Paris de l'amour [1]
posted on 13 Mar 2008 21:05 by jaerad in Paris-de-lamour
Title :: Paris de l'amour 1
Author :: แจแรด
Category :: Romantic/Comedy
Pairing :: YuChun/JunSoo YunHo/JaeJung
Rating :: PG -13 [this part]
Summary: เหตุเกิดเพราะ Bonjour Paris เป็นเหตุ
มันเป็นช็อตฟิกนะ น่าจะแต่งสักสองสามตอน ไม่รู้อะ ตามต่อไปก่อนละกัน
แจแรด talk :: ฮ่าๆๆๆ วันนี้ไม่มี in love and war มาฝาก เนื่องจากแจแรดแฮงก์ก็เลยยังไม่ตื่นดี (ได้ข่าวนี่ค่ำแล้วป้า) ฮ่าๆๆๆ
เลยเอาฟิกที่แต่งเพราะนั่งชื่นชม นั่งเลีย จนคุ้มค่าเงินของ Bonjour Paris มาให้อ่านกัน เพราะความน่ารักของเด็กๆ และความฮาความตลก ความโรแมนติก ก็เลยทำให้นึกอยากแต่งขึ้นมาอะ
ยังไงก็ฝากกันด้วยนะคะ แล้วก็ คนที่รอ war ก็รอกันต่อไป อิยะฮ่าๆๆๆ
รักคนอ่านก็ช่วยอ่านช่วยเมนท์กันหน่อยนะจ๊ะ แจแรดไม่กัดน้า ใครที่พีเอ็มเข้ามาแอบถามโน่นถามนี่ แจแรดไม่กัดค่ะ จะทวงฟิก หรือติฉินนินทาคนแต่ง เดอะไลน์ ก็เชิญได้เลยนะ
ป.ล. เรื่องนี้ไม่เครียดจ้า ฮ่าๆๆ มาดูกันว่าไม่เครียดแล้วแจแรดจะเขียนได้ไหม
Paris de l'amour
“ตื่นได้แล้ว นี่! จะนอนไปถึงไหนกัน ไหนว่าจะมาเปิดหูเปิดตาไง”ฝ่ามือใหญ่ตบตุบๆลงไปบนร่างที่พันกายด้วยผ้าห่มผืนบางๆสองผืนซ้อนกัน ขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่บนโซฟาสีควันบุหรี่ ที่ตั้งอยู่กลางห้องนั่งเล่นของ อพาทเมนต์ แบบหนึ่งห้องนอน
“อือ...งึมๆๆ...อือ”แต่แทนที่จะมีการขยับเขยื้อนตอบรับอย่างที่ร่างสูงหวังไว้ กลับมีเพียงเสียงงึมงำงัวเงียรอดแผ่วออกมาจากโปงผ้าห่มแทน
“ยูชอน!! ตื่นได้แล้วโว้ย เดี๋ยวฉันจะต้องออกไปทำงาน วันนี้หยุดอยู่กับแกไม่ได้จริงๆ ลุกขึ้นมาซะ อย่ามัวอิดออด เดี๋ยวจะพาไปหาอะไรรองท้อง”
“หือ...ยุน...โฮ...?”คนที่โผล่หัวออกมาจากโป่งผ้าหรี่ตาที่ยังไม่เปิดดีมองคนที่ชะโงกหัวอยู่เหนือร่างของตัวเอง
“เออดิวะ ลุกได้แล้ว ฉันต้มกาแฟไว้แล้ว ไปล้างหน้าล้างตาซะ เร็วด้วย เดี๋ยวฉันไปทำงานสาย”ใบหน้าเล็กผิดกับลำตัวส่ายไปมาอย่างระอา แม้จะรู้ว่ากว่าที่เพื่อนรักจะได้หลับได้นอนเมื่อคืนก็ปาเข้าไปเกือบเช้า แต่ถึงอย่างนั้น เขาที่รีบร้อนจะออกไปทำงานก็อดที่จะหงุดหงิดกับคนขี้เซาคนเดิมนี่ไม่ได้
...ห่วง...
