In-The-Middle

[SF] In The Middle [1]

posted on 10 Mar 2008 21:57 by jaerad  in In-The-Middle


In The Middle 1

เสียงเปิดประตูดังออกมาแผ่วเบา เพราะคนเปิดต้องการจะให้เกิดเสียงน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นการรบกวนเพื่อนร่วมวงอีกสองคนที่นอนหลับสบายอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว

แจจุงไม่ได้นอนไม่หลับ หากเป็นเพราะว่าเพื่อนอีกสองคนของเขายังไม่เข้ามานอนต่างหาก ทั้งๆที่เวลาที่โชว์หราในนาฬิกาหัวเตียง ที่ได้รับมาจากแฟนเพลงจะบอกว่ามันเกือบจะตีสองแล้วก็ตาม

แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีวี่แววของทั้งสองคน

ร่างบางเดินลงเท้าอย่างเบาที่สุดราวกับแมวย่องไปตามโถงทางเดินหน้าห้องนอนที่มืดสลัวไปยังห้องนั่งเล่นที่อยู่ไม่ห่างกัน

บรรยากาศโดยรอบห้องพักของดงบังชินกิบ่งบอกได้ว่าไม่น่าจะมีใครตื่นอยู่แล้วในขณะนี้ เนื่องจากไฟทุกดวงที่ดับสนิท จะมีก็เพียงแสงสลัวจากไฟของถนนใหญ่ด้านนอกอาคารมากกว่าที่แยงเข้ามาภายในห้องผ่านทางรอยแยกของผ้าม่าน จนพอที่จะมองเห็นเค้าเงาลางๆได้บ้างในความมืด

ร่างบางก้าวมาหยุดที่หน้าทางเข้าห้องนั่งเล่น ก่อนจะยืนลังเลอยู่ตรงนั้นสักครู่ สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างบอบบางไม่ต่างไปจากตัวเองกำลังนั่งชันเข่าขึ้นมาบนโซฟา ศีรษะกลมซุกลงไปบนยอดเข่าทั้งสองข้าง

แม้จะอยู่ถึงตรงนี้ แต่แจจุงก็รับรู้และสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาของกายเล็กและเสียงสะอื้นฮักอย่างโรยแรงนั้น บอกให้เขารู้ได้ว่าร่างเล็กของน้องชายตรงหน้าร้องไห้มานานเพียงใด

น้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนล้านั้นทำเอาใจคนมองเกิดอาการสะท้านขึ้นมาในอกด้วยความสงสาร แต่ถึงอย่างนั้นแจจุงก็ไม่ได้เดินเข้าไปโอบกอด หรือปลอบโยนคนที่กำลังร่ำไห้อย่างที่ควรจะทำ

เขาเพียงแค่ยืนมองเจ้าของร่างเล็กอย่างเห็นใจ ก่อนจะตวัดตาไปอีกทางที่เป็นที่ตั้งของโต๊ะกินข้าวเล็กๆสำหรับคนห้าคน ที่ตั้งคั่นกลางระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องครัว
ในความมืดสลัวนั้น ร่างของใครอีกคนที่หายไปจากที่นอนกำลังนั่งอยู่ตรงนั้น ร่างใหญ่นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้นิ่งๆ จับจ้องมองร่างเล็กของคนรักอยู่ในเงามืด

แจจุงมองไม่ถนัดตาเนื่องจากความมืด จึงไม่รู้ว่ามิกกี้กำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่

แต่แจจุงก็รับรู้ในความรู้สึกได้ว่า มิกกี้เองก็คงจะมีความรู้สึกราวกับจะร่ำไห้ไม่ต่างไปจากอีกคนเป็นแน่ แม้จะไม่ได้สะอึกสะอื้นเหมือนอีกฝ่ายก็ตาม

น้องชายที่แสนหวั่นไหวของเขา
ถึงจะไม่ได้ต้องการมาขัดเวลาช่วงกำลังตึงเครียดของทั้งสอง และไม่ใช่ว่าอยากจะเข้ามายุ่งวุ่นวายในกิจของคนรักกันเท่านั้นที่พึงจะแก้ไขสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกันเอง

แต่ดูจากเวลาแล้ว หากน้องทั้งสองคนของเขาไม่เข้านอนตอนนี้ พรุ่งนี้เช้าคงจะตื่นและออกเดินทางไปกลับญี่ปุ่นเพื่อทำงานไม่ไหวแน่ๆ
ตัดสินใจได้ดังนั้น เขาจึงทำตัวเสียมารยาท กดสวิตช์ไฟใกล้ตัวเพื่อเพิ่มแสงสว่างให้กับห้องนั่งเล่น

แต่พลันที่ห้องนั่งเล่นสว่างวาบขึ้นมา แจจุงก็รู้ว่าเขาคิดผิดที่คิดว่ามิกกี้ยูชอนจะมีความรู้สึกเสียใจ หรือร่ำไห้ไม่ต่างอะไรกับเซียจุนซู

ใบหน้าหล่อของอยู่ชอนนิ่งงัน สายตาจับจ้องที่ร่างนั้นไม่วางตา แต่เป็นสายตาที่แจจุงเองก็ไม่อยากจะเดาว่ามันหมายถึงการเอือมระอา หรือว่า ว่างเปล่ากันแน่...

แต่ไม่ว่าสายตานั้นจะมีความหมายยังไง เขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จุนซูยินดีที่จะรับรู้แน่นอน

"ขอโทษที่มารบกวน แต่ว่า...พี่คิดว่าพวกนายควรจะเข้านอนได้แล้ว พรุ่งนี้เราต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ด้วยนะ อย่าลืม"แจจุงพูดขึ้นด้วยท่าทางลังเล

แต่ยูชอนไม่ตอบอะไร ดวงตาของเขายังจับจ้องไปที่จุนซูอย่างไม่วางตา ไม่มีทีท่าว่าจะฟังในสิ่งที่แจจุงพูดเลยสักนิด

"ฮึก...ขอโทษฮะพี่แจจุง ผมจะไปนอนเดี๋ยวนี้แหละ...ผม...ฮึก..."เป็นจุนซูที่เงยหน้าขึ้นจากเข่าอันสั่นเทาที่มองเห็นได้ชัดในความสว่าง พร้อมกับน้ำตาเจิ่งนองไปทั้งใบหน้าอย่างที่แจจุงคิดไว้ไม่ผิด

"พี่ขอโทษ...เอ่อ...ถ้ายุ่ง แต่ไม่ว่าพวกนายจะทะเลาะกันเรื่องอะไรก็..."

"เราไม่ได้ทะเลาะกัน" เสียงของคนที่นั่งเฉยมาตลอดดังขึ้น เรียบๆ ไม่ได้ใส่ความรู้สึกใดๆลงไปเลย

"อ๋อ งั้นเหรอ เราไม่ได้ทะเลาะกันงั้นเหรอ"เสียงร่างเล็กที่หยัดตัวลุกขึ้นยืนจากโซฟาตวาดแหวขึ้นมาทันทีก่อนจะกำมือแน่นอย่างโมโห แล้วหันไปส่งสายตาเอาเรื่องให้อีกฝ่าย น้ำใสที่ดวงตาก็พลันยิ่งไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ราวกับเตรียมพร้อมที่จะเปิดฉากการทะเลาะกันที่สงบนิ่งไปได้พักใหญ่ ให้กลับลุกโหมขึ้นอีกครั้ง
"ใช่ เรา...ไม่ได้...ทะเลาะกัน”ยูชอนเน้นเสียงที่ละคำ

“นายแค่คิดเป็นบ้าเป็นหลังไปเอง"เสียงตอบกลับเรียบเฉย แต่สำหรับจุนซูมันคงฟังดูราวกับคำเย้ยหยันอยู่ในที เพราะร่างเล็กจับหมอนอิงบนโซฟาข้างตัวขึ้นมา ก่อนจะโยนใส่อีกฝ่ายเต็มแรงและหวีดเสียงร้องขึ้นสูงอย่างโมโห

