[TVXQ FIC] Loss : Time : Life
posted on 27 Jun 2008 23:37 by jaerad in Loss-Time-Life
Loss : Time : Life
Author: แจแรด
Category: Drama/ Romance
Pairing: Yusoo , YunJae
Rating: -
Disclaimer: เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าว
อ้างหรือพาดพิงถึงใคร อาการและลักษณะตลอดจนการกระทำของตัวละคร
ไม่ได้มีอยู่จริงเป็นแค่จินตนาการป่วยๆของคนแต่ง เพราะฉะนั้นเรื่องบางเรื่อง
อาจจะไม่ดูสมจริงตามหลักความเป็นจริงแต่อย่างใด
Warning(s): ระวังจะเครียด
Author notes: เป็นเรื่องที่แอบแต่งไว้ได้พักหนึ่งแล้ว แต่ไม่กล้าลงเพราะ
กลัวคนอ่านจะแอบด่าตามหลังว่า "เรื่องเก่าไม่มีปัญญาทำให้จบ กระแดะแต่ง
เรื่องใหม่อีกแล้ว" ...แต่ว่า ในเมื่อมันก็แต่งมาได้ตั้ง 4 ตอนแล้วเลยคิดว่าน่าจะลงได้โดยไม่ทำให้คนอ่านสะดุด เพราะงั้น รบกวนช่วยอ่านและช่วยคอมเมตท์กันด้วยนะคะ แล้วพรุ่งนี้เย็นๆจะมาต่ออีกตอน
และที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นพล็อตเรื่องทั่วไปค่ะ เคยให้เด็กที่ช่วยเบต้าอ่านเขาว่า
เนื้อเรื่องที่เราเขียนคร่าวๆเหมือนเคยเห็นมาจากไหน อาจจะเป็นจากหนัง แจ
แรดก็น้อมรับ เพราะแรงบันดาลส่วนมากมันก็มาจากสื่อเหล่านี้นั่นแล แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้ก็แต่งออกมาด้วยมันสมองและปลายนิ้วมือของตัวเองที่เค้นออกมา แม้พล็อตจะคล้าย แต่วิธีการดำเนินเรื่องและการพาเรื่องไปถึงจุดจบคงไม่เหมือนกัน ยังไงก็ขอรบกวนช่วยกันติดตามและเป็นกำลังใจกันต่อไปนะคะ
Prologue
เป็นเวลากว่าเที่ยงคืนแล้ว
ภาพของสะพานปลาที่ยืนตัวตระหง่านง้ำเหนือท้องทะเลเบื้องหน้า
อันนิ่งสงบนั้น
มีเพียงเสียงของเกลียวคลื่นที่ซัดสาดถาดโถมเข้าหาชายฝั่งและเสา
สะพานแข็งแกร่งที่เขียวชอุ่มไปด้วยคราบตะไคร่น้ำ
ท้องฟ้าเบื้องบนเหนือท้องทะเลมืดมิดนั้นพราวระยับไปด้วยดวง
ดาวนับล้านดวงที่แข่งกันเปล่งแสงระยิบระยับอวดแสงเรืองรองอยู่ทั่วท้องนภา
ทุกสรรพสิ่งนิ่งงันภายใต้สายลมทะเลที่พัดตัวเอื่อยๆหยอกล้อกับ
เสียงเกลียวคลื่น เป็นจังหวะจะโคนราวกับเสียงเพลงที่บรรเลงขับขานกล่อม
เกลาดวงดาว แสงจันทร์ และผืนราตรีอันมืดมิด
หากแต่ค่ำคืนนี้ ความเคยชินและเงียบงันเหล่านั้นกลับแต่งแต้มไป
ด้วยเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ที่บิดตัวเร่งความเร็วแข่งกับเสียงขับขานของ
เครื่องเสียงติดรถยนต์ชั้นดี ดังแหวกความเงียบของท้องทะเลอันนิ่งสงบมาแต่
ไกลทั้งที่ยังมองไม่เห็นตัวรถเสียด้วยซ้ำ
