนน่ารำคาญแบบนี้เป็นเพราะคำ
พูดของอีกฝ่าย
ดวงตา...
นี่ดวงตาของเขามันเป็จอภาพยนตร์คุณภาพสูงรึไงกัน มันถึงได้ฉายทุกสิ่งทุกอย่างให้คนแปลกหน้า
อ่านจนหมดเปลือกแบบนี้
ความเหงา ความสุข ความทุกข์ กระทั่งการอยากหนีไปให้ไกลก็แสดงออกมาให้เจ้าเด็กนี่อ่านจนหมด
"เดี๋ยว!! จะไปไหน"จุนซูร้องเสียงหลงก่อนจะคว้าแขนเสื้อโค้ทของยูชอนไว้แทบไม่ทันแต่อีกฝ่ายก็
สะบัดออกแล้วเดินฉับๆตัดรถพาตัวเองลงบันไดไปชั้นหนึ่งโดยมีร่างเล็กคว้ากระเป๋าวิ่งตามไปติดๆ
" Can I take Off Now , It's emergency!! "ยูชอนบอกคนขับรถด้วยภาษาอังกฤษอย่างตะกุกตะกัก
แต่คนขับก็เข้าใจได้ไม่ยาก คงเพราะทำงานกับนักท่องเที่ยวมาเยอะ บวกกับท่าทางร้อนรนของยู
ชอนแล้ว หล่อนคงคิดว่าเขามีเรื่องด่วนจริงๆนั่นแหละ จึงเบี่ยงรถเข้าข้างทางแล้วเปิดไฟเข้าจอดใน
ช่องทางรถประจำทางให้
"Thank you" ยูชอบขอบคุณก่อนจะก้มหัวให้แล้วกระโดดลงรถทันทีที่ประตูเปิดออกตามติดมาด้วย
จุนซู
ยูชอนไม่ได้ลังเลที่จะต้องมาลงรถกลางทางในที่ที่ไม่คุ้นตาเลย เขาก้าวฉับๆเดินผ่านประตูรั้วเหล็ก
ดัดหรูหราสูงท่วมหัว เข้าไปยังภายในสวนสาธารณะกว้างใหญ่ไม่เหลียวหลังมามองจุนซูแม้แต่เสี้ยว
เดียว
"คุณปาร์ก คุณยูชอน เดี๋ยวสิ!!!" จุนซูร้องเรียก อยากจะตบปากตัวเองนักที่โพล่งออกไปแบบนั้น ทั้ง
รู้ว่าเขากำลังเสียใจ
"โกรธซะแล้ว จะทำไงดีละทีนี้ "บ่นกับตัวเอง ก่อนจะวิ่งตามช่วงขายาวๆของยูชอนเข้าไปในสวน
สาธารณะ
"ฮักๆๆ เดี๋ยว ฮักๆๆ รอก่อนสิ!!"จุนซูหยุดยืนหอบอยู่กับที่ ก้มหลังลงเท้าสองมือไว้ที่หน้าเข่า จุกจน
เสียดไปหมด จ้องมองหลังกว้างไวๆที่กำลังจะเดินลงเนินไปยังลานกว้างด้านล่างที่ผู้คนกำลังนั่งเล่น
ตากแดดอุ่นๆกันอยู่เป็นบริเวณกว้าง
"ปาร์กยูชอน ขอโทษ รอเดี๋ยวสิ!!!"ตะโกนกลับไปอีกครั้งคนที่ว่าก็หาได้ใส่ใจไม่
"ฮึ้ย โมโหแล้วนะ"จุนซูกัดฟันกรอด ก่อนจะสูดลมหายใจจนสุดปอด ยืดตัวขึ้นแล้วรวบรวมพลัง
เฮือกสุดท้ายวิ่งกระโจนตามหลังร่างสูงไป
ยูชอนเดินมาหยุดตรงทางลาดลงไปยังพื้นที่ด้านล่าง มองผู้คนที่กำลังสนุกสนานด้านล่างแล้วก็ขำ
พอใจที่มองจากหางตาแล้วเห็นคนตัวเล็กวิ่งไล่ตามมาไม่หยุด
' หึ อยากมาป่วนกันดีนัก ขอเอาคืนมั่งแล้วกัน'
ยิ้มกับตัวเองที่เอาคืนอีกฝ่ายสำเร็จ ก็เริ่มจะใจอ่อนตามแบบฉบับผู้ชายที่ดี กำลังจะหมุนตัวกลับไปให้
ไอ้เด็กเรืองแสงที่เหนื่อยหอบหักๆวิ่งลิ้นห้อยเป็นหมาน้อยมาหาเขา ให้มันขอโทษอีกครั้งจะได้
กลับๆบ้านกันเสียที
แต่พอหันกลับไป เสียงตะโกนลั่นพร้อมๆกับที่จานล่อนสีแดงสดล่อนฉิวเฉี่ยวหัวไอ้ตัวเล็กไปเส้นยา
แดง
หลบทัน.. แต่ดันเสียหลักเพราะก้มหัวมากไปจนหน้าจะคะมำ มันกับฉลาด กระโดดส่งตัวเข้ามาในอก
เขาเพื่อหาหลักยึดไม่ให้ล้ม
ทุกอย่างจะจบลงแค่ตรงนี้ ...ตรงนี้จริงๆ เรื่องราวทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไอ้หมาตัวยักษ์สีน้ำตาล
แบบเดียวกับที่เห็นมันใส่ชุดบาสเก็ตบอลในหนังมันดันซื่อสัตย์ หรืออวดฉลาดเกินไปไม่รู้ มันยัง
คงทำหน้าที่ของมันอย่างดี คือการงับจานล่อนให้ได้...
