3P

[FIC]...3P...Part 1

posted on 13 Mar 2008 20:34 by jaerad  in 3P
Author: แจแรด

Category: Drama/ Romance / Rape /Angst /

Pairing: YunJae , MicXiah , MinXiah(some moment) , MinDong

Rating: R

Disclaimer: เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง การกระทำหลายๆอย่างอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะผู้เขียนก็ไม่เคยไปสัมผัสมาก่อนเลยไม่ได้รู้ละเอียดขนานนั้น

Warning(s): ฉากเซ็กซ์, ฉากรุนแรง, คำพูดที่รุนแรง, การทำร้ายร่างกาย, การขืนใจ , ยาเสพติด


Author notes: หื่น เครียด แจแรด มาอีกแย้วววววววววว

P.S. อย่าคาดหวังอะไรจากตัวละคร ที่คุณเห็นอาจไม่เป็นอย่างคิด

P.P.S. คำว่า 3P ไม่ได้มีความหมายอย่างที่เข้าใจกันในฟิกชั่นเรื่องนี้









chapter 1


Love Hurts , First love



10 ปีก่อน


อินชอน

เปลือกตาบางค่อยๆเปิดออกอย่างหนักหน่วงเพื่อรับแสงแดดยามเช้าเจิดจ้าภายนอกที่แยงเข้ามาจนม่านตาที่ปิดทับกันอยู่นั้นค่อยๆเปิดออก

"อือ"เสียงเล็กรอดไรออกมาจากริมฝีปากบางที่เปิดออกเพื่อส่งเสียงครางของความเจ็บปวดที่กรุ่นอยู่ภายในออกมาทันทีที่ขยับกาย

ดวงตาเรียวเล็กที่เปิดกว้างและตื่นเต็มตัวแล้วกวาดมองรอบๆห้องราวกับไม่รับรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนทั้งๆที่ภาพตรงหน้านั้นเด่นชัดและแจ่มแจ้งเสียจนอยากจะให้มันเป็นเพียงแค่ฝันเท่านั้น

มือบางยกขึ้นลูบใบหน้าหวานสองสามทีก่อนที่จะยันกายลุกขึ้นมาจากผวยผ้าห่มที่เขาใช้ซุกตัวนอนเมื่อคืนนี้ ก่อนจะลุกขึ้นอย่างทุกลักทุเลเต็มทนเนื่องจากปวดหนึบไปทั่วทั้งร่าง มือบางเกาะเกี่ยวเอาขอบผนังห้องไว้ ก่อนจะยันตัวขึ้นมาจากที่นอนตามความสูงของตัวเองแล้วสูดเอาลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด

"อ๊ะ"เสียงเล็กร้องออกมาเบาๆเมื่อการกระทำนั้นทำให้ช่องท้องด้านในเสียวแปลบขึ้นมาทันที ก่อนจะครางเบาๆในลำคอแล้วพยายามสลัดความเจ็บปวดทิ้งไปเมื่อมองเห็นนาฬิกาที่อยู่บนผนังบอกเวลาเกือบจะหกโมงครึ่งแล้ว


ต้องรีบออกไปแล้ว ...ก่อนจะไม่ทัน

บอกตัวเองได้เท่านั้นก็คว้าเป้สีดำที่ตั้งอยู่พื้นริมผนังห้องขึ้นมาสะพายแล้วเดินออกไปจากห้องนอน พยายามเขย่งปลายเท้าให้เบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้อย่างทุกครั้งแม้มันจะเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะความเจ็บปวดที่แล่นริ้วเข้าจู่โจมร่างอย่างช้าๆเมื่อร่างกายตื่นเต็มที่แล้ว
.
.
.
"ตื่นแล้วเหรอลูก"น้ำเสียงเคล้าเสียงสะอื้นดังขึ้นเมื่อร่างเล็กพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่ตรงปากทางเข้าห้องครัว ที่มองเข้าไปเห็นแผ่นหลังบอบบางของผู้เป็นแม่ยืนหันหลังให้อยู่ที่เคาท์เตอร์

"ครับ"ตอบเสียงเบาราวกับกระซิบ ราวกับกลัวว่าใครจะได้ยิน ทั้งๆที่ความจริงมันเป็นเพราะเจ้าตัวพยายามจะสะกดกลั้นอารมณ์และเสียงสะอื้นไม่ให้หลุดออกมาต่างหาก

"รีบไปเถอะจ้ะ ก่อนที่พ่อเขาจะตื่น เอานี่ไปด้วย แม่...ทำไว้ให้"ผู้เป็นแม่ว่าพลางยัดห่อฟลอย์เข้ากับมือเล็กที่เย็นเฉียบ ก่อนจะละไปจับใบหน้าหวานของลูกชายแล้วลูบเบาๆที่แก้มนุ่มอย่างรักใคร่

"แม่ขอโทษนะจุนซู...แม่...อ๊ะ...ไปได้แล้ว...ไปสิ...แม่รักลูกนะ"ร่างของผู้เป็นแม่สั่นเทาก่อนจะผลักดันลูกชายที่มีสีหน้าเรียบเฉยให้ออกพ้นไปจากตัวบ้าน ก่อนที่คนที่อยู่ข้างบนจะเดินลงมา
.
.
.

"ช้าจัง วันนี้มีสอบด้วยนะ"เสียงทุ้มกล่าวขึ้นเมื่อเห็นร่างเล็กเดินอย่างอ่อนเพลียเข้ามาในบริเวณรั้วบ้านที่ตนนั่งรออยู่ตรงพื้นยกตรงหน้าประตู ก่อนจะส่งเสื้อเครื่องแบบนักเรียนแบบที่ตัวเองใส่อยู่ให้ร่างเล็กที่รับมันไปด้วยมืออันสั่นเทา

"ไหวมั้ย อยาก...นอนพักหรือ..."ร่างสูงถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ห่วงใย

"ไม่เป็นไร...ขอฉันเปลี่ยนเสื้อเปล่าผ้าก่อนแล้วไปกัน"ร่างเล็กส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในบ้าน แล้วตรงไปยังห้องน้ำที่เขาคุ้นเคยเนื่องจากทำอย่างนี้เกือบทุกวันจนเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่ง

เมื่อเข้ามาอยู่ภายในห้องน้ำ ร่างเล็กบรรจงถอดเสื้อผ้าที่ใส่เมื่อคืนออก ใบหน้าหวานก้มลงมองสำรวจร่างของตัวเองหน้ากระจก ก่อนจะเบือนหน้าขึ้นด้านบนเพื่อสกัดกลั้นหยาดน้ำที่กำลังก่อตัวอยู่ที่ดวงตาหวาน ก่อนจะจัดแจงเปลี่ยนชุดนักเรียนที่ร่างสูงหยิบยื่นให้เมื่อกี้ขึ้นมาสวมใส่แล้วเดินออกไปจากห้องทันทีที่แต่งตัวเสร็จ



มัธยมแทซอง

"ปาร์คยูชอน!!! ว่าไง ไอ้งี่เง่า วันนี้แกอาบน้ำมาโรงเรียนรึเปล่าวะ"เสียงเหยียดหยามดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศคึกคักแสนวุ่นวายยามเช้าบริเวณตู้ล็อกเกอร์ที่ขวักไขว่

"ฮ่าๆๆ ดูไอ้ขี้ยานี่ดิพวกเรา ตัวมันโคตรเหม็นเลยว่ะ ไอ้ขี้ยา แกมาโรงเรียนทำไม ไปอยู่ตามตรอกโน่นไป"เด็กผู้ชายสองสามคนกำลังผลักเด็กร่างโปร่งในชุดเสื้อคลุมสีเหลืองที่ถูกจับฮู้ดปิดหน้าปิดตาแล้วผลักไปมาราวกับไม่มีชีวิตโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่หืออือใดๆ

"ฮ่าๆๆ!!! ไอ้งี่เง่า"

" แกมานี่ไอ้ยูชอน นี่มานี่ เข้าไป เข้าไปอยู่ในนั้น อย่าออกมานะ พวกฉันเหม็นขี้หน้าแกว่ะ เห็นแล้วรกตาจริงๆ"มือหนาจับกระชากร่างนั้นที่ดูจะไม่มีการดิ้นรนขัดขืนแต่อย่างไร แล้วชกที่ใบหน้าสองสามครั้งก่อนจะโยนเข้าไปตรงช่องที่เป็นที่ทิ้งขยะ ก่อนจะพยายามใช้เท้าดันเข้าไปไม่ให้ร่างนั้นดิ้นหลุดออกมาได้

"ไป พวกเรา ปล่อยไอ้ขี้ยาไว้นี่แหละ ฮ่าฮ่าฮ่า เหมาะกับมันดีแล้ว ไม่รู้มันจะมาเรียนทำไม กลับไปขายยาโน่นไป ไอ้สถุล!!!!"เจ้าของใบหน้าน่าเกลียดตะโกนด่า ก่อนจะพากันเดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจ เช่นเดียวกับทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นที่ดูจะไม่ใส่ใจเช่นกัน

ภาพเจนตาที่ให้ได้ทุกเช้า และทุกครั้งที่คนไม่มีทางสู้จะโดนแกล้งอย่างกับหมูกับหมาราวกับไม่ใช่คน แต่กระนั้นก็ไม่มีใครอยากจะใส่ใจห้ามปรามหรือเข้าไปช่วย ถึงจะคิดว่าการกระทำเหล่านั้นมันน่ารังเกียจเพียงใดก็ตาม