แต่รอไม่นานนักภาพรถบีเอ็มดับบิลสีบอรซ์นคันดังกล่าวก็ปรากฏ
ตัวขึ้นที่สุดถนนโค้งคดเคี้ยว ที่ทอดตัวขนาบไปกับผืนทะเล ก่อนจะหักเลี้ยว
เข้ามาสู่ตัวสะพานเก่าแก่ แล่นพรวดด้วยความเร็วที่กะด้วยสายตาก็พอจะรู้ว่า
เกินอัตราที่ป้ายบอกทางที่ติดอยู่ตรงหัวสะพานได้กำหนดเอาไว้
แสงไฟหน้ารถสาดสูงราวกับต้องการขอทางทั้งๆที่อีกสุดปลายฝั่ง
ของสะพานนั้นคือทางตันที่บรรจบลงกับน้ำทะเลดำเมี่ยม
เสียงหวีดร้องของลมทะเลยามค่ำคืนถูกทำลายลงด้วยเสียง
เพลงกระหึ่มที่ดังมาจากรถยนต์ที่แล่นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนที่คนขับจะเหยียบ
เบรกเสียจนดอกยางล้อแมกซ์ครูดเสียดสีไปกับพื้นถนนจนเกิดประกายไฟ
วาบขึ้นมา ส่งกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งที่จางหายไปเพียงลมทะเลพัดพาผ่านมา
น่าหวาดเสียวจนอดคิดไม่ได้ว่า หากคนขับฝีเท้าไม่แม่นยำ เกิด
เหยียบเบรกไม่ทันตัวรถคงจะพุ่งเหินข้ามเกาะสะพานแล้วด่ำดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง
ของท้องทะเลทิ้งไว้เพียงร่องรอยให้ระลึกถึงก็เป็นแน่
ตัวรถจอดนิ่งสนิทไม่ไหวติงอยู่ในแสงสลัวของเสาไฟไม่กี่ดวงที่
เปิดเว้นระยะบนสะพานปลารกร้างแห่งนี้ กันชนหน้าของรถคันหรูอยู่ห่าง
จากกำแพงสะพานไม่ถึงคืบ แต่ล้อรถกับเกยขึ้นไปอยู่บนฟุตบาทเล็กริมสะพาน
เสียงดนตรีดังกระหึ่มมาอีกระลอก เมื่อประตูรถถูกเปิดออก แล้ว
เรียวขาแบบบางในรองเท้าบู๊ทรัดรูปสีดำสนิทแวววาวคมมันของหนังแท้ก็พา
ร่างของคนขับออกมาจากตัวรถด้วยท่าทีที่ไม่มั่นคงนัก
ช่างเป็นความรู้สึกที่สวยงามเหลือเกิน
ที่ได้มายืนอยู่ใต้แสงเงาของจันทราแบบนี้
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลางดงามเสียจนเกินความเป็นชายถอดแว่น
ตากันแดดสีดำสนิทผิดกับสภาพการใช้งาน ซึ่งรอบตัวมีแต่ความมืดนั้นออก
ปรากฏดวงตากลมโตที่ลูกแก้วนัยน์ตาสีสวยนั้นเข้ากันได้ดีกับเส้นรอบดวงตา
ที่เคยถูกแต่งแต้มด้วยอายไลเนอร์สีเข้มตัดกับใบหน้าสีขาว หากแต่บัดนี้กลับ
ปราศจากสิ่งเคลือบไร้เหล่านั้นบนใบหน้า แม้กระนั้นขอบตาก็ยังปรากฏร่อง
รอยดำคล้ำให้เห็นอย่างชัดเจนอยู่ดี
ริมฝีปากได้รูปกระชับที่เคยแต่งแต้มไปด้วยสีสวยสดราวผลเชอรี่
ฉ่ำน้ำนั้นบัดนี้ซีดเผือดไม่ต่างกับใบหน้า แต่มันยังคงร่องรอยของความงด
งามและเปล่งประกายไม่จางหาย
เสียงกระซิบล่องลอยอยู่ในสายลม
มันจะพัดพานำฉันไปแห่งหนใดกันนะ
เจ้าของใบหน้า ที่หากเดินเข้าไปปรากฏตัวในที่ที่เต็มไปด้วยผู้คน
ไม่มีใครที่มองมาแล้วจะไม่รู้จักเขาคนนี้...
ยองอุง...