"ไปตายซะไอ้คนบ้า ฮึก ฮือๆๆ บ้า บ้า ฮือๆๆ"

สองมือกำแน่นยิ่งกว่าเดิม น้ำตาจากสองตาก็มากขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าขาวแดงกล่ำไปด้วยโทสะ แต่ดูเหมือนยูชอนจะไม่ใส่ใจ เขาไม่ได้รู้สึกตกใจกับท่าทีก้าวร้าวของอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ เป็นแจจุงเสียอีกที่ดูจะลนลาน ร่างบางตรงดิ่งเข้าไปคว้าตัวร่างเล็กเอาไว้ ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะกระโจนเข้าใส่คนตรงหน้าคนที่ขึ้นชื่อว่า 'แฟน'

"ไม่เอาน่าจุนซู ใจเย็น คุยกันดีๆก่อนสิ"แจจุงพยายามไกล่เกลี่ย มือหนึ่งรั้งเอวเล็กของน้องชายเอาไว้ อีกมือก็พยายามลูบหลังลูบไหล่ให้ใจเย็นลง
"ใช่สิ ฉันมันบ้าบอไปเอง ฮึก บ้าบอก็เพราะอะไรละ ไม่ใช่ว่าเรื่องของนายรึไง!!"จุนซูยังคงตะโกนไม่เลิก จนแจจุงคิดว่า หากยังทำเสียงกันอย่างนี้ อีกสองคนที่นอนอยู่ต้องตื่นขึ้นมาแน่นอน

"เราคุยกันเรื่องนี้เป็นล้านหนแล้วจุนซู!!"อยู่ๆราวกับว่ายูชอนเริ่มทนไม่ไหว เขากระโดดลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วตะโกนใส่อย่างเหลืออด ใบหน้าบิดเบี้ยว ท่าทีนิ่งเฉยเมื่อกี้หายวับไปกับตา

"คุยกันล้านหน แต่นายก็ยังจะทำมันต่อไป มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะคุยละ!!!"

"ก็ท่านายไม่มัวแต่หึงบ้าๆแล้วฟังที่ฉันพูด นายก็จะรู้ว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย!!"น้ำเสียงคนพูดฟังดูเจ็บปวดและผิดหวัง

"ไม่มีอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ ไม่มีงั้นเหรอ!! แล้วโชร่าไปอยู่กับหล่อนได้ยังไง!! แล้วเรื่องที่มันกระจายไปตามเน็ตนั่นละ ไหนนายบอกว่าเอามันไปฝากไว้กับริกกี้!! นายโกหกฉัน แล้วจะมาคาดหวังให้ฉันเชื่อนาย เข้าใจนายว่ามันไม่มีอะไรงั้นรึไง ยูชอน!!"ความร้าวรานส่งผ่านออกมาทั้งทางสีหน้าและน้ำเสียง น่าสงสารเสียจนคนใจแข็งอย่างแจจุงยังอยากจะร้องไห้

"ก็เอ่อน่ะสิ มันไม่มีบ้าอะไรสักหน่อย ทำไมนายถึงไม่เข้าใจอะไรง่ายๆนะจุนซู โว้ย!!"ยูชอนว่าพลางส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างดังแล้วหันไปเตะหมอนอิงที่ร่วงหล่นอยู่กับพื้นจนกระเด็นไปอีกทาง

“ยูชอน”แจจุงปราม

“ใช่สิ ฉันมันไม่เข้าใจง่ายๆ งั้นนายก็ไปอยู่กับแม่คนใจง่ายนั่นเลยซะสิ ไปเลย!!”ราวกับสติของยูชอนจะขาดผึงกับคำพูดของอีกฝ่าย ร่างสูงก้าวพรวดเข้ามาหาทั้งสองทันที พลางกระชากร่างของจุนซูมาเขย่าด้วยความโมโห จนจุนซูได้แต่ร้องโวยวายพร่ำด่าอีกฝ่ายไม่ขาดปาก
แจจุงที่ยืนมองทั้งคู่เถียงกันมาอย่างลำบากใจ พอเจอพฤติกรรมแบบนั้นของยูชอนก็อดที่จะยืนเฉยอยู่เหมือนเดิมไม่ได้

"หยุด!!! ยูชอน ทำบ้าอะไรของนาย ปล่อยจุนซูนะ!!"แจจุงโวยวาย พยายามจะแกะมือของยูชอนที่จับไหล่บางของจุนซูไว้แน่นออกไป

"ฮึกๆ ฮือๆๆ"

"นายมันงี่เง่า งี่เง่านายรู้ตัวไหม!!!"