"อุก..."ร่างบางที่ยืนมองการกระทำเหล่านั้นอยู่ตรงตู้ล็อกเกอร์ของเขากับเพื่อนๆยกมือขึ้นปิดปากราวกับอยากจะอาเจียนขึ้นมา

"เป็นไรไหมจุนซู"เสียงของชางมินถามขึ้นอย่างห่วงใยเมื่อเห็นเพื่อนรักทำสีหน้าท่าทางพะอืดพะอม กับภาพความรุนแรงตรงหน้า

รู้เต็มอกว่าร่างเล็กเกลียดความรุนแรงเพียงใด ทุกวันที่ต้องอาศัยมาเปลี่ยนชุดนักเรียนที่บ้านของเขาตอนเช้าก็เพราะจะหลีกหนีความรุนแรงที่โดนกระทำอยู่ทุกค่ำคืนโดยที่ไม่มีทางขัดขืนหรือต่อสู้ เพราะอีกฝ่ายคือพ่อแท้ๆของตน จึงได้แต่ทนกล้ำกลืนให้ร่างของตัวเองเป็นที่ระบายความรุนแรงอยู่ทุกวันจนร่างเล็กที่แสนบอบบางบอบช้ำนั้นทนแทบไม่ไหว

แต่กระนั้นร่างเล็กก็ไม่เคยปริปากบอกใคร ตัวเขารู้ได้เองจากการเฝ้าสังเกตและก็คอยช่วยเหลือเท่าที่ร่างเล็กต้องการเท่านั้น ไม่อาจจะทำอะไรได้มากว่านี้ทั้งๆที่อยากจะทำ แต่เพราะจุนซูไม่เคยเอ่ยปาก เขาจึงไม่กล้า ด้วยรู้ว่าจุนซูคงไม่อยากให้ใครรู้

"อือ...ไม่เป็นไร"ร่างเล็กครางเบาๆพลางส่ายหน้าให้กับร่างสูงที่ส่งสายตาห่วงใยมาให้

"เมื่อไหร่หมอนั่นจะไปจากที่นี่สักทีนะ จะทนให้เขาแกล้งอยู่ทำไมกัน ในเมื่อก็ไม่ได้ใส่ใจจะเรียนเท่าไหร่อยู่แล้ว"เสียงของทงเฮเพื่อนอีกคนในกลุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนจะปิดตู้ล็อกเกอร์ของตน แล้วหันมามองเพื่อนทั้งสอง

"เขาอายุสิบห้า เหมือนๆพวกเรา นายคิดว่าเขาจะออกไปทำอะไรถ้าไม่มาโรงเรียนทงเฮ"ชางมินถามคนตัวเล็ก

"ฉันรู้ แต่ว่าเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจจะเรียน ก็แค่...เอาเหอะ เข้าเรียนกันเหอะกระดิ่งดังสองรอบแล้ว"ร่างบางตัดบทลงจะได้ไม่ต้องเถียงกัน

"มานี่ไอ้เด็กเวร!!! ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่านี่มันโรงเรียน ไม่ใช่ตรอกเน่าๆที่แกอยู่ แกนี่มันช่างเฟะฟะซะจริงๆ แล้วเสื้อเน่าๆนี่มันเครื่องแบบของโรงเรียนรึไง ถอดออกซะ ตามฉันไปห้องพักครูเดี๋ยวนี้"เสียงเหี้ยมของครูพละดังขึ้นเรียกให้ร่างทั้งสามที่กำลังจะเดินเข้าห้องเรียนหันมามองอีกครั้ง

เด็กชายร่างโปร่งถูกมือหนากระชากออกมาจากช่องขยะด้วยท่าทางรังเกียจก่อนจะหิ้วปีกเขาไปตามทางเดินที่ตรงสู่ห้องพักครู

"มองอะไรกัน!!! ออดดังสองรอบแล้ว เข้าห้องไปสิ"สิ้นเสียงตวาดนักเรียนก็ต่างเร่งรีบเข้าห้องของตัวเองเป็นการใหญ่

"อึก..พวกนายไปก่อนเถอะ....ฉันขอแวะห้องน้ำก่อน"ร่างเล็กที่ยังคงเอามือปิดปากเอาไว้ผละออกจากเพื่อนทั้งสองไปทางห้องน้ำทันที

"แต่ว่า..."

"ไปเหอะชางมิน เขาไม่เป็นไรหรอก เขาก็บอกแล้ว เดี๋ยวเขาก็ตามเข้ามาเอง"ทงเฮว่าพลางลากชางมินเข้าไปในห้อง ไม่ใช่ว่าไม่ห่วงใยจุนซู เพราะจุนซูก็คือเพื่อนของเขาเหมือนกัน แต่ท่าทางห่วงใยและอ่อนโยนจนออกนอกหน้าของชางมินที่มีต่อจุนซูทำเอาเขาแอบจะน้อยใจไม่ได้

ชางมินที่ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านั้นเพราะว่าจุนซูก็แค่พยักหน้าให้เขาเพื่อจะบอกเขาว่าไม่เป็นไร เขาจึงได้แต่เดินตามทงเฮเข้าไปในห้องเรียนด้วยหัวใจที่กังวลและสับสน
.
.
.

ร่างเล็กผลักประตูห้องน้ำห้องสุดท้ายเข้าไปอย่างรวดเร็วก่อนจะโก่งคออ๊วกเอาของเก่าที่มีอยู่น้อยนิดในกระเพาะตั้งแต่มื้อกลางวันของเมื่อวานออกมาจนหมดด้วยความทรมาน

ลำคอแสบร้อนไปหมด ดวงตาพล่ามัวและรู้สึกมึนงงราวกับว่าโลกมันกำลังหมุน ร่างกายที่แสนบอบช้ำกำลังประท้วงอย่างทรมาน ความเจ็บปวดแล่นริ้วตุบตับไปทั้งร่าง แต่ไม่อาจจะทำอะไรได้นอกจากจะแปรเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นออกมาเป็นน้ำตาอย่างห้ามไม่อยู่

มือเล็กเอื้อมไปกดปุ่มชักโครกเพื่อชำระของเสียลงไป ก่อนจะยันกายขึ้นด้วยการพยุงตัวกับผนังห้องน้ำคับแคบ แล้วปิดฝาชักโครกก่อนจะปืนขึ้นไปนั่งกอดเข่า ซบหน้าหวานที่เอ่อนองไปด้วยหยาดน้ำแล้วสะอึกสะอื้นอย่างสุดจะทน

ทำไม
.
.
.
เมื่อไหร่ฝันร้ายเหล่านี้จะจบสิ้นเสียที
เมื่อไหร่ที่ทุกอย่างจะเลือนหายไป
เมื่อไหร่ที่คนคนนั้นถึงจะหยุดทำร้ายเขา
เมื่อไหร่?
.
.
.
หรือต้องรอให้ร่างกายเขาแตกสลายไปเสียก่อน
หรือต้องรอให้เขาทนไม่ไหวไปเสียก่อน
ทำไม
เมื่อไหร่จะหยุด
.

.
.
ร่างเล็กนั่งร้องไห้ในห้องน้ำว่างเปล่าเพราะทุกคนกำลังอยู่ในห้องเรียนอยู่ครู่ใหญ่ หยาดน้ำตาที่หลั่งออกมาดูเหมือนจะไม่แห้งหายไปง่ายๆเลย เช่นเดียวกับความเจ็บปวดที่ยังดิ้นทุรนทุรายอยู่ภายในร่างอย่างไม่รู้ว่าจะสงบเมื่อไหร่

สงสัยว่าเขาคงจะต้องไปห้องพยาบาลเพื่อขอยาแก้ปวดสักสองสามเม็ดมากินเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงจะไม่มีแรงจะเรียนแน่ๆในวันนี้

แล้วชางมินกับทงเฮก็จะต้องสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่

เขาเสี่ยงให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้

ไม่ได้เด็ดขาด

เขารู้สึกขอบคุณที่พ่อของเขายังรู้จักยั้งมือไม่ได้ซ้อมเขาที่ใบหน้าด้วย ไม่อยากงั้นเขาคงจะต้องโดนคนทั้งโรงเรียนจ้องมองราวกับเป็นตัวประหลาดแน่ๆ แล้วอาจจะถูกแกล้งเอาแบบเด็กพวกนั้นก็เป็นได้

ร่างเล็กค่อยๆขยับตัวเพื่อที่จะพาร่างของตัวเองไปห้องพยาบาลเพื่อขอยาสักสองสามเม็ด แล้วก็จะเข้าไปเรียนเพราะว่าเขาโดดออกมาก็น่าจะเกือบสองคาบแล้ว

"เร็ว เข้ามาเร็ว ไม่มีใครอยู่จะในนี้หรอก"เสียงของใครคนหนึ่งที่ร้อนรนดังขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างเล็กหยุดชะงัก ก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดปากกั้นลมหายใจของตัวเองในห้องน้ำเงียบสงบที่ผู้เข้ามาใหม่อาจจะรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ได้

ไม่ได้กลัวว่าจะเป็นการขัดจังหวะอะไรบางอย่างของใคร หากแต่ไม่อยากให้ใครเห็นสภาพของตัวเองในตอนนี้ต่างหาก