เท้าใหญ่โตของมันเสยเข้าที่หลังบอบบางของไอ้ตัวเล็กในอ้อมกอดของยูชอนจนร้องเสียงหลง ก่อน
จะดิ้นขลุกให้อีกฝ่ายที่เป็นหลักยึดได้เสียหลักหงายหลังหล่นลงมาตามเนินลาดด้านล่าง แล้วมือก็ไว
พอจะลากเจ้าตัวเล็กให้กลิ้งหลุนๆตามกันลงไปด้วย
หลุบ หลุบ หลุบ!!!
กรัก กรัก กรัก!!!
ตุบ!!!
แผละ!!!
"อะ โอย" เสียงร้องครางเบาๆใกล้ๆเรียกสติของยูชอนให้กลับมา
ร่างสูงเปิดเปลือกตาขึ้นพร้อมกับสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่เล่นเอาจุกได้จากบริเวณหน้าอกของตน
ถ้าจะบอกว่ากลิ้งตกจากเนินจนตาย คงจะฟังเวอร์ไปหน่อย เพราะเนินมันสูงไม่มาก และพื้นหญ้าก็
ออกนุ่มนิ่มน่าเกลือกกลิ้ง แต่ทว่าภาพเบื้องหน้าก็ทำให้อธิบายสภาพของตัวเองลำบากนัก
ตายรึยัง?
โลก...หรือสวรรค์?
หากเป็นโลก...
จะอธิบายแสงสีส้มสว่างเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ดวงกลมโตที่กำลังแผ่อำนาจความร้อนและความสว่าง
ไสวอยู่เบื้องบนด้านหลังของร่างเล็กๆ ที่ก้นนุ่มนิ่มนั้นนั่งทับอยู่บนอกของเขาจนจุก จนความรู้สึก
ปั่นป่วนในช่องท้องเดือดปุดๆราวกับลาวาที่กำลังรอการปะทุอยู่นี่ได้ยังไง
เมื่อภาพตรงหน้าสวยงามเกินกว่าจะบรรยาย
เส้นผมสีอ่อนสะท้อนแสงอาทิตย์ราวกับมีประกายแวววาวระยิบระยับจนเจิดจ้าแสบตาไปหมด สาย
ลมหนาวอ่อนๆพัดผ่านจนเส้นผมนุ่มปลิวไสวส่งกลิ่นกรุ่นอ่อนหอมแบบแป้งเด็กกำจายออกมาแล้ว
โอบอวนไปทั่วทั้งร่าง
ดวงตาเรียวเล็กที่จ้องลงมายังร่างของยูชอนสะกดสายตาของเขาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวไปไหนได้อีกแล้ว
เจิดจ้า...
สีส้ม...
สีของดวงตะวัน...
สีของจุนซู...
สีของ...เราสองคน
วินาทีนั้นเองที่ปาร์กยูชอนยอมรับกับตัวเองอย่างประสาทและงี่เง่าว่า
เขากำลัง...อาจจะตกหลุม...รัก
รักที่ทำให้ดวงใจในอกดิ้นเร่าๆด้วยแรงปราถนาและสุขสันต์แบบที่เกิดกับยูนี
ความรู้สึกหวามไหวแบบเดียวกับที่รู้สึกกับยูนี
...แบบเดียวกับยูนี
สวย...สว่าง..เสียจนอดไม่ได้ต้องเอื้อมมือขึ้นไปคว้าต้นคอของนางฟ้าแห่งสรวงสวรรค์ ณ นครปารีส
ลงมา
รั้งใบหน้าที่กำลังอ้าปากเหวอด้วยความงง ลงมาใกล้ แล้วใช้ไหล่ดันร่างตัวเองขึ้นไป ยกใบหน้าให้
เข้าใกล้ใบหน้ากลมที่ตื่นตระหนกมากขึ้นเข้าไปอีก จนได้กลิ่นลมหายใจหอมๆและร้อนผ่าวราวกับ
แสงแดด
แนบริมฝีปากไปบนกลีบปากบาง นุ่มนวล แผ่วเบา ราวกับปุยฝ้าย...