คำจำกัดความที่ตอนนี้ยุนโฮ มีให้กับเพื่อนผู้หนีความชอกช้ำ หอบเอาความโสกามาจากเกาหลี เพื่อที่จะมาหาที่พักพิงเพื่อจะลืมเรื่องราวความทุกข์ทรมานใจในอดีต
แต่เพราะว่าอยู่ๆ เพื่อนรักก็ปรากฏตัวอย่างไม่ทันให้เขาตั้งตัว หลังจากไม่เจอกันนานเกือบสามปี เขาเองที่ยังไม่มีโอกาสได้ลางาน หรือเตรียมห้องหับอะไรได้พร้อม มันก็เลยมีอารมณ์บ่นกันบ้าง
“อืมๆ ลุกแล้วๆๆ”คนที่กำลังงัวเงียยันกายขึ้นมาจากโซฟาตัวหนา แต่เพราะเป็นโซฟาที่เก่าแล้ว ดังนั้นช่วงกลางของเบาะจึงยุบตัวลงไปเพราะน้ำหนักของตน ทำเอารู้สึกเมื่อยข่บไปทั้งตัว จนต้องนั่งบิดตัวไปมาอยู่หลายทีเพื่อคลายความเมื่อย ก่อนจะนั่งนิ่งค้างเติ่ง แล้วเหม่อมองไปตรงหน้า เพื่อรำลึกว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
แสงแดดแรงยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่บานเดียวในห้องนั่งเล่นแห่งนี้เข้ามา แต่ความเย็นของอากาศภายนอกที่พัดเบาๆพอให้ผ้าม่านสีขาวปลิวไสวนั้นกลับทำให้ แสงจ้าของแดดดูทอนลงและอบอุ่นมากกว่าจะร้อนแรงเป็นไหนๆ
ทางขวามือของเขาเป็นห้องครัวขนาดเล็กที่ติดอยู่กับประตูทางเข้า ที่มีจักยานสีดำจอดพิงกับตู้รองเท้าและที่แขวนเสื้อโค้ท ที่มีโค้ทหนังสีดำมันขลับแขวนเอาไว้
ทางด้านซ้ายมือเป็นเตาผิงแบบใช้ไฟฟ้าสีดำเทาที่ถูกฝังอยู่ในผนังห้องสีขาว ที่ตั้งอยู่ข้างๆโซฟาที่เขาใช้ใช้ยึดเป็นที่นอนตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ซึ่งถัดไปจากเตาผิงก็เป็นประตูกระจกแบบเลื่อน ที่ใช้กั้นห้องนอนของเจ้าของห้องไว้เป็นสัดส่วนกันกับห้องนั่งเล่น
ขนาบข้างหน้าต่างของห้องนั่งเล่นสองด้านเป็นตู้หนังสือแบบสี่ชั้นเล็กๆ และโต๊ะทำงานที่มีแต่แผ่นซีดีกระจัดกระจาย กับลำโพงของไอพอด และโคมไฟแบบแอนทีคตั้งเอาไว้
ห้องนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลยถ้าเทียบกับห้องพักอื่นๆ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆมีเครื่องประดับน้อยชิ้น และแต่ละชิ้นก็ดูจะเป็นของใช้จำเป็นที่เจ้าของห้องใช้บ่อยๆทั้งนั้น ไม่ได้ตั้งเอาไว้ประดับห้องเพื่อความสวยงามแต่อย่างใด มันเลยดูเหมาะกับเป็นห้องของชายหนุ่มที่อาศัยอยู่เพียงลำพังคนเดียว