"แน่ใจนะ"เสียงอีกเสียงถามขึ้น บ่งบอกให้ร่างเล็กรู้ว่าผู้มาใหม่ไม่ได้มีคนเดียว

"เอ่อน่า เขาเข้าเรียนกันหมดแล้ว มาเหอะ เอาออกมาสักที ฉันอยากจะแย่แล้ว"เสียงแหบพร่าของอีกคนเอ่ยอย่างร้อนรน

"ใจเย็นดิเอ็ง ของอย่างงี้มันต้องระวังให้แน่ใจ ของนี่หายากจะตาย เดี๋ยวไอ้อาจารย์ทงเชนั่นมาริบไปจะซวย เผลอๆจะโดดดีเข้าให้ด้วย ว่าแต่เงินละ"อีกคนตอบกลับ ก่อนที่ร่างเล็กจะได้ยินเสียงเหมือนเปิดกล่องอะไรสักอย่าง มือเล็กๆที่ใช้ปิดปากอยู่เมื่อครู่ค่อยแง้มประตูเปิดออกอย่างแผ่วเบาอยากรู้ว่าภายนอกเกิดอะไรขึ้น

"เอ่อๆๆๆ เอ้านี่ !! กูอุตส่าห์แอบเอาเงินค่าเรียนพิเศษมาซื้อเชียวนะมึง "ร่างของชายหนุ่มที่ร่างเล็กจำได้ว่าเป็นรุ่นพี่ปีสุดท้ายส่งเงินในมือให้อีกฝ่ายก่อนจะถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น ในขณะที่รุ่นพี่อีกคนหยิบหลอดแก้วสีใสที่ข้างในบรรจุอะไรสักอย่างสีฟ้าใสขึ้นมา ก่อนจะส่งมันอย่างเก้ๆกังๆให้คนตรงหน้า

"ปื้ดเดียวนะมึง เดี๋ยวแมร่งเพ้อไม่รู้เรื่องจะซวยเอา บอกแล้วว่าให้รอตอนเย็นก่อนก็ไม่ยอม"

"เออน่า ตอนนี้แหละ กูเรียนไม่รู้เรื่อง แม่งเดี๋ยวจะมีสอบย่อยกูทำไม่ได้แน่ถ้าไม่มีมัน สุดยอดเลยใช่มะอันนี้น่ะ"

"เออดิ ของดีมาก อย่างกับขึ้นสวรรค์แน่ะมึง รับรองต่อให้มึงทุกข์ใจแค่ไหนมึงจะลืมไปหมด เชื่อกู"

"มึงไปเอามาจากไหนวะ"ร่างสูงว่าก่อนจะยกขวดหลอดแก้วขึ้นจ่อจมูกแล้วสูดเบาๆให้ผงสีฟ้านั้นล่องเข้าไปในโพรงจมูก ก่อนจะดันขวดแก้วออกแล้วซื้ดจมูกสองสามทีก่อนจะยิ้มออกมา

"มึงเอามะ"

"ไม่อะ กูว่าจะลองตอนเย็นทีเดียว เป็นไงมั่งวะ"

"อือ ก็เหมือนๆทุกอันนั่นแหละ แต่อันนี้นุ่มกว่าเยอะ ซี้ด อ่า รู้สึกดีจังว่ะ"

"เออ ดีแล้ว เพราะคุณสมบัติของมันก็คือนี่แหละ ทำให้มึงเหมือนอยู่ในสวรรค์"

"แล้วมึงไปหามาจากไหนวะเนี่ย"เสียงคนถามเพ้อๆ

"ผับแถวๆฐานทัพพวกไอ้กันตรงถนนอีแทวอนน่ะ พวกเนี้ยไม่ได้ผลิตในเกาหลีหรอก พวกไอ้กันมันเอาเข้ามา มันถึงแพงนักไง แต่ว่าหาไม่ยาก แค่เดินไปตามแหล่งนั่นก็แทบจะมีคนมาเสนอให้แล้ว แถวนั้นน่ะเจ๋ง อ๊ะ!!! กูได้ยินเสียงคนเดิน ไปเหอะมึงเดี๋ยวจะซวยเอา"ว่าแล้วทั้งสองคนก็ผลุนผันออกจากห้องน้ำไปทันที

ร่างเล็กถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะนั่งพิงผนังพลางทำสีหน้าครุ่นคิด




ถนนอีแทวอน

ร่างเล็กเดินเบียดเสียดกับฝูงชนมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มีหลากหลายเชื้อชาติและสีผิวที่ต่างก็เริ่มออกมาสัมผัสกับแสงสียามค่ำคืนที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ผิดกับคนตัวเล็กที่มีแววตื่นตระหนกฉายอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา แต่กระนั้นก็ยังเยื้องย่างพาตัวเองเข้ามาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและน่ากลัวสำหรับตน

แต่ว่าซุ่มเสียงและสีหน้าของรุ่นพี่ในห้องน้ำเมื่อเช้าก็ทำเอาเขาไม่อาจจะสะบัดภาพนั้นไปจากหัวได้

สิ่งที่พวกนั้นใช้ สิ่งที่พวกนั้นสัมผัส ราวกับมันเป็นสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน มันทำให้เขาอยากจะสัมผัสและลิ้มลองบ้าง เผื่อว่าความเจ็บปวดทั้งกายและใจที่เขาผจญอยู่ทุกวันมันจะเลือนหายไป แม้แค่ช่วงเวลาสั้นๆก็ตามเขาก็ยังอยากจะสัมผัสมัน

สักครั้งที่จะไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวจนแทบจะแตกสลาย

สักครั้งที่สมองจะว่างเปล่าจนไม่ต้องจดจำภาพความรุนแรง

ภาพของท่อนเนื้อแข็งแกร่งที่ฟาดฟันเข้าใส่ร่างของเขาราวกับไม่มีความรู้สึก

สัมผัสปวดร้าวที่ถูกโบยกระหน่ำตามร่างกายจนแทบจะแตกละเอียดคามือไปซะ.... แต่ก็ไม่

ภาพน้ำตาของแม่ยามร่ำไห้ร้องขอความเห็นใจต่อคนใจสัตว์ที่มันทำร้ายเขา

รสชาติฝาดของเลือดที่คละคุ้งอยู่ทั่วโพรงจมูกอย่างน่าสะอิดสะเอียน

เขานึกโกรธตัวเองที่ไม่ตายๆไปเสีย ทำไมร่างกายบ้าๆนี่ยังคงทนพิษความเจ็บปวดเจียนตายนั่นได้นะ


"มองหาอะไรอยู่รึเปล่า"เสียงทุ้มดังขึ้นข้างตัวเขา ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัวหันไปตามเสียงก่อนจะพบเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาของใครคนหนึ่งที่แววตานั่นช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน ราวกับว่าเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

"ว่าไง นายมองหาอะไรอยู่รึเปล่า ถามได้นะ ฉันอาจจะช่วยได้ นายเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกสินะ"ร่างสูงถามขึ้นก่อนเหยียดยิ้มมุมปาก เหยื่อหน้าหวานเพิ่งจะเดินล่องลอยเข้ามาในตรอกที่เขาคุมอยู่ หน้าตาจิ้มลิ้มบ่งบอกได้ว่าไม่เคยย่างกรายเข้ามาที่นี่มาก่อนเป็นแน่

"คือ...เออ..ฉัน...ฉัน...ไม่มีอะไร"ร่างเล็กว่าเสียงสั่น แม้คนตรงหน้าจะหน้าตาและท่าทางดีแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี อยู่ๆก็รู้สึกกลัวขึ้นมา แผนการในหัวก็พลันมลายหายไป ก่อนจะขยับตัวเพื่อเดินเลี่ยงออกไปแต่กลับถูกรั้งเอาไว้ด้วยแขนแกร่ง

"เดี๋ยวสิ มานี่สิ แล้วนายจะชอบ"ร่างสูงว่าก่อนจะดึงรั้งร่างที่สั่นเทาเอาไว้ ให้เดินตามตัวเองไป นานๆจะมีหน้าตาดีๆอย่างนี้หลงมาซักที คงจะปล่อยให้กลับไปง่ายๆไม่ได้แล้ว

"เดี๋ยว...นาย...ปล่อยนะ!!"ร่างเล็กพยายามขืนตัว แต่ด้วยร่างกายที่บอบช้ำจากการทุบตีอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทำให้ไม่อาจมีแรงจะขัดขืนได้มากนัก

ร่างบางถูกพาเข้ามาภายในผับสองชั้นเล็กๆสุดตรอก ก่อนจะถูกพาออกไปทางหลังร้านแล้วเดินไปอีกสักพักก็ถึงห้องแถวสองชั้นที่ดูรกร้างราวกับไม่มีคนอยู่ ก่อนจะถูกพาตัวเข้าไปด้านในด้วยหัวใจที่หมดแรงต่อต้าน

คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่แล้ว

มันเป็นกรรมของเขา หากจะต้องโดนคนคนนี้ทำร้าย เขาก็คงจะไม่อาจต่อสู้หรือดิ้นรนหนีไปได้

และถึงอย่างนั้นก็คงไม่ทำ

ความศรัทธาในการมีชีวิตอยู่ดูจะมืดมนสำหรับเขาเสียเหลือเกิน

"คยู เอาไอ้นั่นมาให้หน่อยซิ"ร่างสูงว่าเมื่อพาร่างเล็กเข้าไปภายในห้องที่มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมของห้อง