ไม่สนเสียงร้องเอะอะของคนที่เป็นห่วงพวกเขาที่ตกลงมาจากเนิน
ไม่สนว่าคนพวกนั้นจะพูดอะไร ต่อให้พูดภาษาเดียวกับเขาก็เถอะ
ไม่สนใจเสียงสุนัขตัวโตกำลังเห่า
ไม่สนใจ หากใครจะยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปสถานการณ์ประหลาดๆแบบนี้
ไม่สนใจว่าหลังจากนี้อาจจะโดนเด็กมหาลัยหน้ามอปลายชกเข้าสักเปรี้ยงโทษฐานขโมยจูบกันกลาง
แจ้งแบบนี้
หรือกระทั่งโดดตำรวจมาลากคอเข้าซังเตเพราะทำตัวเป็นเกย์แก่มาก่ออนาจารกับเด็กท่ามกลาง
ประชาชี
เขาไม่สน...และไม่คิดว่าใครจะสน
ที่นี่ปารีส...นครแห่งความโรแมนติก
ทุกคนมีสิทธิ์จะจูบ หรือถูกจูบ
...เช่นเขา
แม้จะเป็นผู้ชายด้วยกันก็เหอะ
ยุนโฮเว้ย
เพื่อนเมริงอาจจะได้เมียเป็นฝรั่งเศสขี้นกอิมพรอต์เครื่องบินมาจากเกาหลีแล้วเว้ย
เผลอๆกรุอาจจะเป็นเพื่อนบ้านของเมริงเร็วๆนี้
ไอ้ยุน...ปารีส...
ฝากตัวด้วยนะ
v
v
v
"เอ่อ อยู่นี่ จะเรียกทำไม"ยุนโฮโผล่หน้ามาจากห้องนอน อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว แต่ผมยัง
เปียกอยู่ ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองก็โผล่หน้าออกมาดูเห็นยูชอนนั่งหน้าเคลิ้มฝันอยู่คนเดียวบนโซฟา
'กรุว่ามันเมายาจริงๆด้วยแหละไอ้ยูชอนเอ๊ย'
"เป็นอะไร หิวแล้วไง"
"เปล่า กินมาแล้ว"
"เลว"ยุนโฮด่าสั้นๆ
'ข้าวแดกมาแล้ว กาแฟก็ซดมาแล้ว เผลอๆจะซัดยามาด้วย แต่กรุนี่ดิยังไม่ได้แดกกระทั่งกาแฟ ที่สำคัญ
อาหารตาก็ยังไม่ได้กิน!!!'
"ไปอาบน้ำซะ แต่งหล่อๆเลย คืนนี้คงจะดึก กินข้าวต่อแล้วไปกินเหล้ากัน"
"อือ ได้ รอก่อนละกัน"ยูชอนว่าง่ายๆก่อนจะลุกขึ้นยืน พาตัวเองเดินเข้าห้องน้ำไปจนยุนโฮต้องมอง
ตามก่อนจะพรูลมหายใจออกมา
'แมร่งเมายาจริงๆเหอะ!!!'
"แล้วเจอกันพรุ่งนี้" แจจุงยิ้มให้ ก่อนจะโบกมือให้เพื่อนร่วมงานที่ทำงานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เดียวกัน
แล้วเดินมาขึ้นรถด้วยกันที่ป้ายรถเมล์ ตัวเขานั่งลงที่ป้ายรอรถสายที่จะไป Quai d'Orsay เพื่อจะไป
ทำงานต่อที่ L'Urgence Bar
ขณะที่นั่งรอรถแล้วฟังไอพอดไปพลาง สายลมหนาวก็พัดพามาต้องดวงหน้า จนต้องยกมือขึ้นถู
แก้มตัวเองเบาๆ แล้วเงยหน้าจ้องมองท้องฟ้าที่แสงสีสว่างไสวของปารีสเกือบจะปิดบังความงดงาม
ของหมู่ดวงดาวและจันทร์กระจ่างบนฟ้าไปเสียหมด
หน้าหนาวปีนี้เขาต้องอยู่คนเดียวไหมนะ แค่คิดก็เหงาจับใจ หากมีใครคนนั้นที่เฝ้าฝันถึงอยู่ทุกคืนวัน
มาอยู่เป็นเพื่อน ความเหงาและความหนาวคงไม่สามารถทำร้ายอะไรเขาได้แน่นอน
แต่...