อันที่จริงเขาคิดว่าเขาไม่อยากจะมารบกวนยุนโฮที่นี่เท่าไหร่ เกรงว่าจะทำให้อึดอัด กับสภาพชายรูปร่างใหญ่โตสองคนในอพาเมนต์เล็กๆนี่ แต่เพราะเขามาแบบไม่ทันบอกกล่าว ไม่ได้จองที่พัก หรืออะไรล่วงหน้า แค่นึกจะมาจู่ๆเขาก็บินมาเลยทันที
และเพื่อนรักอย่างยุนโฮ ก็ใจดีเกินกว่าจะไล่เขาให้ไปเดินหาโรงแรมพักเอาเองตอนเที่ยงคืนกว่าๆ ดังนั้น เตียงสุดหรูที่เขาใช้ซุกหัวนอนตั้งแต่เมื่อคืน จึงเป็นโซฟาในอพาทเมนต์แคบๆของเพื่อนรักนี่เอง
“ไม่มีอะไรมากนักนะ ฉันไม่ได้ซื้อของกินตุนไว้น่ะ”ยุนโฮที่เดินออกมาจากห้องครัวเล็กๆเอยบอก ปกติแล้วเขาไม่ค่อยทำอาหารกินเองสักเท่าไหร่ การออกไปนั่งกินข้างนอกกับเพื่อนฝูงหลังเลิกงาน หรือว่าสั่งเอามากินที่บ้าน ดูจะสะดวกกว่าเป็นไหนๆสำหรับคนคนเดียว ดังนั้นในตู้เย็นจึงมีเพียงถาด พิซซ่าที่มีเหลือเศษอยู่สองชิ้น กับของดื่มจำพวกเบียร์และไวน์เสียมากกว่า
“เอ้า เอากาแฟดำนี่ไปดื่มให้หายง่วงก่อน เดี๋ยวพาไปกินอาหารเช้าตรงนี้” ว่าพลางก่อนจะยื่นแก้วกาแฟให้กับอีกคน
“อืม”ยูชอนพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปรับถ้วยกาแฟสีน้ำเงินเข้มมาจากอีกฝ่าย แล้วขยับผ้าห่มให้พ้นไปจากตัวเพื่อจะได้ไม่ทำหกเลอะเทอะ
ยุนโฮมองรูปร่างที่ซูบผอมลงไปอย่างถนัดตาของเพื่อนรัก พลางส่ายหัวเบาๆอย่างอดไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ได้เจอกันนานแล้ว และถึงยูชอนจะไม่ใช่คนเจ้าเนื้ออะไร แต่ร่างกายและใบหน้าของเขาก็จะดูอวบอิ่มอยู่เสมอๆ ผิดกับตอนนี้ที่ดวงตาทั้งสองหมองคล้ำ และใบหน้าก็ซูบตอบลงไปอย่างน่าใจหาย
ยุนโฮจิบกาแฟเข้าไปอึกใหญ่ ก่อนจะกุมแก้วกาแฟไว้ในมือแล้วเอ่ยถามคนตรงหน้าที่กำลังดื่มกาแฟรสขมราวกับกระหายน้ำเสียมากมาย
“นายโอเคนะ”ยุนโฮถามเบาๆ พลางมองปฏิกิริยาว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทีอย่างไร เมื่อเห็นว่ายูชอนแค่พยักหน้าเบาๆ เขาจึงเอ่ยปากพูดต่อไป โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงคำถามที่อาจจะทำให้ยูชอนสะเทือนใจ
“วันนี้ฉันหยุดไม่ได้จริงๆ นายเล่นมากะทันหันแบบนี้ แต่เดี๋ยววันนี้จะเข้าไปเคลียร์งานให้เสร็จ แล้วลาพักร้อน พรุ่งนี้จะพานายเที่ยว หรือว่านายอยากจะ...อยากจะอยู่คนเดียวละ ห้องนี้มีอะไรไม่มากนัก แต่ว่านายจะใช้ทำอะไรก็ได้นะตามสบายเลย ขอแค่...ไม่ทำอะไร...โง่ๆ...”