ร่างเล็กกวาดตามองไปรอบๆอย่างไม่ใส่ใจแล้วก็พบว่า คนเหล่านั้นเองก็ไม่ได้ใส่ใจเขาเท่าไหร่
บรรยากาศสลัวๆกับเสียงเพลงหลอนๆดูจะทำให้คนเหล่านั้นล่องลอยอยู่ในโลกของตัวเองโลกที่เขาและก็ใครก็เข้าไปไม่ได้หากเจ้าตัวไม่เชิญ

"ใครน่ะพี่ริกกี้"ชายหนุ่มร่างบางที่เจ้าตัวถูกเรียกว่าคยูเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสองก่อนจะส่งของบางอย่างให้กับร่างสูง

"ฉันเจอแถวนี้น่ะ ท่าทางจะหลงทาง ใช่มะนายน่ะ"ร่างสูงว่าก่อนจะไล้มือไปที่พวงแก้มหวานที่เจ้าของเบือนหน้าหนีสัมผัสนั้นอย่างไม่ปิดบัง

"อ่า อย่าเล่นตัวนักเลยน่า นายน่ะเป็นผู้ชายไม่ใช่รึไงกัน ฉันรู้นะว่านายมาเดินหาอะไร อยากจะลืมปัญหาละสิท่า นี่น่ะมันช่วยได้นะ"ร่างสูงว่าก่อนจะยกหลอดแก้วในมือจ่อไปที่ใบหน้าของร่างบาง

ร่างบางไม่ได้ตอบอะไร แต่ดวงตาเรียวเล็กกลับจ้องมองของนั่นด้วยแววตาสั่นระริกหวั่นไหว

"ฉันไม่มีเงิน"ร่างเล็กเปิดปากพูดออกมาในที่สุดหลังจากจดจ้องมันอยู่นาน

"ครั้งแรก ฉันไม่เอาเงินนายหรอก แต่..."ร่างสูงว่า ก่อนจะดันร่างของคนตัวเล็กไปจนมุมห้องแล้วเท้าแขนยันผนังเพื่อตรึงร่างนั้นเอาไว้ในความควบคุม ก่อนจะก้มลงสูดความหอมออกจากเส้นผมนุ่ม

"นะ..นายจะทำอะไรน่ะ."ร่างเล็กว่าก่อนจะดันร่างสูงให้ออกไปพ้นตัวเขา ความตึงเครียดแล่นเข้าสู่สมอง ทั้งๆที่รู้ตั้งแต่ก่อนจะมาแถวนี้แล้วว่าตัวเองไม่มีเงิน ถ้าอยากจะได้ของอาจจะต้องมีการแลกเปลี่ยน แต่ไม่คิดว่าหมอนี่ต้องการร่างกายของเขาเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนแทน

"มาแล้วเหรอมิกกี้ หายหัวไปไหนมา อย่าบอกนะว่าโดนไอ้พวกที่โรงเรียนแกล้งเอาอีก"ร่างสูงละสายตาจากร่างเล็กที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่หันมาถามน้องชายที่เพิ่งจะเดินเข้ามาในห้อง

แต่คนที่ถูกถามกลับไม่ได้ตอบอะไร แค่ก้มหน้านิ่งจ้องมองรองเท้าของตัวเอง ก่อนจะสอดสองมือลงไปในกระเป๋าอย่างไม่รู้ไม่ชี้

“ฉันบอกนายแล้วว่าให้ออกซักทีไอ้โรงเรียนบ้านั่นน่ะ กลับไปอเมริกาซะก็หมดเรื่อง”ร่างสูงที่เมื่อครู่ความสนใจยังจับจ้องไปที่ร่างเล็กเบือนหน้ามาทางน้องชายก่อนจะส่ายหัวอย่างระอา

เขาไม่ชอบใจที่น้องชายไม่ยอมกลับไปอยู่กับพ่อที่อเมริกา กลับดิ้นรนที่จะอยู่ที่นี่แล้วเข้าเรียนในโรงเรียนที่นี่ ที่ที่รังเกียจและรังแกเด็กลูกครึ่งอย่างพวกเขา

“ช่างเหอะน่า แล้วเลิกเรียกชื่อนั่นได้แล้ว ”ยูชอนว่าเบาๆ แม้จะรำคาญใจที่พี่ชายเอาแต่บ่นว่า แต่ก็ไม่อาจจะปฎิเสธได้ว่าพี่เขาเป็นคนเดียวที่ดูจะใส่ใจและห่วงใยเขามากที่สุด

ยูชอนทำท่าจะเดินเลี่ยงไปเพราะไม่อยากต่อความกับพี่ชาย แต่ก็ต้องหยุดขาที่จะก้าวลงแล้วจับจ้องร่างที่ยืนอยู่ข้างพี่ชายด้วยดวงตาเบิกโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าคนตรงหน้าจะมาทำอะไรในสถานที่แห่งนี้

คิมจุนซู

เด็กเรียนอันดับต้นๆของโรงเรียน
เด็กที่เรียบร้อยและสุภาพ ไม่เคยเห็นคนคนนี้ส่งเสียงหัวเราะหรือยินดีไปกับคนเหล่านั้นที่แกล้งเขาเลย อันที่จริงไม่เคยเห็นคนคนนี้ยิ้มเลยต่างหาก
เด็กที่มีใบหน้าหวานอย่างกับเด็กผู้หญิง
เด็กที่ไม่มีทางจะมองเขาแม้เสี้ยวเดียวแม้จะเดินสวนกัน กระทั่งเขานั่งเรียนอยู่ด้านหลังร่างเล็กก็ดูราวกับว่าร่างเล็กไม่เคยเห็นเขาอยู่ที่นั่นเลย
ไม่มีตัวตน

แล้วก็จริง ในขณะที่เขาจ้องใบหน้าหวานนั่นอย่างตกใจ แต่จุนซูกลับไม่มีทีท่าว่าจะจำเขาได้เลยว่าพวกเราเป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน
ว่าพวกเราอยู่ห้องเดียวกัน


“เดี๋ยว!!”ริกกี้ที่สังเกตเห็นสีหน้าของน้องชายเรียกเขาที่กำลังจะเดินหนีไปไว้ ก่อนจะหันมามองร่างเล็กที่เขาทิ้งให้ยืนสั่นอยู่คนเดียว

“ฉันจะให้ไอ้นี่กับนาย ถ้านายยอมมีอะไรกับน้องชายฉัน แลกกันว่าไงตกลงไหม”ร่างสูงถามคนตรงหน้า มือข้างหนึ่งยังยันผนังไว้กั้นไม่ให้ร่างเล็กหนีไปไหน

“หา!! พี่พูดบ้าอะไร”ยูชอนถามอย่างตกใจ ผิดกับคนตัวเล็กที่แม้ร่างทั้งร่างจะสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด แต่แววตาที่จ้องมองขวดหลอดแก้วนั้นกลับว่างเปล่าและล่องลอย ก่อนที่ริมฝีปากสวยจะเอ่ยออกมาราวกับกระซิบ

“ได้ แค่ขอมันให้ฉัน”ร่างเล็กว่าพลางยื่นมือไปคว้าขวดนั่นมาไว้กับตัว ก่อนจะค่อยๆเปิดฝาจุกออกแล้วจ่อมันที่จมูก ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองริกกี้ราวกับจะถามว่าเขาใช้มันถูกต้องใช่ไหม

“สูดเบาๆนะ”ร่างสูงว่าด้วยน้ำเสียงหยอกล้อขณะที่ร่างเล็กสูดสารสีฟ้าเข้าไปจนเต็มที่

“โว้วๆๆ เพลาๆหน่อย นี่มันแพงนะ แล้วนี่เดี๋ยวก็เมาไม่รู้เรื่องหรอก”ริกกี้ว่าก่อนจะเอื้อมมือไปยึดขวดแก้วนั่นมาไว้ในมือ แล้วผลักร่างเล็กที่ทำหน้าตาเคลิ้มฝันเข้าไปที่ร่างของน้องชายที่ยืนมองอยู่อย่างไม่เชื่อสายตา

“เอ้า จัดการซะ อย่าให้ฉันด่านายว่าโง่ได้ล่ะมิกกี้”ร่างสูงยกยิ้มก่อนจะรั้งใบหน้าของคยูที่ยืนอยู่ข้างๆมาจูบแล้วเดินหายไปตรงกลางห้องเพื่อร่วมสนุกไปกับเพื่อนๆ

“มานี่สิ”ร่างสูงจูงมือของร่างเล็กเข้าไปในห้องว่างอย่างประหม่า ตัวเขาไม่คุ้นเคยกับการสัมผัสใครสักเท่าไหร่ เพราะว่าเขาไม่เคยมีเพื่อนหรืออะไร แม้กระทั่งคนที่จะไม่เกลียดเขาก็ไม่มี

“ห้ามจูบนะ”ร่างเล็กว่าเมื่อเข้าไปถึงในห้อง แม้หัวสมองจะขาวโพลนราวกับล่องลอย แต่กระนั้นคำพูดที่ตัวเองไม่คาดคิดก็ยังหลุดออกมาจากปาก โดยที่เจ้าตัวเองก็เหมือนไม่รู้ว่าพูดอะไร ก่อนจะที่ถอดชุดนักเรียนออกกองไว้กับพื้น