"วันนี้ยังไม่เห็นหน้ากันเลย คงไม่มีโอกาสแล้วมั้ง" พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะขยับซุกมือลงไปในกระ
เป๋าเสื้อแจ๊คเก็ต ที่ไม่ค่อยได้หยิบมาใส่เท่าไหร่ แต่พอวันนี้หยิบมาสวม สีหม่นๆของมันก็ดันขับให้
ชีวิตของเขาหม่นหมองตามไปด้วย
คิดแล้วก็เหนื่อยใจ ไม่รู้ทำไมเขาถึงต้องเป็นเอามากมายขนาดนี้กับผู้ชายเพียงคนเดียว ต่อให้ได้คุย
กันก็ไม่ได้หมายความว่ายุนโฮจะเปลี่ยนมาคิดแบบที่เขาคิดกับอีกฝ่ายเสียหน่อย อย่างมากก็แค่...เป็น
เพื่อนกัน
พลันให้นึกไปถึงคำพูดของเพื่อนสาวเมื่อตอนหัวค่ำเมื่อตอนที่กำลังแล่ปลาไหลกันอยู่
"เขาบอกว่า แล้วพบกันใหม่เหรอ"เอมิลถามเขา
"อืม เขาบอกว่างั้น"
"อืม แต่ว่าสำหรับผู้หญิงน่ะ นั่นน่ะหมายถึง หล่อนไม่มีทางได้พบฉันอีกต่อไปแน่ๆ เลยนะ"
"เห? จริงอะ ทำไมถึงเป็นงั้นล่ะ ในเมื่อถ้าผมอยากจะพบผู้หญิงคนนั้นอีก ผมก็จะบอกเธอว่าพรุ่งนี้
พบกัน มันก็แค่คำบอกลาตามมารยาททำไมต้องตีความไปในทางแบบนั้นด้วยเล่า"
"แจจุงน่ะไม่รู้อะไร บางที สิ่งที่ผู้ชายพูดน่ะ มันตรงกันข้ามกันเสมอน่ะแหละ"
"แต่ผมก็เป็นผู้ชายเหมือนกันนะ"
"ก็แล้วแจจุงชอบผู้หญิงอย่างฉันรึเปล่าละ"
"คือ...ก็ชอบ"
"เอาใหม่ ถามใหม่ แจจุงชอบผู้หญิงรึเปล่า"
"ชอบสิ แน่นอนว่า...ไม่อะ ผม..."
"นั่นไง ว่างๆจะเอาหนังสือภาษาของผู้ชายมาให้อ่าน แล้วแจจุงจะทึ่ง"
"งั้นแสดงว่า เขาคงไม่อยาก..."
"ไม่อยากพูดให้เสียใจหรอก แต่จริงๆฉันก็อาจจะพูดเวอร์ไป แจจุงอย่าคิดมากเลย"
อย่าคิดมาก
พูดมาแบบนี้แล้วไม่ให้คิดมากได้ไงกัน
เพิ่งมีโอกาสได้คุยกันอีกฝ่ายก็จะชิ่งหนีแล้ว นี่เขาขาดเสน่ห์ ขนาดนั้นเลยเหรอ หรือว่าเมื่อวานเขา
แต่งตัวปอนด์ไปไม่ถูกใจยุนโฮ หรือว่ากลิ่นตัวเหม็นไป เมื่อวานกลับจากร้านอาหารยังไม่ได้อาบน้ำ
ก่อนออกไปด้วย โอ๊ยยย แย่แล้ว ทำไมต้องเป็นงี้ด้วยวะ
หัวเสียกับตัวเองก่อนจะลุกแล้วเดินขึ้นรถเมล์ที่เข้ามาจอดเทียบป้าย เลือกนั่งเบาะหลังสุดเพื่อไม่ อยากจะวุ่นวายกับใคร
เสียงเพลงกรีดอารมณ์ดังขึ้นมาเบาๆในหูฟัง ได้แต่ถอนหายใจ เอนหน้าแนบกับกระจกรถ จ้องมองผู้
คนหลากหลายด้านล่างที่เดินไปมาตามท้องถนนยามค่ำคืน เดินกันเป็นคู่ๆ บ้างโอบ บ้างกอด
กระทั่งยืนจูบกันตอนรอสัญญาณไฟแดงก็ให้นึกอิจฉาและเจ็บปวด ดวงตาร้อนผ่าวเพราะมองไปทาง
ไหนก็เห็นแต่ความรักเต็มไปหมด
คิดผิดรึเปล่านะที่มาหลงอยู่ในเมืองมนตราแบบนี้
ยุนโฮ ผมเจ็บปวดคุณรู้บ้างไหม...คุณจะรู้รึเปล่าว่ามีใครบางคนหลงรักคุณมากมายขนาดนี้ ขนาดที่
ว่ารู้ตัวว่าเจ็บปวดและผิดหวัง แต่ก็ยังเลือกที่จะรัก...ผมโง่เกินไปรึเปล่ายุนโฮ