ขอโทษนะยุนโฮ น้าไม่ควรจะบอกยุนโฮให้เป็นห่วง แต่ยูชอน ยูชอนเขาพยายามฆ่าตัวตาย แต่ไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้เขาสบายดีแล้ว เขาแค่...ฮึก เขาแค่กำลังจมอยู่ในความโศกเศร้าน่ะ หมอบอกให้เขาเปลี่ยนสถานที่อยู่ เปลี่ยนชีวิตประจำวัน น้าเตรียมเรื่องให้เขาไปปารีส มันอาจจะกะทันหัน แต่ว่าน้าฝากดูเขาด้วยนะ น้าอยากจะตามไปด้วย แต่ยุนก็รู้จักยูชอน เขาคงไม่อยากจะเจอหน้าคนที่นี่ในตอนนี้ อ้อ แล้วพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องของยูฮวานด้วยนะ เครื่องเขาจะลงตอนเที่ยงคืนสิบห้า รบกวนยุนไปรับเขาด้วยนะ
ถ้อยคำจากเสียงในโทรศัพท์ของแม่ยูชอนยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของเขา แม้จะยังไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมากนัก แต่เขาก็ทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ ได้แต่หุนหันออกจากห้องตอนสามทุ่มกว่าๆ เพื่อที่จะเดินทางไปยังสนามบิน ตามหาตัวเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันเสียนาน
“ขอบใจมากยุนโฮ”ยูชอนเอ่ยเบาๆขัดคำพูดที่ยังไม่ทันจบประโยคของเพื่อนรัก ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเพื่อนเป็นห่วง แต่เขายังไม่พร้อมจะพูดถึงมัน ยังไม่พร้อมจะรับความจริงที่เกิดขึ้น ถึงได้หนีมาไกลถึงปารีส
เขายิ้มบางๆให้อีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะเข้าใจอารมณ์ของเขา ก่อนจะก้มลงมองกาแฟสีดำเข้มในมือ สีเข้มและรสขมของมันช่างไม่ต่างอะไรนักกับชีวิตของเขาในตอนนี้เลย
“ไม่มีอะไรต้องขอบใจ เราเพื่อนกัน แกก็รู้ฉันรักแกเหมือนพี่เหมือนน้อง เราคบกันมาตั้งแต่ประถม กะอีแค่เพื่อนต้องการที่พักพิงแค่นี้ทำไมจะให้ไม่ได้ เฮ้อ ไปเปิดหูเปิดตาซะ ฝรั่งเศสมีแต่สีสันสวยงาม ขี้คร้านแกอยู่สองสามวันอาจจะไม่อยากกลับเกาหลีเลยก็ได้”
“เหมือนที่แกไม่ยอมกลับเลยน่ะเหรอ”อีกฝ่ายย้อนถามยิ้ม เงยหน้าหรี่ตามองราวกับจับผิด
“ก็...ปารีสมันมีความสวยงามที่น่าหลงใหลนี่ว่า” ยุนโฮตอบราวกับเป็นเรื่องปกติ ซึ่งมันก็จริง มีใครบ้างที่มาถึงปารีสแล้วจะไม่หลงใหลแสงสีอันเจิดจ้า และวัฒนธรรมอันน่าลุ่มหลงกันบ้าง ยกเว้นก็แต่เรื่องความเหงาเนี่ยแหละ