ร่างเปลือยเปล่าที่ขาวนวล แต่กลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและรอยแผลเป็นจากการโดนทำร้ายปรากกฎอยู่ทั่วทั้งร่างนั้นกำลังปีนขึ้นไปบนเตียงเปล่าที่ไม่มีกระทั่งหมอนหรืออะไรอยู่บนนั้นเลย ก่อนจะหันกลับมามองคนที่ยืนเงอะงะอยู่ตรงกลางห้อง

“นาย จะมาไหม”ปากสวยแย้มยิ้มอย่างมีความสุข ราวกับสลัดภาพความเจ็บปวดและการทารุณกรรมออกไปจนหมด

รอมยิ้มที่แม้เจ้าตัวเองก็อาจจะไม่เคยเห็นกำลังแย้มยิ้มให้กับคนที่ไม่เคยมีตัวตนในสังคม คนที่โดนปฎิเสธและรังเกียจอยู่ตลอดเวลา รอยยิ้มที่รั้งความถูกผิดในใจ ไปจนหมด ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาร่างนั้นแล้วโน้มกายเข้าหา ก่อนจะกดริมฝีปากเข้ากับซอกคอขาวที่เย้ายวนอย่างตะกละตะกลามเพราะไม่เคยจนคนโดนสัมผัสต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บ

“เบาๆหน่อยสิ”ร่างเล็กว่า ก่อนจะดันร่างสูงให้พ้นตัว

“ถอดเสื้อออกก่อนสิ”เสียงพูดแผ่วเบากระตุ้นความต้องการของเด็กชายที่กำลังเข้าสู่วัยหนุ่มให้เตลิด ก่อนจะถอดเสื้อฮู้ดสีเหลืองเทอะทะที่ใส่ปกปิดร่างเอาไว้ตลอดทิ้งไป พร้อมกับถอดเสื้อนักเรียนทิ้งไปอย่างลวกๆ

“ซะ...ฉันไม่เคยนะ”เสียงแหบพร่าของร่างเล็กเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ดวงตาเรียวเล็กจับจ้องไปยังร่างเปลือยเปล่าของอีกฝ่าย ก่อนจะไล้มือไปตามแผงอกแกร่งที่มีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านกลางลำตัวราวกับเป็นลวดลายประจำตัว

“เจ็บไหม”ร่างเล็กเอ่ยถามเบาๆ มือเล็กยังคงลูบคลำอยู่ที่แผงอกและรอยแผลเป็นนั่น

“อือ...อ่า....ไม่...ไม่เจ็บ”ร่างสูงตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระเส่า ก่อนจะก้มลงจูบซอกคอขาวอีกครั้ง ไล้พรมจูบร้อนเฉอะแฉะไปทั่วร่างเบาๆตามรอยฟกช้ำนั่น ก่อนจะลากลิ้นร้อนลงมาถึงแก่นกายที่กำลังสั่นไหวระริกอยู่เบื้องล่าง แล้วใช้ปากเข้าครอบคลุมอย่างงุ่มง่าม แต่กระนั้นก็เรียกเสียงครางจากร่างเล็กจนดังกระเส่าไปทั่วห้อง


“อ๊ะ...ดะ..เดี๋ยว”ร่างเล็กประท้วงก่อนจะดึงรั้งใบหน้าหล่อเข้ามากดจูบลงไปที่ริมฝีปากร้อน สร้างความแปลกใจให้ร่างสูงที่ไม่คิดว่าคนน่ารักอย่างคิมจุนซูจะอยากจูบเขาทั้งๆที่ห้ามไว้ ว่าคิมจุนซูจะยอมเป็นของเขา ปาร์คยูชอน คนไม่มีตัวตน คนที่น่ารังเกียจ

“เจ็บ...ไหม..”ร่างสูงถามเสียงกระเส่าในขณะที่พยายามจะดันกานเข้าไปในร่างเล็กที่เขากอดอยู่

“อื้อ..เจ็บ..อ๊า...”

บทรักร้อนแรงครั้งแรกของทั้งคู่ผ่านไปอย่างทุลักทุเล แต่กระนั้นมันก็เติมเต็มความอบอุ่นในหัวใจของคนทั้งสองได้อย่างไม่คาดคิด ก่อนที่ร่างสูงจะถอนตัวออกแล้วนอนกอดร่างเล็กเอาไว้อย่างทะนุถนอมราวกับตุ๊กตาแก้ว พลางจ้องมองดวงหน้าที่หลับพริ้มนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเป็นสุขใจและประหลาดใจ ใครกันที่ทำร้ายร่างเล็กจนบอบช้ำถึงขนาดต้องดิ้นรนมาพึ่งยาเพื่อต้องการจะลืมมัน ถึงขนาดที่ต้องยอมแลกร่างกายตัวเองให้คนอย่างเขาได้กกกอดเพียงเพื่อจะได้รับยานั่น


“มิกกี้ หนีเร็ว ตำรวจมา เร็วเข้า”เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายปลุกร่างสองร่างที่นอนกอดก่ายกันอยู่ให้ลุกขึ้นพรวดพราดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“ใส่เสื้อเร็ว”ร่างสูงบอกคนบนเตียงที่ยังมีทีท่าว่าจะยังไม่ตื่นเต็มที่

“จุนซู เร็ว ใส่เสื้อผ้าแล้วหนีไปเร็ว ตำรวจมา นายจะเดือดร้อน”ยูชอนว่าพลางหยิบเสื้อนักเรียนมาสวมให้ร่างเล็กที่ทำสีหน้าแหยเกเนื่องจากขยับเร็วไป แต่กระนั้นก็ให้ความร่วมมือกับร่างสูงที่ช่วยแต่งตัวให้ตน ก่อนที่มือหนาจะลากร่างของเขาออกมาทางด้านหลังบ้าน

“ปีนขึ้นไปได้ไหม มันเป็นด้านหลังของร้านสะดวกซื้อน่ะ เข้าไปอยู่ในร้านนั่นสักพัก ซื้ออะไรสักอย่างแล้วนายค่อยกลับบ้านไปนะ”ร่างสูงว่าพลางพยายามดันร่างของคนตัวเล็กให้ปีนขึ้นไปบนกำแพง

“เดี๋ยว”ร่างเล็กเรียกร่างสูงที่กำลังจะผละออกไปจากเขา

“ว่าไง”สีหน้าที่มองไปรอบๆร้อนรน แต่เมื่อหันมาสบตากับดวงตาของอีกคนความอบอุ่นอย่างแปลกประหลาดก็ก่อซ่านขึ้นทั่วร่างจนใบหน้าของจุนซูผ่าวร้อนไปหมด

“เราจะเจอกันไหม เราจะเจอกันอีกไหม”ร่างเล็กเอ่ยถาม

“ฉันเจอนายอยู่ทุกวันจุนซู เจออยู่ตลอด ฉันอยู่ข้างหลังนายตลอดแต่ว่านายไม่เคยเห็นฉัน ไปเถอะเร็วเข้า ฉันไม่อยากให้นายเดือดร้อน”ร่างสูงเข่นยิ้มออกมาอยากเจ็บจี๊ดไปที่ขั้วหัวใจ

ไม่เคยอยู่ในสายตาของนายเลยสินะ

“หมายความว่าไงฉัน..”

“ไปได้แล้ว ไปสิ ไป”ร่างสูงตวาดก่อนจะวิ่งไปอีกทางปล่อยให้คนร่างเล็กกระโดดลงไปอีกด้านของกำแพง





จุนซูเดินวนเวียนอยู่ในร้านสะดวกซื้ออยู่ครู่ใหญ่ตามที่ร่างสูงบอก ก่อนจะเลือกซื้อของชิ้นเล็กๆแล้วเดินออกจากร้านตรงไปที่บ้านด้วยหัวใจที่ชุ่มฉ่ำ อย่างบอกไม่ถูก



“กลับมาแล้วรึไง หายหัวไปไหนมาครึ่งค่อนคืน แกมีหน้าที่ต้องเรียนทำไมเหลวไหลอย่างนี้!!!”เมื่อเปิดประตูบ้านเข้ามาใบหน้าที่ยังพราวไปด้วยรอยยิ้มก็ต้องเจื่อนลงเมื่อมองเห็นเค้าของเมฆร้ายที่กำลังลอยตัวคละคลุ้งอยู่ในห้องรับแขก

“ผม..”

พลั่ก!!!!