คุณทำอะไรกับผม เป่ามนตร์อะไรใส่ผมกัน ผมถึงได้หลงรักคุณมากขนาดนี้
You look into my eyes แค่คุณจ้องมองมา
I go out of my mind ตัวฉันก็แทบจะสติหลุด
I can't see anything มองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว
Cos this love's got me blind เพราะความรักของคุณมันทำเอาดวงตาของฉันมืดบอด
I can't help myself ฉันทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป
I can't break the spell ทำไม่ได้กระทั่งจะปลดปล่อยตัวเองจากคำสาปเหล่านี้
I can't even try ไม่สามารถเลย
I'm in over my head ในหัววนเวียนอยู่แต่เรื่องของคุณ
You got under skin คุณแทรกซึมเข้ามาในทุกๆอณู
I got no strength at all ฉันไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือแล้วละ
In the state that I'm in กระทั่งจะยืนอยู่ในที่ของฉันก็ทำไม่ได้
And my knees are weak เข่าของฉันอ่อนระโหย
And my mouth can't speak ปากของฉันก็มันหนัก
Fell too far this time ล้มแทบไม่เป็นท่า
Baby, I'm too lost in you ที่รัก, ฉันหลงไหลคุณเกินไปแล้ว
Caught in you หมกมุ่นอยู่แต่กับคุณ
Lost in everything about you ดำดิ่งอยู่แต่ในวังวนของคุณ
So deep, I can't sleep จมลึก...จนไม่อาจจะข่มตาหลับได้
I can't think ไม่สามารถคิด
I just think about the things that you do ถ้าจะคิดก็มีแต่เรื่องของคุณเพียงเท่านั้น
I'm too lost in you หลงหายไปกับความเป็นคุณ
Well you whispered to me เพียงเสียงกระซิบที่ส่งมา
And I shiver inside เลือดในกายก็แล่นพล่าน
You undo me and move me คุณจัดการ และควบคุณฉัน
In ways undefined โดยที่ฉันไม่อาจต่อต้าน
And you're all I see คุณคือคนเดียวที่ฉันเห็น
And you're all I need คือคนเดียวที่ฉันปรารถนา
Cos I'm slipping away ตัวตนของฉันกำลังเลือนหาย
Like the sand to the tide เหมือนกับกองทรายที่ถูกคลื่นซัดสาด
Falling into your arms ล่วงหล่นสู่อ้อมกอดของคุณ
Falling into your eyes ตกลงสู่หลุมพรางของคุณ
If you get too near เพียงแค่คุณใกล้เข้ามา
I might disappear ตัวฉันอาจจะสูญหาย
I might lose my mind และเสียสติไปเลยก็ได้
(***To lost in you By Sugarbabes)
หลังออกมาจากที่พัก ยุนโฮก็พายูชอนไปหากาแฟกับของว่างลองท้องไว้ก่อนเนื่องจากเขายังไม่ได้
กินอะไรแต่เช้า ก่อนจะพากันไปซื้อของใช้และของจำเป็นของยูชอนนิดหน่อย แล้วขับรถพากันมา
ยังแถวๆสะพาน Pont De l'Alma เลี้ยวซ้ายเข้าไปยัง ถนน Avenue de New York วิ่งเรียบไปตามแม่