หรือตัวฉันกำลังแหวกว่ายอยู่ในค่ำคืนแห่งความฝัน
เหมือนกับวิญญาณกำลังลอยล่องอยู่บนเมฆหมอกสีจาง
เรือนกายบอบบางในชุดเสื้อผ้าทันสมัยขับความงามและเสน่ห์ให้
พร่างพรายกลบความงดงามของหมู่ดวงดาว ที่ดูเรืองแสงจะอ่อนกำลังลงไป
ทันทีที่ร่างบอบบางนี้ปรากฏตัวขึ้น
ร่างนั้นหยุดยืนพิงตัวรถราวกับจะตั้งสติ จมูกโด่งรั้นสูดลมหายใจ
เอากลิ่นเค็มของทะเลเข้าไปจนเต็มปอด ก่อนจะพ่นลมหายใจนั้นส่งกลับออก
มาพรืดใหญ่ แล้วหัวเราะหงุงหงิงกับตัวเอง สบถคำหยาบคายที่แสดงถึงความ
ไม่มั่นคงทางอารมณ์ออกมา ก้มลงมองภายในรถที่ถูกปล่อยให้จอดค้างเติ่ง
ในสภาพเอียงกระเท่เร่เพื่อมองหาสิ่งที่ต้องการ
จนถึงเวลาที่แสงแรกเคลื่อนตัวเข้ามา
และยามค่ำคืนที่คืบคลานห่างหายไป
ภายในรถไม่มีของมีค่าอะไรเลย ผิดกับตัวรถภายนอกที่ดูหรูหรา
จะมีก็เพียงแต่หนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับ ที่วางอยู่บนเบาะรถหุ้มขนกำมะหยี่อย่าง
ดีข้างที่นั่งคนขับ
สภาพของมันไร้การแตะต้อง บนหน้าหนังสือพิมพ์ปรากฏรูปเจ้า
ของใบหน้าแบบเดียวกับคนที่เพิ่งก้าวลงไปจากรถ ผิดกันที่การแต่งกายและ
รอยยิ้มที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้า สิ่งเดียวนอกจากเค้าหน้าที่เหมือนกันแล้วนั่น
คือ ดวงตา...
ดวงแก้วใต้กรอบแว่นตาสีใสในรูปภาพนั้นลอกเลียนกันออก
มากระทั่งความหม่นหมอง ที่แม้รอยยิ้มที่เคลือบไล้อยู่ก็ไม่อาจปิดบังความ
ทุกข์ระทมนั้นได้มิด
ตัวหนังสือภายใต้กรอบรูปโชว์หราด้วยความชื่นชมและยกย่อง
'เทพยองอุง...นักเปียโนและนักแต่งเพลง ยิ้มร่าถูกยกย่องเป็นซูเปอร์สตาร์เบอร์ล่าสุดแห่งยุคที่ไม่มีใครเทียบเทียม
การันตีด้วยถ้วยรางวัล
ตัวล่าสุดที่ได้รับจากสมาคมดนตรีระดับเอเชีย... '
แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้ใส่ใจกับความยินดีเหล่านั้นเท่าไหร่นัก
"อ่า... สตาร์!!!...หึ...หึ...หึ"เสียงหัวเราะครางต่ำๆ พร้อมกับผมสี
สว่างที่สะบัดไปมา ก่อนจะเงยหน้ากวาดสายตามองเหล่าดวงดาวนับล้านบน
ฟากฟ้า สายลมเย็นจัดพัดพามาคลอเคลียใบหน้านวล หากแต่เจ้าตัวไม่ได้รู้สึก
ถึงความเย็นสบายหรือความงดงามที่อยู่รายรอบตัวเลยแม้แต่น้อย
ที่รู้สึกคือ...เหล่าดวงดาวและดวงจันทร์กำลังเย้ยหยันความเขลา
ของคนที่กำลังชื่นชมมันอยู่
สวย....แวววาว....มีค่า....น่าสัมผัส หากมิอาจแตะต้องได้ ราวกับ
เป็นเพียงเครื่องประดับของท้องฟ้า ที่มีค่าเพียงส่งแสงระยิบระยับ
ทอดตัวมองอยู่อย่างนั้นประหนึ่งพระเอกมิวสิครักรันทดในช่อง
เพลงที่เคยได้เห็น กระทั่งตัวเองก็เป็นคนแต่งเพลงอกหักรักคุดเหล่านั้นออกมา