ยังไม่ทันได้พูดอะไรจบ ใบหน้าก็หันไปด้านข้างด้วยแรงกระแทกของหมัดดุ้นๆที่ชกเข้าที่แก้มขวาอย่างแรงจนริมฝีปากแตก

“ไอ้ลูกไม่รักดี ในขณะที่ฉันหาเลี้ยงพวกแก แต่กลับเอาแต่เที่ยวเล่น”น้ำเสียงเกรี้ยวกราดก่นด่าอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก่อนจะตรงเข้าใส่ร่างเล็กที่ไม่มีเรี่ยวแรงผลักลงไปแล้วกระหน่ำทุบตีและกระทืบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนร่างกายที่เป็นหมอนรองมือแทบจะแตกระเบิดออกมาเพราะความเจ็บปวด

เสียงหวีดร้องของผู้เป็นแม่ดังขึ้น ก่อนจะตรงรี่เข้ามารับแรงทุบตีที่กระหน่ำลงบนร่างของลูกชายสุดที่รักเอาไว้แทน

“อยากยุ่งนักใช่ไหม ดี ฉันจะเอาให้ตายคามือทั้งแม่ทั้งลูกมันเนี่ยแหละ ไม่รักดีกันดีนัก”

“ฮือๆๆ อย่าทำอะไรแม่นะ ทำผมมาสิ อย่ายุ่งกับแม่”ร่างเล็กร้องห่มร้องไห้ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบากแล้วเกาะขาคนเป็นพ่อไว้ไม่ให้เหยียบย่ำไปบนร่างของแม่ที่โดนตีจนตัวสั่นไปหมด

“ไม่ต้องกลัว พวกแกได้สมใจแน่”ว่าพลางเดินเข้าไปในห้องครัวแล้วหยิบที่คลึงแป้งขึ้นมากระหน่ำฟาดไปบนร่างบอบบางของลูกชายอย่างไม่ยั้งมือ

ของเหลวสีแดงสดค่อยๆไหลเยิ้มออกมาจากศีรษะที่ถูกทุบตีจนแตก ไหลเจิงนองไปทั่วพื้น ลมหายใจรวยระรินอย่างคนอ่อนแรงค่อยๆเบาลงๆจนผู้เป็นแม่ทนไม่ไหวลุกขึ้นหยิบมีดทำครัวในห้องครัวออกมาแล้วกระหน่ำแทงลงบนหลังของสามีจนมิดด้ามก่อนจะชักออกแล้วแทงซ้ำไปเรื่อยๆจนร่างนั้นแน่นิ่งและล้มลงไปในที่สุด

“ฮือๆๆ ไอ้เลว แกทำลูกฉัน อย่าอยู่เลย อย่าอยู่เลย ฮือๆๆๆ”สองมือที่กอบกุมใบมีดเอาไว้ยังคงจ้วงลงไปที่ร่างไร้ลมหายใจราวกับคนเสียสติ

ร่างเล็กที่นอนอยู่ค่อยๆกระพริบตาที่หนักอึ้งเอาไว้ไม่ให้ปิดลง พลางส่งเสียงเรียกผู้เป็นแม่อย่างแผ่วเบา

“แม่ฮะ แม่...อย่า”ภาพของร่างที่จมกองเลือดจนแดงฉานไปหมดไม่ได้ทำให้จุนซูหวาดกลัวแต่อย่างใด แต่ภาพของผู้เป็นแม่ที่กำลังสั่นเทาด้วยความโกรธและอัดอั้นต่างหากที่รั้งให้เขาไม่สลบไปเพื่อจะลุกขึ้นมาดูแม่

“อย่าร้องนะลูก อย่าร้อง มันจบแล้ว มันจบแล้ว ฮือๆๆ แม่ปกป้องลูกแล้ว แม่ทำแล้ว ขอโทษนะจุนซูที่แม่ทำมันช้าไปหน่อย ที่แม่ปล่อยให้มันทำร้ายลูกของแม่ ฮือๆๆ ขอโทษนะจุนซู ขอโทษ”สองมือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของผู้เป็นแม่ประคองกอดใบหน้าที่บวมช้ำและเต็มไปด้วยคราบเลือดขึ้นมากอดเอาไว้กับอกพลางร้องห่มร้องไห้อย่างหนักด้วยความสงสารลูก

“แม่ฮะ...ฮึก...อย่าร้อง...ฮึก..ผมไม่เป็นไร”ร่างเล็กพยายามปลอบใจผู้เป็นแม่

“อย่าร้องจุนซู สัญญากับแม่นะ ต่อไปนี้ลูกจะเข้มแข็ง ต่อไปนี้ลูกจะต้องสู้ ลูกจะต้องอยู่ตัวคนเดียวให้ได้ อย่าให้ใครมาทำร้ายลูกอีก อย่าให้ใครทำร้ายได้ ฮือๆๆๆ อย่า อย่าปล่อยให้คนเลวเหล่านั้น ฮือๆๆๆ แม่ดูลูกไม่ได้แล้ว จุนซู ฮือๆๆ ดูแลตัวเองด้วยนะลูก ฮือๆๆๆ ดูแลตัวเอง”

“แม่ฮะ...แม่จะทำ...อะไร...แม่”ร่างบางร้องอย่างร้อนรนเมื่ออยู่ๆมืออุ่นที่กอดเขาไว้ก็ผละออกไปจากร่างเขา

“ยกโทษให้แม่ด้วยนะลูก ยกโทษให้แม่ด้วย ฮือๆๆๆๆ”

“แม่ฮะ...แม่...อย่า!!!!...แม่...ไม่!!!...แม่!!!!!”








4 ปีก่อน



"อ๊ะ เปียกหมดเลย บ้าชะมัด"ร่างบางก่นด่าท้องฟ้าขณะที่วิ่งเข้าหาที่หลบฝนในป้ายรถเมล์ที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่ผจญชะตากรรมเดียวกับเขา เมื่อจู่ๆท้องฟ้าที่เปิดโล่งก็อึมครึมแล้วกราดสายฝนเม็ดใหญ่ร่วงลงมาราวกับฟ้ารั่ว

ร่างบางที่ไม่ได้เตรียมการว่าฝนจะตกเลยไม่มีเครื่องกำบังใดๆติดตัวมาด้วยเลยสักชิ้น ซ้ำเสื้อยืดแบบมีฮู้ดที่ใส่วันนี้ก็บางเสียจนลู่เข้ากับร่างจนน่าอึดอัด จึงได้แต่แอบบ่นอยู่ในใจคนเดียว เมื่อที่หลบฝนอันน้อยนิดที่เขายืนเบียดกับคนอื่นอยู่นั้นคับแคบเสียจนไหล่บางยื่นออกมานอกที่กำบังจนเปียกชุ่มโชกไปหมด

'รู้งี้ติดเสื้อคลุมที่ออฟฟิศมาด้วยก็ดี เฮ้อ แต่ใครจะรู้ในเมื่อไม่ได้มีพยากรณ์บอกเอาไว้สักหน่อยว่าฝนจะตก'

พลั่ก!!!!!

"โอ๊ย!!!"เสียงร่างบางร้องออกมาทันทีที่ถูกร่างใหญ่ของผู้มาใหม่ที่เพิ่งวิ่งเข้ามาหลบฝนชนเอาโครมใหญ่ ยังดีที่มีคนด้านข้างที่ยืนอัดกันอยู่ดันร่างเขาเอาไว้ ไม่งั้นคงได้ล้มลงไปกองกับพื้นแน่ๆ

"ขอโทษครับ พอดีมันลื่น"เสียงทุ้มอย่างรู้สึกผิดดังขึ้นทำให้รู้ว่าคนที่ยืนซ้อนหลังเขาอยู่เป็นผู้ชาย

ร่างบางไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ผงกหัวเป็นเชิงบอกปัดว่าไม่เป็นไร ก่อนจะหันไปจ้องมองท้องฟ้าที่ดำครึ้มทั้งๆที่เพิ่งจะหกโมงกว่าเอง เริ่มก่อประกายฟ้าแปลบปลายสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ก่อนที่ฝนห่าใหญ่จะกระหน่ำลงมาหนักกว่าเดิม

ทั้งๆที่ฝนตกลงมาหนักขนาดนั้น แต่แรงปะทะที่ไหล่ที่โผล่พ้นที่กำบังออกไปกับไม่มีแรงกระแทกอะไรจนน่าแปลกใจ

แจจุงหันไปมองด้านข้างก็พบว่าคนที่ยืนซ้อนหลังเขาอยู่นั้นยกมือกางเสื้อคลุมตัวโคร่งของตนจนสูงเหนือหัวเหลื่อมมาทางเขาด้วย

ตากลมใสเหลือบไปด้านหลังก็พบกับรอยยิ้มแสนอบอุ่นที่เรียกความวาบไหวที่อกซ้ายได้อย่างน่าแปลกใจกำลังส่งยิ้มนั่นมาให้เขา ก่อนจะยกแขนให้สูงขึ้นกว่าเดิมเพื่อกั้นแสงสว่างวาบบนฟ้าที่คนร่างบางแอบนึกขอบคุณในใจเพราะว่าเขาไม่ชอบเอาอย่างมาก

ไม่รู้ว่าทั้งคู่ยืนอยู่อย่างนั้นนานแค่ไหน รู้แต่เมื่อฟ้าสงบลงสายฝนที่เริ่มซาลงก็ทำให้คนที่อัดกันอยู่ที่ป้ายรถเมล์ค่อยๆทยอยออกไปก่อนที่มันจะตกหนักลงมากอีก

แจจุงไม่แน่ใจว่าเขาควรจะหันไปกล่าวขอบคุณความมีน้ำใจของคนด้านหลังเขาหรือไม่ เพราะถึงจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าหมอนั่นช่วยบังฝนให้เขา แต่กระนั้นการกระทำนั้นอาจจะบังเอิญก็เป็นได้ หมอนั่นอาจจะแค่ยกเสื้อคลุมบังฝนให้ตัวเองเท่านั้น แต่เพราะหมอนั่นตัวใหญ่กว่าเขามันเลยดูเหมือนกับว่าร่างเขาเข้าไปหลบอยู่ภายใต้ผืนผ้านั้นด้วย

"คิดว่าจะไม่หยุดตกซะแล้วนะครับ อยู่ก็ตกลงมาซะหนักเลย"ร่างสูงว่าก่อนจะดึงมือที่กางเสื้อคลุมลงและสะบัดน้ำทิ้งไป

"อะ..อือ.."แจจุงได้แต่อึกอัก เขาไม่รู้ว่าจะตอบอะไรจึงได้แต่ยิ้มแล้วพยักหน้าให้น้อยๆอย่างเป็นมารยาทแล้วเดินก้าวออกจากป้ายรถเมล์ตรงไปยังทางลงรถไฟใต้ดินที่อยู่ห่างออกไปเพียงร้อยเมตรเท่านั้น
.
.
.