"ปล่อยเขายูชอน นี่!! หยุดสิ ฉันบอกให้ปล่อยไง!! ยุนโฮ!! ยุนโฮ!!"แจจุงตะโกนเรียกสมาชิกอีกคนที่ดูจะมีแรงต้านยูชอนได้มากกว่าตนเมื่อคิดว่าตนคงจะต้านเอาไว้ลำพังไม่อยู่แน่นอน

"ฮึกๆ ฮือๆๆ"จุนซูก้มหน้าก้มตาร้องไห้ ไม่ยอมสบตาอีกฝ่าย ฝ่ามือเล็กๆทั้งสองถูกยกขึ้นประคับประคองใบหน้าผิดหวังของตัวเองโดยที่ร่างสั่นโยนด้วยแรงของอีกฝ่าย

"ทำไมไม่เข้าใจจุนซู หา!! ทำไมต้องคิดมาก เรื่องมันเป็นอดีตมานานแล้ว ฉันบอกนายแล้ว ทำไมไม่เชื่อใจกันบ้าง"น้ำเสียงของยูชอนไม่ได้อ่อนลง แต่กระนั้นฝ่ามือที่ขยุ้มอยู่บนไหล่บางก็คลายออกบ้างแล้วเพราะไม่สามารถทนเห็นใจร่างที่สั่นเทิ้มในกำมือของตนได้

"ฉัน ฮึก ฉันไม่เข้าใจ ฮึก นาย...นาย..."

"เกิดบ้าอะไรกัน!!"เสียงเข้มของหัวหน้าวงดังขึ้นมาด้วยความร้อนรน และเป็นครั้งแรกที่แจจุงรู้สึกดีใจที่สุดที่ได้เห็นยุนโฮ

ร่างหนากว่าจะกระโจนเข้ากระชากร่างของยูชอนให้ปล่อยออกจากจุนซู โดยมีแจจุงคอยช่วยอีกแรง

"นาย..."ยูชอนพูดไม่ออก แขนทั้งสองข้างของเขาถูกยุนโฮล็อกไว้ด้านหลัง ลำคอของเขาตีบตันจากการตะโกนและอารมณ์ชั่ววูบ ขณะที่ยืนหอบหายใจเขาจ้องหน้าคนรักที่เอามือทั้งสองขึ้นปิดหน้าปิดตาตัวเองเหมือนยามที่หัวเราะ เพียงแต่ตอนนี้ร่างเล็กกำลังร่ำไห้ราวกับจะขาดใจ

"ฉันไม่รู้ ฮึก ฉัน..."จุนซูสูดหายใจเข้าปอดเพื่อที่จะได้พูดออกมาได้เต็มเสียง ดูเหมือนว่าเมื่อเรื่องราวมาถึงตอนนี้ จะแหกปากร้องตะโกนกันไปก็เหนื่อยเปล่าๆ มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาตัวเองทิ้ง เมื่อลมหายใจกลับเข้าสูภาวะปกติ แม้จะยังคงเสียงสะอื้นอยู่บ้างก็ตาม

ดวงตาเรียวเล็กที่แทบจะปิดเนื่องจากการร้องไห้จนตาบวม จ้องมองมาที่ยูชอนอย่างปวดร้าวก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