ให้เขาได้สร้างภาพจนอินกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง
ดูแล้วชีวิตตรงหน้าของยองอุงเหมือนสวยหรู พราวแพราวเหมือน
เฉกเช่นดวงดาวเหล่านั้น
ผู้คนเฝ้าชื่นชม ยกยอ
ผู้คนเฝ้าหลงใหล ใฝ่ฝัน
ผู้คนเฝ้าอิจฉา อยากไขว่คว้า
แต่หากใครจะรู้ ว่าบนความสำเร็จเหล่านั้นตัวเขาไม่ได้หลงไหล
ได้ปลื้มไปกับมันเลย
บทเพลงแล้วบทเพลงเล่า ที่เฝ้าขับกล่อมขีดเขียนมันออกมา...มัน
มาจากความปวดร้าวที่ไม่อาจหาที่ระบายออกมาได้ นอกจากขับมันออกมา
เป็นตัวโน้ต
เวลาแห่งความรัก โอ้ ชีวิตของฉัน
เมื่อไหร่กันที่ฉันจะได้มีโอกาสสัมผัสรักแท้
ยิ้มสมเพชให้กับความโด่งดังอันแสนรันทดของตัวเอง ก่อนจะก้ม
ลงมองพื้นรถที่เต็มไปด้วยกระป๋องสีเงินขาวของเครื่องดื่มมึนเมา ที่ดูจาก
ปริมาณแล้วคงต้องบอกว่ามากไปสำหรับคนขับเคลื่อนยานพาหนะไปมา
แบบนี้
ปะป่ายมือขาวไปทั่วในกองกระป๋องเครื่องดื่มรสขม เลือกเอาอัน
ที่ยังไม่เปิดขึ้นมา ก่อนที่เรียวขาบอบบางจะย่างก้าวค่อยๆเดินตรงไปยังสุดริม
สะพาน
แต่เดินยังไม่ทันถึงสองก้าว ขาบางก็พลิกเหมือนคนไม่มีแรงจนเซ
ถลาไปข้างหน้าเซถลาล้มลงไปยังพื้นเบื้องหน้า
"เวร!!"เสียงสบถหลุดรอดริมฝีปากสีสวยออกมาอีกรอบ มือบาง
ถอดรองเท้าบู๊ทออกเสียงข้างหนึ่ง ก่อนจะเขวี้ยงมันข้ามหัวกลับไปอีกฝั่งของ
รถอย่างไม่ใส่ใจ หมดสภาพ ไร้ราคา ไม่ต่างจากของมือสอง หัวเราะเพ้อๆ
เหมือนเป็นเรื่องสนุก แล้วส่งเสียงอ้อแอ้ไปกับเสียงดนตรีที่ดังไม่หยุดมาจากรถ
แล้วเจ้าตัวก็ลุกขึ้นพรวดพราดอย่างรวดเร็วเสียจนดวงดาวนับ
ล้านกลางนภาช่วยเอาใจลุ้นไม่ให้หัวทิ่มลงไปกับพื้นอีกครั้ง เพราะดูเจ้าของ
ร่างจะไม่มีสติเท่าไหร่นัก น่าแปลกใจที่สามารถประคองรถมาหยุดลงกลับที่
ได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนตามร่างกาย ก่อนจะพาร่างเดินตุปัดตุเป๋เป็นปู
ลมเพื่อไปให้ถึงยังขอบสะพานด้วยรองเท้าเพียงข้างเดียว
ไม่มีสิ่งใดบนโลกใบนี้
ที่จะปราศจากความงดงาม
ทุกย่างก้าวที่ไม่มั่นคงถูกกล่อมด้วยบทเพลงที่ยังสะท้อนออกมา
อย่างต่อเนื่อง ราวกับจะตอกย้ำความคิด และการกระทำให้ไปยังฝั่งฝันได้
อย่างมั่นคงที่สุด
เจ้าของเท้าเปล่าเปลือยหยุดตัวลงที่ขอบสะพาน เงยหน้ามองขึ้นไป
เบื้องบนของรัตติกาลตรงหน้า ที่ดวงดาวนับล้านกำลังแข่งกันเปล่งแสงระยิบ
ราวกับจะถากถางเย้ยหยันการกระทำของเขา
ราวกับเกลียวคลื่นเบื้องล่างจะรู้ถึงความโง่งมของเขาเช่นกัน มัน
ถึงส่งเสียงร้องระงมราวกับคนกำลังโห่ร้องละครของนักแสดงห่วยๆคนหนึ่ง