"ประกาศ เนื่องจากพายุฝนที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จนทำให้เกิดน้ำท่วมรางรถไฟ ทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการระบายน้ำออกอยู่ในขณะนี้ จึงขอประกาศให้ทราบว่าจะทำการหยุดเดินรถไฟชั่วคราวแล้วจะเปิดให้รถไฟวิ่งอีกทีตอนสี่ทุ่ม จึงเรียนมาเพื่อขออภัยในความไม่สะดวก"

เสียงประกาศดังระงมไปทั่วสถานี เมื่อเกิดน้ำท่วมกะทันหันเนื่องจากพายุฝนที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่นี้

"เฮ้อ นี่มันวันบ้าอะไรเนี่ย ทำไมถึงโชคร้ายอย่างนี้นะ"ร่างบางบ่นงึมงำกับตัวเองในโชคชะตาของตัวเอง ขณะที่ยืนอยู่หน้าตู้ขายตั๋วที่มีประกาศตัวแดงวิ่งผ่านอยู่บนจอเหนือตู้ขายตั๋ว
ใบหน้าสวยงอง้ำอย่างเอือมระอา วันนี้เป็นวันแรกที่เขากลับบ้านเองเพราะว่าพี่ชายของเขามีนัดที่สำคัญเขาจึงต้องนั่งรถไฟกลับเอง แต่ก็ต้องมาติดแหง็กอยู่กับที่ตั้งแต่ฝนกระหน่ำตกลงมาแล้ว แถมยังเจ็บไหล่ที่ถูกกระแทกเมื่อกี้นี้อีก จะเรียกแท็กซี่หรือก็คงจะยากพอกัน เพราะว่าทุกคนก็คงจะแยกกันเป็นแน่ในสถานการณ์อย่างนี้ จะนั่งรถเมล์ไปก็ไม่มีจนถึงบ้านเขาอยู่ดี ยังไงก็ต้องต่อรถไฟฟ้า

"บังเอิญจังนะครับ"เสียงทุ้มเหมือนว่าเคยได้ยินที่ไหนเอ่ยขึ้นข้างตัว แจจุงหันไปมองข้างกายก็เจอชายคนเมื่อสักครู่ยืนอ่านป้ายไฟวิ่งอยู่ข้างเขา

"อย่างกับพรมลิขิตนะครับ"ร่างสูงหันสายตากลับมาจากป้ายไฟพลางสบดวงตาคู่สวยที่ส่องประกายของความแปลกใจเอาไว้ ก่อนจะยิ้มให้ร่างบางอย่างอบอุ่น

"เห?"ร่างบางเงอะงะอย่างแปลกใจกับคำพูดของอีกฝ่าย อกด้านซ้ายหวามไหวอย่างไม่รู้สาเหตุ และรอยยิ้มอบอุ่นนั้นก็กระตุ้นให้จังหวะการเต้นของมันถี่ขึ้นเรื่อยๆ

"คุณกับผมไง เจอกันอีกครั้ง เมื่อกี้นี้ที่ป้าย..."

"ผมรู้ ผมหมายถึง...เออ...คุณรู้รึเปล่าผมเป็นผู้ชาย ถ้าคิดจะจีบกันละก็"

"พรมลิขิตไม่จำเป็นต้องเกิดกับความรักอย่างเดียวนี่ครับ กับมิตรภาพมันก็ถือเป็นพรมลิขิตได้เหมือนกัน"ร่างสูงว่ายิ้มๆ แม้ในใจจะค้านกับคำพูดของตน

"กะ..อะ..คือ.."ร่างบางพูดไม่ออก ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าสวยเร่งจังหวะหัวใจของคนที่จ้องมองให้กระตุกวาบไหว

ช่างน่าขายหน้านักที่คิดว่าหมอนี่กำลังจะจีบเขา

"แต่เรื่องที่คุณเป็นผู้ชายน่ะผมรู้นะครับ แต่ถึงอย่างนั้นมันอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ผมคิดว่าคุณน่ารัก เออ ไม่ใช่สิ สวยต่างหาก คุณสวย"ร่างสูงยกมือขึ้นเสยผมที่เปียกปอนไปด้วยน้ำให้ลู่ลงมา ก่อนยิ้มเขินๆเก้ๆกังๆกับท่าทีของตัวเองที่จู่ๆก็มายืนชมผู้ชายเอากลางสถานีรถไฟแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อดคิดไม่ได้อยู่ดีว่าตัวเองคิดถูก เพราะว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเขานี่สวยจริงๆ ตั้งแต่แวบแรกที่เขาเห็นเสี้ยวหน้าสวยนั้นงอง้ำเพราะถูกเขากระแทกเสียแรงขนาดนั้นที่ป้ายรถเมล์โน่นแล้ว

"ผมเป็นผู้ชาย ผมไม่ปลื้มหรอกนะครับที่ถูกชมแบบนี้น่ะ"ร่างบางว่าทำท่าทางจะขยับหนีไปจากตรงนั้น
"เดี๋ยว!!!...เอ่อ...ผมขอโทษ...คุณรีบกลับรึเปล่าครับ"ร่างสูงว่าพลางยื่นมือไปคว้าแขนคนร่างบางไว้ก่อนที่จะเดินหนีไป

"เปล่า"แจจุงตอบเสียงเบาพลางส่ายหัวน้อยๆแล้วก้มลงมองมือหนาที่กอบกุมอยู่ที่มือของเขาเอาไว้

"เอ่อ...คือ..ไปหาอะไรร้อนๆดื่มกันไหมครับ"ร่างสูงว่าก่อนจะรีบปล่อยมือของตนออกด้วยกลัวว่าร่างบางจะไม่พอใจ

แจจุงไม่ตอบ แต่ก้มหน้าลงอีกครั้งเพื่อมองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือที่ฝ้าขึ้นเกาะไปทั่วหน้าปัดก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบดวงตาเรียวคมของฝ่ายตรงข้าม แล้วพยักหน้ารับเบาๆ

แค่กินกาแฟสักแก้วคงไม่เสียหายอะไร ในเมื่อยังไงก็กลับบ้านตอนนี้ไม่ได้อยู่ดี

"อือ ได้สิ"ร่างบางตอบเบาๆ ไม่รู้ทำไมอยู่ๆก็รู้สึกเขินขึ้นมา

"อ้อ เกือบลืมไป ผมจองยุนโฮครับแล้วคุณ..."

"แจจุง คิมแจจุง"

"ยินดีที่ได้รู้จักครับแจจุง"

"อื้ม ยินดีที่ได้รู้จัก ยุนโฮ"


บรรยากาศในร้านกาแฟแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่ต่างก็คงจะกลับบ้านไม่ได้เฉกเช่นเดียวกันกับพวกเขาเพราะว่าต้องอาศัยรถไฟฟ้าเช่นกัน จึงทำให้หลายคนเลือกที่จะมานั่งค่าเวลาอยู่ในร้านกาแฟเพื่อหาอะไรอุ่นๆดื่มเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นของลมฝน

“หนาวไหมครับแจจุง”ยุนโฮถามเมื่อเห็นร่างบางเอามือถูที่ไหล่เป็นพักๆขณะที่พวกเขานั่งกันอยู่เงียบๆในร้านกาแฟ

“นิดหน่อยน่ะ เสื้อมันเปียก แล้วแอร์ในร้านนี่ก็เย็นด้วย”ร่างบางว่าก่อนจะกอดกระชับตัวเองอีกรอบ

“เอาเสื้อของผมไปใส่หน่อยไหมครับ ตัวในนี่มันไม่เปียก เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา เอ่อ ถ้าแจจุงไม่รังเกียจนะครับ”ร่างสูงว่าก่อนจะถอดเสื้อสูทตัวนอกสีดำตัวนอกออกมาแล้วส่งให้ร่างบางที่รับมันไปอย่างเก้ๆกังๆ

“ว่าแต่ทำไมคุณถึงใส่เสื้อผ้าหนาชั้นนักล่ะครับ ไม่ใช่หน้าหนาวซะหน่อย”ร่างบางถามเขาเพิ่งสังเกตว่าร่างสูงมีเสื้อคลุมที่ใช้บังฝนเมื่อตอนนั้นอีกตัววางอยู่ข้างๆ

“ผมเพิ่งจะลงเครื่องก่อนหน้านั้นสักสองชั่วโมงน่ะครับ ยังไม่ทันได้เข้าโรงแรมก็ต้องเข้าไปบริษัทเสียก่อน”ยุนโฮว่าพลางยกกาแฟร้อนๆจนควันฉุยขึ้นจิบ