น้ำเซนแล้วเลี้ยวขวาจอดรถในซอยก่อนเดินออกมาตรงไปยัง Al Mankal ร้านที่เขานัดชางมินกิน
อาหารค่ำกันก่อนจะพากันล่องราตรี ที่ชางมินจะพาเขาไปยังผับใต้ดิน L'Urgence Bar แถวๆ Quai
d'Orsay
พวกเขาเลือกนั่งที่นั่งที่จัดเตรียมไว้ด้านนอกร้านเพื่อชื่นชมกับทัศนียภาพกลางลำน้ำเซนและกรุง
ปารีสอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำที่เต็มไปด้วยแสงสี ที่ค่อยๆกลั่นตัวสร้างความคึกคักให้กับเมืองที่ไม่เคย
หลับไหล จ้องมองยอดหอไอเฟลผ่านยอดไม้ อย่างงดงาม
"เดี๋ยวเราจะเสริฟ์เครื่องดื่มให้ก่อนนะครับ อาหารรอสักครู่"บริกรผิวสีชาวโคเอเชียนกล่าวอย่างร่าเริง
ก่อนจะเดินหายไปหลังเคาท์เตอร์
"งั้นก็แนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการก่อนละกัน ยูชอนนี่ชางมิน แล้วชางมินนี่ยูชอน เพื่อนที่มาจาก
เกาหลีแล้วจะมาพักอยู่กับฉัน"ยุนโฮว่าพลางวาง Skinny Vanilla Latte ที่เพิ่งจิบไปลง แล้วหยิบบุหรี่
ในกระเป๋าเสื้อคลุมออกมาจุดสูบ ก่อนจะพูดต่อ
"ชางมินน่ะมันทำงานที่เดียวกับฉัน เป็นตากล้องอิสระ ชอบถ่ายภาพสาวๆสวยๆยามเผลอ เจ้าชู้
ประตูดิน มีสตูดิโออพาทเมนต์สุดหรูอยู่แถวๆ Rue Fresnel นี่เอง หรูอย่าบอกใคร มองเห็นหอไอ
เฟลจากห้องของมันชัดเจน นั่นแหละที่มันเอาไว้หลอกสาวๆไป..."
"พอละไอ้ยุน พูดดิสเครดิตกันแบบนี้ก็อย่าพาเพื่อนมารู้จักกรูเลยเหอะครับ อย่าไปสนใจเลยนะครับ
ยูชอน ว่าแต่ คุ้นชินกับปารีสมั่งรึยังครับเนี่ย ไอ้ยุนมันพาไปเปิดหูเปิดตามั่งรึยัง"ชางมินที่วางแขน
ทั้งสองไว้บนโต๊ะกำลังเขี่ยบุหรี่ในมือไปมากับที่เขี่ยบุหรี่
"ฮ่าๆๆๆ อย่าครับอย่าเคิบอะไรเลย คนกันเองทั้งนั้น ไอ้ยุนมันเองก็ใช่ว่าจะพูดจาไพเราะกับผม เรียก
ยูชอนเฉยๆก็ได้ หมอนี่ยังไม่เคยเรียกคุณเลยขนาดมันอายุน้อยกว่าผมน่ะ "ยูชอนเอนหลังลงกับพนัก
เก้าอี้ ส่งควันสีจางออกจากปากให้ลอยไปกับสายลมหนาวที่พัดพามาจากแม่น้ำ
"ก็แล้วหมอนี่เคยพูดจาดีๆกับใครมั่งละ อย่าว่าจะพูดจาเลย จะง้างปากให้มันพูดยังยาก"ชางมิ
นหัวเราะชอบใจ พลางเบี่ยงตัวหลบเท้าของยุนโฮที่ตวัดจะมาเหยียบเท้าเขาใต้โต๊ะ พลางส่งตาเขียว
ปัดใส่เป็นเชิงต่อว่า 'ระรื่นนักนะเมริง' ก่อนจะหันไปสูบบุหรี่ต่อแต่ไม่วายกัด
"ดีเนอะ เข้ากันได้ดีแบบนี้เพื่อนสบายใจว่ะ"
"รึไม่จริง ไอ้นี่น่ะ กับเพื่อนน่ะปากดี แต่กับคนที่ควรจะพูดกับหุบปากซะสนิทยังกะกลัวหนอนจะ
ล่วงจากปากมัน ทำเป็นอ้ำๆ อึ้งๆ"
"ผิดประเด็นแล้วชางมิน"ยุนโฮกดเสียง เมื่อดูเหมือนเพื่อนจะพูดเรื่อยเปื่อยจนออกนอกประเด็น ถ้า