เพราะปารีสเป็นสถานที่ที่โรแมนติกมากใครๆก็รู้ หากคนไร้คู่มาเดินดุ่มๆอยู่แถวนี้เพียงลำพัง อาจจะเหงาตายเพราะความโรแมนติกของเมืองและคู่รักก็เป็นได้ แล้วอย่างนี้เพื่อนเขามันจะอยู่รอดได้รึเปล่าเนี่ย แม่มันคิดถูกรึเปล่าถึงส่งมันมาที่นี่
“ปารีสน่าหลงใหล หรือสาวปารีสน่าหลงใหลวะ” ยูชอนแอบกัดพวกปากหนัก เห็นอยู่ชัดๆว่าที่มันไม่ยอมโผล่หัวกลับไปเกาหลีเลยน่ะมันไม่ใช่เพราะปารีสแน่ๆ
“ปารีสสิวะไอ้นี่...”ยุนโฮเถียงกลับ แต่ก็ยกมือขึ้นลูบปลายจมูกตัวเองแก้เขิน
‘ดูมัน หน้าแดงเถือกอย่างนี้ยังมีหน้ามาเถียง’ ยูชอนได้แต่คิดในใจ
“แต่ก็นะ ในความสวยงามของมัน ก็มีความสวยงามกว่าซ่อนเอาไว้ละวะ เอาเถอะ อย่าพูดมากอยู่เลย ไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวฉันไปทำงานสายกันพอดี”ยุนโฮโวยวายเปลี่ยนเรื่องเมื่อเพื่อนรักรู้ทัน จึงได้แต่เลี่ยงลุกขึ้นยืนแล้วดึงแก้วกาแฟที่อีกฝ่ายดื่มยังไม่ทันหมดเอามาไว้ในมือ แล้วเดินเอาไปเททิ้งในซิงค์เล็กๆในครัว
‘รู้ดีนัก อย่ากินมันเลยละกัน’
“บองชูว์ เมอร์ซิเออร์แจจุง วันนี้อากาศดีนะครับ”พนักงานในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด ตัดกับผ้ากันเปื้อนสีดำใหม่เอี่ยมกำลังทักทายชายหนุ่มหน้าสวยที่ขยับแถวเข้ามายืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์
“บองชูว์ เมอร์ซิเออร์ ครับ วันนี้อากาศดีมาก”ริมฝีปากสีสวยแม้จะผ่านความเย็นจากนอกร้านมา แต่ก็ยังดูสดใสเหมือนทุกๆเช้า เอ่ยตอบพนักงานของร้านอย่างคุ้นเคย
“เบเกิลหนึ่ง กาแฟหนึ่งเหมือนเดิมสินะครับ”
“ครับ เหมือนเดิม แต่วันนี้ขอนมเยอะหน่อย พอดีเมื่อคืนทำงานดึก อยากได้อะไรหวานๆให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าสักหน่อย”ร่างบางบอกยิ้มๆ ก่อนจะเดินหลบไปยืนรอด้านข้าง เพื่อให้คนที่ต่อคิวจากเขาขึ้นมาสั่งบ้าง
ดวงตากลมโตสอดส่ายไปมาทั้งร้านและแถวที่ต่ออยู่ ก่อนที่เรียวคิ้วสวยได้รูปจะขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจเมื่อรู้สึกถึงความว่างเปล่าของร้านในวันนี้
‘วันนี้ยังไม่มาเหรอ? หรือว่า...จะไปแล้วนะ....นี่กี่โมงกันแล้วเนี่ย’