“หือ...”ร่างบางทำน่าแปลกใจ ก่อนจะสังเกตเห็นกระเป๋าเอกสารข้างตัวร่างสูง

“ผมเดินทางบ่อยน่ะครับ บางทีไปวันเดียวก็ต้องบินกลับมาแล้ว ไม่มีเวลาแบกเสื้อผ้าเยอะหรอกครับ ถ้าจะต้องเข้าประชุมก็จะให้ทางโรงแรมเช่าสูทไว้ให้”ร่างสูงขยายความก่อนจะพูดต่อ

“ว่าแต่ แจจุงทำงานอะไรเหรอครับ อยู่แถวนี้เหรอ”ร่างสูงถามร่างบางพลางจดจ้องสายตาไปที่ร่างที่อยู่ในเสื้อสูทสีดำของเขาอย่างหลงใหล

ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงมีรูปหน้าที่สวยงามอย่างนี้นะ เขาคิดว่าเขายังไม่เคยเห็นใครที่สวยงามอย่างนี้มาก่อนในชีวิต เสียดายจังที่เป็นผู้ชาย

“ผมเป็นโปรแกรมเมอร์เกมอยู่กับบริษัทผลิตเกมแถวๆคังนัมน่ะครับ ไม่ค่อยๆได้เข้าออฟฟิศหรอกครับนานๆทีถึงจะเข้า”ร่างบางตอบ รู้สึกอึดอัดกับสายตาที่จับจ้องอย่างไม่วางตาของร่างสูงจนต้องเบนหน้าออกไปด้านนอกร้านที่ผู้คนเดินกันให้ขวักไขว่

“เก่งจังนะครับ อย่างนี้ก็คงจะนั่งอยู่หน้าจอทั้งวันเลยละสิครับ”ยุนโฮยังคงไม่ละสายตาไปจากร่างบางที่สะกดเขาเอาไว้ เขาเองแปลกใจไม่น้อยที่ตัวเองไม่ใช่คนที่จะเอาเวลามานั่งพล่ามอยู่ในร้านกาแฟกับคนแปลกหน้าเพื่อที่จะถามเรื่องการงานของใครสักคนก็ไม่รู้ที่เขาอาจจะไม่ได้เจอหน้าอีก แต่กระนั้นร่างบางตรงหน้าก็ทำให้เขาอยากจะรั้งวินาทีเอาไว้ให้นานที่สุดเมื่อเห็นว่าร่างบางเริ่มชำเลืองมองนาฬิกาที่ใกล้เวลาสี่ทุ่มเข้าไปทุกทีแล้ว

“คุณหมายถึงว่าผมเป็นพวกเฉิ่มที่เอาแต่บ้าเล่นเกมรึเปล่าน่ะเหรอครับ”ร่างบางหันมาตีแก้มพองใส่คนตรงหน้าอย่างลืมตัว เพราะหงุดหงิดที่ทุกคนชอบคิดว่าเขาเป็นไอ้เฉิ่มที่วันๆเอาแต่บ้าเล่นเกม

“เปล่าครับ แจจุงอย่าเข้าใจผิดสิครับ ผมก็แค่ถามดู”ร่างสูงรีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

“อืม ช่างมันเถอะครับ คุณยุนโฮ ผมคงต้องกลับแล้ว ตอนนี้รถไฟน่าจะเริ่มวิ่งได้แล้ว ขอบคุณนะครับที่เลี้ยงกาแฟผม นี่ครับเสื้อคุณ”แจจุงส่งเสื้อนอกคืนให้กับยุนโฮก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วยิ้มขอบคุณให้ร่างสูงอีกครั้งก่อนจะเดินออกไปจากร้านที่คนเริ่มจะโหรงเหลงแล้วเช่นกัน

ยุนโฮนั่งอยู่ตรงนั้น สายตาจับจ้องไปที่ร่างบางที่เดินออกจากประตูไป และกำลังเดินข้ามถนนไปยังอีกฝั่งเพื่อลงไปที่สถานีรถไฟด้วยความคิดที่สับสนตีกันจนยุ่ง ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว้าวุ่นที่ปล่อยร่างบางไปอย่างนั้น ทำไมถึงกังวลว่าจะได้เจอร่างบางอีกหรือไม่

ทั้งๆที่ร่างบางเป็นเพียงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง แต่ทำไมใจเขากลับเต้นไม่เป็นระส่ำอย่างนี้นะ ทำไม

ไวกว่าความคิด ยุนโฮคว้าของเขาขึ้นมาไว้ในมือก่อนจะวิ่งตามร่างบางออกไปทันที เขาวิ่งมาจนทันเห็นหลังร่างบางไหวๆกำลังเดินลงบันไดเลื่อนลงไป ก่อนจะทำในสิ่งที่ตัวเขาเองแปลกใจ

“แจจุง!!!”ยุนโฮตะโกนเสียงดังเสียจนคนที่อยู่แถวนั้นแม้จะรีบเร่งเดินทางแต่ก็ยังเหลือบมามองชายหนุ่มที่ยืนแหกปากจนลั่นเสียงดังไปหมด

แจจุงหันหลังกลับมาแล้วเงยหน้าขึ้นมามองร่างสูงที่ยืนขวางอยู่ตรงทางลงบันไดเลื่อนที่กั้นด้วยช่องรับตั๋ว ซึ่งอยู่ห่างจากเขาไปไกลก่อนจะทำหน้าเลิกลั่กด้วยความอายที่ผู้คนต่างมองมาที่เขาชื่อที่ชายอีกคนเรียก พลันใบหน้าก็แดงวาบอย่างช่วยไม่ได้

“แจจุง อย่าเพิ่งไป ผม...ผม...”ยุนโฮอึกอักในขณะที่แจจุงกำลังจะถึงพื้นเบื้องล่างแล้วหายเข้าไปในช่องทางที่เขาจะมองไม่เห็น ร่างสูงหันหน้าไปมองรอบด้านเพื่อหาตู้ขายตั๋ว แต่กระนั้นต่อให้ซื้อตั๋วทันก็ไม่รู้ว่าจะทันแจจุงไหม

“แจจุง!!! คบกับผมนะ”ร่างสูงตะโกนร้องออกไปเสียงดัง แต่ว่ามันไม่ทันซะแล้ว แจจุงถึงพื้นด้านล่างเสียแล้ว และกำลังจะเดินเข้าไปในช่องทางเพื่อขึ้นรถไฟฟ้า

“แจจุง”ร่างสูงงึมงำกับตัวเองก่อนจะเดินหลบออกมาให้คนที่มีตั๋วได้เดินเข้าช่องทางเพื่อลงบันไดเลื่อนไปด้านล่าง ส่วนตัวเขาถอยมายืนคอตกอยู่ที่อีกด้านก่อนจะถอนใจออกมาอย่างแรง

บ้าชะมัด ทำไมไม่คิดให้เร็วกว่านี้ ทำไมไม่ขอไปเสียแต่ตอนที่อยู่ด้วยกันในร้านกาแฟ อุตส่าห์ยอมแหกปากจนคนมองทั้งสถานีแล้ว แต่ก็ต้องสูญเสียคนที่เขายังไม่ได้มาเป็นของตัวเองด้วยซ้ำไป ทำไมนายถึงโง่อย่างนี้นะยุนโฮ แล้วทำไมถึงหวิวๆตรงใจขนาดนี้นะ
“ยุนโฮ!!!”เสียงตะโกนเรียกชื่อเขาดังขึ้นจน ฉุดร่างสูงให้เงยหน้าหันไปมองที่ต้นเสียง แล้วรอยยิ้มก็ผุดขึ้นทั่วใบหน้าของเขาเมื่อร่างของใครคนหนึ่งกำลังวิ่งสวนทางขึ้นมาจากบันไดเลื่อนที่ใช้ลงไปด้านล่าง จนเกิดความโกลาหลให้ผู้คนต้องแหวกทางให้ และเจ้าหน้าที่ต้องพยายามจะเข้ามาห้ามไม่ให้เขาวิ่งสวนทาง

แต่แจจุงไม่สน เขากลัวว่าถ้าเขาต้องวิ่งไปออกตรงทางออกอีกทางยุนโฮจะหายไป ยุนโฮจะไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่เพิ่งเจอกัน ทั้งๆที่รู้สึกประหม่าที่สายตาของยุนโฮจับจ้องมาที่ร่างและใบหน้าของเขาอย่างไม่วางตา แต่พอคำพูดขอคบกันของยุนโฮหลุดออกมาจากปากเสียดังลั่นสถานีมันถึงทำให้ดวงใจของเขาพองโต จนต้องรีบวิ่งแจ้นขึ้นมาหาถึงข้างบนนี่

เขาใจง่ายไปรึเปล่านะ

คำพูดของยุนโฮเชื่อได้ไหม

แล้วเขาเองมีใจให้กับยุนโฮขนาดนั้นเลยหรือไง

“แจจุง!!”ร่างสูงของยุนโฮโผเข้ารวบร่างของแจจุงเอาไว้ ก่อนจะยกร่างนั้นขึ้นออกมาจากช่องรับตั๋ว แล้วตะคองกอดร่างนั้นเอาไว้ราวกับจะไม่ปล่อยไปไหนท่ามกลางผู้คนที่รีบเร่งเดินทางผ่านพวกเขาไป



TBC