ไม่มีไอ้เพื่อนรักอีกคนออกรับแทนซะก่อนเขาคงปิดปากมันได้
"ฉันว่าประเด็นเดียวกันนะยุนโฮ สรุปแกจะปิดฉันไปถึงเมื่อไหร่เรื่องแม่คนนั้นน่ะ"
พร่วด!!!!! ยุนโฮพ่น Skinny Vanilla Latte ออกมาจนเลอะโต๊ะตรงหน้า จนชางมินต้องปาผ้าเช็ดปาก
ใส่หน้าเขาอย่างแรง แต่ร่างสูงก็หยิบผ้าที่กระแทกหน้านั้นมาเช็ดคางที่เปื้อนไปด้วยกาแฟ
"แค่กๆๆ แม่....อืม...แค่กๆๆ...แม่คนนี้บ้าอะไรของแกวะ"
"อย่ามาไก๋ แกคิดว่าเพื่อนแกโง่รึไง ไอ้ที่ไม่ยอมกลับเกาหลีสามปีสี่ปีนี่น่ะ ถ้าไม่ติดแหม่มแถวนี้
แล้วจะให้คิดว่าอะไร"
"สมแล้วที่เป็นเพื่อนกัน"ชางมินตบมือชอบใจที่ยูชอนจี้ถูกจุด ทำท่าจะเอ่ยต่อ แต่ก็ยังแอบชำเลือง
มองเพื่อนรักที่ส่งสายมากับสายตาประมาณว่า
'แกบอกฉันกระทืบแกแน่ชางมิน'
แต่คนอย่างชางมินใช่ว่าจะกลัว ขยี้บุหรี่ทิ้งไป แล้วพูดต่อ
"เพียงแต่แหม่มที่ว่าเนี่ย หัวทองก็จริง แต่เป็นผู้ชายครับ"
"ผู้ชาย?"ยูชอนเลิกคิ้วของแปลกใจแล้วหันมามองยุนโฮ
"ไอ้ยุน แกเป็นเกย์เรอะ"ถามออกไป แต่ไม่ได้หวังเอาคำตอบ กลับมามองที่ชางมินอีกรอบ
"ผู้ชาย"ชางมินพยักหน้า ในขณะที่ยุนโฮหน้าลดลงเหลือสองนิ้ว เอามือที่คีบบุหรี่ไว้ปิดหน้าด้วย
ความอาย
"ผู้ชาย...เหมือน..."ยูชอนปลายตามาที่ยุนโฮที่นั่งก้มหน้าก้มตา
"ครับ...ทั้งแท่ง"ชางมินสับทับอย่างหนักแน่นทำหน้าเหมือนคุยเรื่องวิชาการ แต่ยุนโฮอยากจะกระทืบ
เท้าให้หน้าเบ้นัก
"แท่ง?"
"อือ"
"พอเถอะเมริง หยุดได้แล้วไอ้พวกเวร นั่นแจจุงนะที่แกกำลังพูดถึงชางมิน แล้วยูชอน แกไม่ต้อง
จินตนาการไปไกล มันก็เหมือนๆกันแหละไอ้แท่งนั่นน่ะ"ยุนโฮบ่น อยากจะเอามีทโลฟลาซานย่าที่
บริกรเอามาเสิรฟ์ปาหน้าพวกมันนัก
"โอ้ มันโกรธแล้ว ว่าแต่ แกไปรู้ชื่อเขาได้ไง หรือว่า..."
"ไอ้บ้า กรุเจอเขาที่ร้านซักรีดเว้ย ไม่ใช่อย่างที่คิดไอ้ชางมิน"
"แล้วเมริงรู้ได้ไงกว่ากรูคิดอะไร"ชางมินยิ้มชอบใจที่ต้อนยุนโฮได้
"ว่าแต่ ชื่อแจจุง คนเกาหลีเหรอวะ"ยูชอนถามขัดขึ้นมาบ้าง ปล่อยให้เถียงกันเผลอๆไอ้ตัวดีจะเลี่ยง
ประเด็นไปได้อีก
"เถอะน่า บอกมาเถอะ มีเพื่อนไว้ทำไม เล่ามา"ยุนโฮปลายตาด่าชางมิน
'ก็มีเพื่อนอย่างพวกเมริงเอาไว้ทำกรูขายหน้าเนี่ยแหละ'
"บอกมายุนโฮ"เมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วยูชอนก็ดูจะไม่ยอมถ้าไม่รู้อะไรต่อจากนี้
"บอกอะไรล่ะวะ"ยุนโฮลูบต้นคอตัวเองเบาๆ
"ก็บอกเรื่องแม่นางฟ้าแจจุงของแกไง ว่าเขาเป็นใคร"
"เขาก็เป็นคนที่กรูหลงรักนี่แหละ อย่าว่างั้นงี้เลยยูชอน แกอาจจะตกใจที่ฉันชอบผู้ชาย แต่ว่า...แจจุง...
แมร่งสวยจริงๆนะ!!"