มือขวาที่หยิบกระป๋องเบียร์ที่ถือติดมาด้วยเปิดมันออกแล้วยกขึ้น
จ่อริมฝีปากสีซีด กระดกน้ำรวงข้าวเข้าปากรวดเดียวจนหมด อย่างงุ่มง่าม
ตะกละตะกลาม ไม่ใส่ใจความเปียกชื้นเหนอะหนะที่กระฉ่อนเปรอะเปื้อน
ตั้งแต่ปลายคางจนถึงลำคอขาวงามระหงสักนิด
มือที่กำกระป๋องเบียร์ไว้ทิ้งตัวลงข้างกาย ก่อนที่ริมฝีปากสีสวยจะ
พ่นความดันที่ตีขึ้นมาจากปอดออกมาเป็นลม แล้วปล่อยมือจากกระป๋อง
เบียร์ทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ ให้มันกลิ้งลุ่นๆเกิดเสียงก่อกๆแก่กๆแข่งกับเสียง
เพลงไปตามถนนที่เอียงเอ่
กลิ้งไปอย่างไม่มีวันหยุด จนปะทะเข้ากับอะไรบางอย่างมันถึง
หยุดนิ่งในที่สุด แต่สำหรับคนเมาคงไม่มีทางรู้ เมื่อกลิ่นหอมหวนเชิญชวนที่อยู่
เบื้องหน้านั้นรั้งสติเอาไปจนหมดสิ้น ไม่มีกระใจจะสนใจสิ่งอื่นใด
การเดินทางอันแสนสั้นช่างเป็นอุปสรรค
สำหรับการที่จะได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆของชีวิต
ทำนองที่ขับขาน ส่งจังหวะให้เรียวขาบางยกตัวเองดันขึ้นสู่ขอบ
สะพานสูงเบื้องบน ค่อยๆยืดตัวเอนเอียงไปมาอย่างน่าหวาดเสียว แต่คน
กระทำกลับไม่หวาดหวั่นสักนิด ใบหน้าสวยปลายยิ้มอ่อนๆเหนือมุม
ปากอย่างแน่วแน่
เชิดจมูกเพื่อสูดกลิ่นอายของอิสรภาพที่เย้ายวนลอยเด่นอยู่ตรงหน้า
เป็นครั้งสุดท้าย
ดวงตากลมโตจับจ้องมองผืนนภาที่มืดสนิทราวกับผืนผ้าใบ
นิ่งงัน...ราวกับมองเห็นสิ่งที่ตัวเองปราถนาและรอคอยจะปลด
ปล่อยมานานแสนนาน
อีกนิดเดียว...
แม้ฤดูกาลจะผันเปลี่ยนไปอีกครั้ง หากแต่...
แม่น้ำแห่งกาลเวลาก็จะไม่มีวันไหลย้อนกลับ
หลับตาลง สูดดมกลิ่นอาย สายลม เกลียวคลื่น และเสียงดนตรี
สัมผัสมันด้วยความรู้สึกและหัวใจเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนจะยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง ยิ้มที่แม้แต่จันทราและดวงดาวที่มองมาก็
ต้องออกปากชื่นชม
ยิ้มที่เจ้าตัวหลงลืมมันมาตลอดนับแต่เลือกเส้นทางของดวงดาว
ครั้งสุดท้าย ที่อยากจะยิ้มทั้งตัว...และหัวใจ ได้อย่างไม่รู้สึกผิด
ยิ้มที่จะปลดปล่อยความผิดมหันต์ภายในใจให้หมดไปด้วยการชด
ใช้
ก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อขาบางข้างที่สวมบู๊ท
ขยับตัวไปด้านหน้าให้พ้นจากขอบสะพาน ปล่อยให้แรงโน้มถ่วงของโลกดูด
กลืน พาร่างอันบอบช้ำดิ่งลงสู่เบื้องล่าง สู่น้ำทะเลที่หนาวเหน็บ สู่เกลียวคลื่น
ที่หวีดร้องและทิ่มแทงไม่ต่างจากเศษแก้วแหลมคม
ดำดิ่งลงไปสู่โพ้นทะเลลึกที่ยิ่งใหญ่...ตลอดกาล
TBC
ขอบคุณนะคะ สู้ๆ
#1 By hizhagi (124.121.109.50) on 2008-06-28 00:03