"ฉัน ฮึก ฉันไม่รู้จะเชื่อ ฮึก อะไรดี ฮึก นายบอกว่านายเลิกกับเขาแล้ว ฮึก นายบอกว่านายเลิกกับทุกคนแล้ว ฮึก นายบอกนายมีแค่ฉัน มีแค่ฉันคนเดียว ยูชอน"เมื่อพูดออกมาได้ ร่างเล็กก็พร่างพรูออกมาไม่หยุด

"แต่ว่าลับหลังฉัน ฉันไม่รู้เลยนายไปทำอะไรกับใคร นายบอกให้เชื่อนาย แต่การกระทำของนายมันเชื่อไม่ได้ ฉันไม่รู้ว่าตอนนายกลับมาเกาหลีก่อนหน้าฉัน ฉันไม่รู้เลยมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในขณะที่ฉันเร่งทำงานจะได้รีบบินตามมาหานาย ฉันไม่รู้ว่าเวลานั้นนายอยู่กับใคร นายอยู่กับริกกี้อย่างที่นายบอกจริงรึเปล่า ฉันไม่รู้ว่านายพูดจริงไหม เหมือนที่นายบอกว่าจะฝากโชร่ากับชองอีไว้ที่บ้านริกกี้ตอนที่เราไปปารีส แต่ฉันไม่รู้เลยว่านายแอบไปพบกับเขาเมื่อไหร่ พบกับคนที่นายเคยรัก หรืออาจจะรักอยู่ ฉันไมรู้เลยยูชอน ฉันต้องทำยังไง ต้องทำยังไงถึงจะเข้าใจ ในเมื่อใจฉันไม่อาจเชื่อคำพูดของนายได้แล้ว ฉันไม่รู้ว่า...ฮึก."

"นายจะเลิกงั้นเหรอ"เสียงยูชอนถามเรียบๆ แต่ในน้ำเสียงนั้นทั้งแจจุงและยุนโฮรับรู้ได้ดีว่ามันเต็มไปด้วยความกดดันแค่ไหน ราวกับว่าทั้งสองกำลังยืนอยู่บนเส้นด้ายที่พาดผ่านหน้าผาลึก หากขยับเพียงนิดเดียวพวกเขาอาจจะเอาชีวิตไม่รอดเลย เหมือนที่ หากจุนซูตอบอะไรออกไปเพียงนิดเดียว เส้นด้ายบางๆที่ว่าอาจจะขาดออกจากกันทันทีเลยก็เป็นได้

"ฉัน...ไม่รู้"จุนซูเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งราวกับจะกลืนหายไปในลำคอ หยาดน้ำใสหยุดไหลออกมาจากหางตาทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความปวดร้าว ราวกับโลกทั้งโลกกำลังถล่มลงมาต่อหน้าต่อตาเขา

"ฉันไม่รู้ นายจะให้ฉันทำยังไง ฉัน ฉันเชื่อนายไม่ได้ ฮึก ฉันอยากจะเชื่อ แต่ๆๆ ฉันเจ็บยูชอน เจ็บตรงนี้"มือเล็กจับลงตรงอกด้านซ้ายที่กำลังเต้นอ่อนแรงของตัวเอง

"เจ็บปวดทุกครั้งที่คิดไปว่า นายจะทิ้งฉันไปสักวัน สักวันนายจะไปถ้านายรู้ว่ามีสิ่งมีค่ามากพอกว่าฉัน สักวันนายจะไปเมื่อนายทนฉันไม่ได้ ฉัน ฮึก ฉันที่ให้อะไรนายไม่ได้เลยนอกจากความรักที่ฉันมี ฉัน ฉันเจ็บยูชอน ฉันรักนาย แต่ฉันเชื่อนายไม่ได้ ฉันอยากจะเชื่อ แต่ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับเรื่องระหว่างเรา แต่ฉันปล่อยมันไว้อย่างนี้ไม่ได้ ฉันปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ฉันปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ทุกวันเพราะนายไม่ได้ ปล่อยให้ตัวเองคิดถึงนายไปเองฝ่ายเดียวไม่ได้ ในขณะที่นายอาจจะกำลังคิดถึงใครบางคน ฉันจะทำยังไงยูชอน บอกฉันสิ บอกฉันที ฮึก ฮือๆๆๆ"