“ได้แล้วครับเมอซิเออร์” น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นขัดความคิดของแจจุงให้หยุดลง ก่อนจะหันไปแล้วเอื้อมมือไปรับแก้วกาแฟร้อนๆและถุงกระดาษสีน้ำตาลเล็กๆ แล้วหยิบแบงก์จากกระเป๋าเสื้อโค้ทหนังสีดำของเขาส่งให้พนักงาน จากนั้นจึงยิ้มให้อีกทีและเดินออกไปจากร้านด้วยความรู้สึกโหลงเหลง ราวกับความชีวิตประจำวันของเขามันขาดหายไม่สมบูรณ์
เสียงประตูกรุ๊งกริ๊งของร้านปิดลง พร้อมกับลมหายใจที่ผ่อนออกมาจากริมฝีปากบึ้งตึงของแจจุง
‘เสียดายจัง’
บ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะส่ายหัวให้กับความงี่เง่าของตัวเอง แล้วสาวเท้าเดินออกไปจากหน้าร้าน ตรงไปจนสุดทางของหัวมุมตึก เพื่อจะเดินเลี้ยวไปยังสถานีรถไฟฟ้า
แต่เสี้ยวเดียวที่หลังบางเพิ่งจะพ้นขอบตึกไป ฝั่งตรงข้ามของร้านกาแฟเมื่อสักครู่ ชายหนุ่มร่างใหญ่สองคนกำลังก้าวข้ามถนนเล็กๆตรงมายังร้านที่ว่า
“โทษที มันสายแล้วว่ะ เลยไม่มีเวลาพาไปกินข้าว”ยุนโฮเอ่ยขอโทษเพื่อนรัก ทั้งๆที่คนที่ทำให้สายคืออีกฝ่ายต่างหากที่อิดออดไม่ยอมอาบน้ำสักที
“อืม ไม่เป็นไร ยังไม่หิว”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องกิน”ยุนโฮว่าพลางเปิดประตูเข้าไปในร้าน แล้วเดินตรงไปต่อแถวเพื่อสั่งของ
“แกยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อคืนละสิ เอากาแฟกับโดนัท หรือไม่ก็แซนด์วิชลองท้องไปก่อน แล้วเดี๋ยวกลางวันจะแว็บออกมากินข้าวเที่ยวด้วย ว่าแต่แผนที่อยู่กับแกแล้วใช่ไหม”
ยูชอนไม่ได้ตอบคนช่างบ่นข้างๆ เขาแค่ตบมือเบาๆลงไปที่กระเป๋าเสื้อสูทสีเทาที่ตัวเองใส่อยู่ราวกับว่านั่นเป็นคำตอบให้ยุนโฮสบายใจ ว่าแผนที่ที่ยุนโฮอุตส่าห์เขียนขึ้นมาพร้อมประโยคจำเป็นสี่ห้าประโยคในการท่องปารีส อยู่ในกระเป๋าของเขาแล้ว
“ดี”ยุนโฮว่าเบาๆเมื่อเห็นดังนั้น ก่อนจะชะเง้อหน้ามองไปยังหัวแถวของคิว ไล่มาจนถึงผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าพวกเขา...แต่ก็ไม่พบ...
หัวคิ้วที่ตกลงอย่างบ่งบอกถึงความผิดหวัง ริมฝีปากขยับขยุบขยิบอย่างกับจะบ่นคนข้างๆที่ทำให้เขาพลาดโอกาสในเช้าวันนี้
“เป็นไรอะ มองหาอะไรวะ”ยูชอนเอ่ยถามเพื่อนที่อยู่ๆก็ทำหน้าเหมือนกับหมีป่วยขึ้นมาซะเฉยๆ
“เปล่า”ยุนโฮตอบปัดๆ ก่อนจะเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง...เรื่องที่...บางทียูชอนก็ไม่จำเป็นต้องรู้นี่นา...