ยูชอนมองท่าทางนั้นของเพื่อน ดูหน้าตาที่แดงเถือกนั่นแล้วก็อดขำไม่ได้ ตัวเขาไม่ได้ว่าหรือ
รังเกียจอะไรหากยุนโฮจะชอบผู้ชาย เพราะก็ประสบกับตัวเองมาแล้วว่าผู้ชายสวยๆน่ะ มันมีเดินกัน
อยู่ตามท้องถนนจริงๆ โดยที่ไม่ต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิง แต่ก็ทำเอาผู้หญิงจริงๆหลายคนเป๋ไปได้
เหมือนกัน
"ก็ไม่ได้ว่าอะไร ว่าแต่ไปเจอกันที่ไหนวะ"
"มันไปเจอเขาที่ร้านกาแฟ ทุกๆเช้าสามปีมันก็แหกขี้ตาตื่นไปซื้อกาแฟเพียงเพื่อจะได้เจอหน้าเขา
แต่ปากหนักเลยได้แต่มองไปวันๆ ควาย"ชางมินหลอกด่าอีกรอบ "โอเค.เรื่องนี้จบ ทีนี้ว่ามาสรุป
เป็นไง เขาเป็นใคร ทำงานอะไร แล้วเมริงจะเจอเขาอีกไหม"ชางมินสรุปเสร็จสัพ
"บอกอะไร กรูก็ยังไม่รู้เรื่องเขาอยู่ดี รู้แต่ชื่อแจจุง บ้านเขากับบ้านกรูอยู่ถนนเส้นเดียวกัน นอกนั้น
กรูไม่รู้ กรูไม่รู้อะไรเลย แล้ววันนี้กรุก็ไม่เจอเขาด้วย..."
'เพราะเมริง ไอ้ยูชอน ปล่อยให้เมริงนอนข้างถนนดีไหมเนี่ย....'
"ไม่ได้เจอแล้วไง พรุ่งนี้เมริงก็ไปเจอเขา ชวนเขาออกมาเที่ยว ถ้าแมร่งไม่กล้าไปกันสองต่อสองก็
บอกเขาว่าเพื่อนมาจากเกาหลี จะพามันไปเที่ยว เลยชวนเขาไปด้วย เพราะเห็นเป็นคนชาติเดียวกัน
กลัวจะเหงา อย่างมากถ้าเขาไม่ไป เขาก็คงไม่ชี้หน้าด่าพ่องเมริงหรอก"
"เฮ้ย เพิ่งชวนคุยได้วันเดียวเมริงจะให้ชวนเขาไปเดทเลยเหรอ"ยุนโฮโวยวายอย่างขลาดๆ
'ขนาดจะพูดกรูใช้เวลาตั้งสามปี แล้วถ้าชวนออกเดทกรูจะ...'
"แล้วเมริงจะรออีกสามปีรึไง รอให้ครบรอบก่อนค่อยชวนเขา ดีเมริง สามปีได้คุยกัน อีกสามปีได้
เที่ยวกัน กรุว่าแมร่งกว่าจะได้เอากันเมริงต้องรอไปอีกหกปีนั่นแหละ"
"ไอ้เวร ชางมิน เมริงพูดอะไรให้เกียรติแจจุงหน่อย พูดมาได้"ยุนโฮบ่นแต่ใบหน้าแดงจัดเหมือนว่าก็
แอบคิดแบบนั้นอยู่
"กรูว่าชางมินพูดถูก ชวนเขามา ไปเที่ยวด้วยกันหลายๆคน ชางมินก็ มีใช่ไหมคนที่จะพามาด้วย" ชา
งมินพยักหน้า
"แล้วแกละ แกจะ..."ยุนโฮเอ่ยถามเพื่อน ห่วงว่าบรรยากาศคู่รักจะทำเอายูชอนทนไม่ได้
"ไม่ต้องห่วง ฉันมีคนที่จะชวนไปด้วยแล้ว"ยูชอนยกยิ้ม
ใช่...มีแล้ว เขามีคนที่คิดว่าอยากจะสร้างประสบการณ์รักในปารีสด้วยกันแล้ว...
TBC
คำเเต่ละคำที่ท่านชายเเต่ละคนใช้ -*-
โอ้ววว กล้ามาก
ขอกลางถนนกรุงเทพมั่งจะได้ป้ะ?? 555
หมีเอ๊ย...ชวนไปเหอะ แจยอมทุกอย่างอยู่แล้ว เอิ๊กก
ขนาดน้องยังชวนปาร์คเดทได้เลย
ตอนนี้น้องน่ารักมากมาย ><
#1 By Jane*dZ (58.9.222.22) on 2008-04-28 00:20