ขณะที่จุนซูปล่อยโฮออกมา แจจุงก็แอบเงยหน้าเพื่อกลั้นน้ำตาแห่งความสงสารเอาไว้ไม่ให้ไหล และได้แต่คิดว่าเขาไม่ควรเข้ามาอยู่ตรงนี้ ไม่ควรเข้ามารับรู้ความทุกข์ทรมานของสองคนนี้เลยเขาไม่รู้จะเลือกสงสารใคร ไม่รู้เลยจริงๆ

"ฉันไม่รู้หรอกจุนซู ถ้านายจะถามฉัน ฉันไม่รู้หรอกว่าจะทำยังไง หรือให้นายทำยังไง ฉันรู้แต่ว่าฉันรักนาย ฉันอยากอยู่กับนาย ถ้าโลกใบนี้ไม่มีนายมันก็ไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลย ฉันบอกนายได้เท่านี้ ที่เหลือต้องขึ้นอยู่กับนาย ถ้านาย รักฉัน เหมือนที่ฉันรักนาย ฉันเชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้ ความรักของนายคงจะทำให้นายเชื่อใจฉัน เชื่อคำพูดที่ฉันบอกนาย ความรักของนายคงจะทำให้นายไว้ใจฉัน ว่าฉันจะรักนาย ความรักของนายคงไม่ทำให้นายระแวง และมองไม่เห็นความรักของฉันแบบนี้ นอกเสียจากว่า นายเองไม่ได้รักฉันแล้ว"ยูชอนเน้นเสียงด้วยดวงใจที่ปวดร้าว แม้กระทั่งแค่คำพูดสมมุติมันก็ดูจะเจ็บปวดเสียเหลือเกิน หากเป็นเรื่องจริงเขาจะทนอยู่ได้อย่างไร เมื่อพูดสิ่งที่ต้องการออกไป เขาคิดว่าเขาไม่ติดค้างคำอธิบายอะไรให้กับจุนซูอีกแล้ว หากจุนซูรักเขา หากจุนซูพร้อมที่จะรับฟังข้อเท็จจริงโดยไม่ติดใจอะไรเขาก็พร้อมจะพูด

ยูชอนมองหน้าคนรักที่สะอื้นอกมาตัวโยน จนสะท้านไปทั้งตัวอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เขาจะสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของยุนโฮเบาๆ ที่ก็ดูเหมือนจะเต็มใจปล่อยเขาทันที ก่อนที่สองขายาวจะพาร่างเขาหายลับไปจากคนทั้งสาม

"จุนซู"แจจุงถลันเข้าหาจุนซูทันท่วงที ที่ร่างนั้นจะล้มลงกับพื้น ยุนโฮวิ่งเข้ามาช่วยพยุงอีกแรงก่อนจะพาร่างที่ไร้เรี่ยวแรงไปนั่งที่โซฟา

"ฮือๆๆๆ ฉันรักนาย ยูชอน ฮือๆๆๆ"จุนซูโผเข้าหาอกแกร่งของยุนโฮ พี่ชายผู้เป็นเสมือนพี่ชายสายเลือดเดียวกัน ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ น้ำตาเป็นสายที่ดูน่าจะเหือดหายไปหมดแล้วเพราะเจ้าตัวร้องไห้มานานเท่าไหร่ไม่รู้ กลับยังคงหลั่งรินได้อย่างไม่ขาดสาย

แจจุงเอื้อมมือมาลูบหัวลูบหลังเจ้าโลมาน้อย พลางจ้องมองสบตายุนโฮกันอยู่เงียบๆ ท่ามกลางเสียงสะอื้นที่ดังลั่นห้อง จนกระทั่งปลุกชางมินให้ลุกขึ้นมาจากที่นอนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ แต่เจ้าน้องเล็กสุดท้องกำลังมองพี่ชายทั้งสามคนด้วยดวงหน้าเศร้าสลด ราวกับว่าตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อพบกับการแตกแยกของครอบครัว

TBC