“ว่าแต่แก วันนี้จะไปไหนต่อละ คิดไว้รึยัง แผนที่ที่ฉันเขียนให้อะ มันก็พอจะเดินดูอะไรรอบๆนี้ได้บ้างละ ร้านค้า ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ มันก็น่าไปนะ ไอ้พวกที่น่าสนใจจริงๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปแล้วกัน”
“คงเดินเล่นแถวๆนี้แหละ ไม่รู้เหมือนกัน ไม่มีอารมณ์ว่ะ”ยูชอนเอ่ยปัดๆ และนั่นก็ทำให้ยุนโฮซึ่งคบกันมานานรู้ว่าเพื่อนยังไม่อยากให้เซ้าซี้ เขารู้ว่าในหัวของยูชอนตอนนี้ไม่ได้วางแผนอะไรเอาไว้เลย ดังนั้น ยุนโฮจึงได้แต่สั่งกาแฟและแซนด์วิชให้พวกเขาคนละชุด ก่อนจะพากันออกมาจากร้าน
“ฉันจะไปขึ้นรถไปทางนี้ เดี๋ยวตอนเที่ยงๆแกก็รอฉันอยู่หน้าสถานีรถไฟ แล้วกัน โอเคนะ”
“อืม โอเค”
“งั้นเดี๋ยวเจอกันเพื่อน”ยุนโฮบอกลา ท่าทางของเขาก็ยังไม่คลายห่วง แต่ถึงอย่างนั้น ยูชอนก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว ในเมื่อเพื่อนรักจะทำอะไร เขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปคอยควบคุม เดี๋ยวมันหลงก็คงจะโทรมาหาเขาเองแหละ คิดได้ดังนั้นจึงโบกมือให้เพื่อนแล้วทำท่าจะเดินจากไป
“แล้วเจอกัน” ยูชอนพึมพำ ก่อนจะลากขาตัวเองออกไปทางที่เป็นทางกลับอพาทเมนต์ของยุนโฮ
“เดี๋ยว!!!”เสียงตะโกนเรียกเอาไว้ทำให้ยูชอนต้องหันกลับมาอีกครั้ง
“นายโอเคแน่นะ ยูชอน”ยุนโฮเอ่ยถาม แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายคงแค่เพียงพยักหน้าก็ตาม
แต่สิบห้านาทีต่อมา หลังจากเดินวนเวียนไปมา ยูชอนก็ตัดสินใจว่าเขาไม่อยากจะกลับไปที่ห้องของยุนโฮ เพื่อนอนพักอย่างที่ตั้งใจไว้ เลยเดินเข้าไปยังสนามเด็กเล่นใกล้ๆ ที่เชื่อมต่อกับสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงเก้าอี้เหล็กที่ทาสีเขียวเป็ดเอาไว้
ยูชอนทิ้งกระเป๋าและถ้วยกาแฟลงบนที่ว่างบนเก้าอี้ ก่อนจะหย่อนตัวลงตาม สายตาจ้องมองไปยังภาพของบรรยากาศเบื้องหน้า ที่ผู้คนที่สุดถนนกำลังเร่งรีบเดินทางไปทำงาน ส่วนในบริเวณสวนที่เขานั่ง ก็มีบรรดาคุณแม่ลูกอ่อนหลายคนพาลูกมาเดินรับแสงแดดอ่อนๆตอนเช้าๆแบบนี้ บ้างก็นั่งจับกลุ่มคุยกัน ปล่อยให้เด็กๆเล่นวิ่งไล่จับ หรือไม่ก็เล่นฟุตบอลอยู่ตรงส่วนที่เป็นสนามบาสเล็กๆ
‘นายโอเคแน่นะ ยูชอน’
ถ้อยคำถามของยุนโฮ ก้องสะท้อนไปมาอยู่ในหัวของเขา อย่างไม่มีคำตอบ
เขาหนีมาไกลหลายร้อยไมล์เพื่อหนีความจริงอันน่าเจ็บปวด แต่เมื่อเจอคำถามอย่างนี้...ในตอนนี้ เขาคิดว่าเขาคงไม่มีคำตอบให้ทั้งกับยุนโฮ และกับตัวเอง
จริงอยู่ว่า ทันทีที่มาอยู่ทีนี่ยังไม่ถึงวันเต็มด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนความคิดของเขาจะไม่ได้ย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นที่เกาหลีเลย ราวกับว่ามันตามเขามาไม่ทัน...ราวกับว่าความห่างไกลทำให้มันรางเลือนและหายไป
แต่ว่าความเจ็บปวดที่กรุ่นกลิ่นอยู่ในซอกใจแม้มันจะเนิ่นนานแล้วก็ตาม รสชาติความเจ็บปวดของมันยังตอกย้ำเขาอยู่ทุกนาที
.
.
.
.
flash back
“นายว่าอะไรนะ!!!”
“ผมทำ...ผมยูนี..ทะ...ท้อง”
“อะไร แกพูดอะไรยูฮวาน ฉันไม่เข้าใจ!!!”
“ผมบอกว่าผมทำยูนีท้อง...ตอนพี่ไปญี่ปุ่น เราเมา ผมเมา ไม่รู้ ไม่รู้!!! ผมทำเธอท้อง ผมทำแฟนพี่ ผมทำคู่หมั้นพี่ท้อง!!!!!”
“แก...แก...ยูฮวาน...แก...แกอายุ 17 ยูนี...แฟนฉัน...แก...แก!!!”
.
.
.
.
flash come
“คุณฮะ คุณ...คุณ!!!”
“หา!!!”ยูชอนสะดุ้งสุดตัว ร้องออกมาอย่างตกอกตกใจ ก่อนจะหันซ้ายแลขวาราวกับคนกำลังหลงทาง
“คุณโอเคนะครับ”เสียงแหบแหลมของใครคนหนึ่งเอ่ยถามอะไรสักอย่างที่เขาฟังไม่เข้าใจ
ดวงตาเรียวหันมาตรงหน้าก่อนจะพบเข้ากับเด็กชายร่างเล็ก ที่อายุคงไม่ต่างกับคนที่เขากำลังนึกถึงสักเท่าไหร่
ใบหน้ากลม พร้อมด้วยดวงตาเรียวเล็กภายใต้กรอบแว่นตาสีดำกำลังจับจ้องมาที่เขาอย่างกังวล
มือเล็กๆที่โผล่พ้นออกมาจากปลายแขนเสื้อสเว็ตเตอร์ลายทางสลับเหลืองดำ กำลังเอื้อมมาจับที่ใบหน้าของเขา ความเย็นและชื้นจากฝ่ามือของอีกฝ่ายราวกับเรียกสติของยูชอนให้กลับคืนมา เขาเบี่ยงใบหน้าให้พ้นกับการสัมผัสของคนแปลกหน้าทันที
“อะ ขอโทษ ไม่เป็นอะไรใช่ไหมฮะ”อีกครั้งที่คนตรงหน้าเอ่ยถามอะไรที่เขาไม่เข้าใจ
“เอ่อ...”
“คุณไม่ใช่คนที่นี่ใช่ไหม”คราวนี้สำเนียงเปลี่ยนไปเป็นภาษาอังกฤษแปร่งๆแต่ก็พอที่เขาจะเข้าใจได้มากกว่าเมื่อครู่
“อ่า ใช่ ผม...เอ่อ”แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ ในเมื่อเขาจับต้นชนปลายไม่ถูกด้วยซ้ำว่าทำไมอยู่ๆเด็กคนนี้ถึงเดินเข้ามาจับใบหน้าของเขาแล้วก็ชวนเขาคุย
‘นี่เขาเผลอโวยวายอะไรออกไปรึเปล่านะ’
“อ๋อ ถ้างั้น...”คนตัวเล็กตรงหน้าร้องออกมา ก่อนจะเงียบไปอย่างใช้ความคิด แล้วเอ่ยปากถามขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณเจ็บตรงนี้มั้ย?”มือเล็กที่สัมผัสใบหน้าเขาเมื่อครู่ชี้ไปที่หน้าผากของตัวเองพลางเอียงคอถามร่างสูง
“เห?...”
“หัวน่ะ...ตรงนี้”ไม่ว่าเปล่า นิ้วที่เมื่อกี้ยังอยู่ที่หน้าผากของตัวเอง แต่ตอนนี้กลับถูกส่งออกมาจิ้มเบาๆที่ตรงหน้าผากของร่างสูงแทน
แต่แล้วยูชอนก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บ
“โอ๊ย!!!”
“อ๊ะ!! ขอโทษฮะ เจ็บสินะ ผมขอโทษ ผมไม่ตั้งใจ พอดีเล่นกันเพลินไปหน่อย เตะแรงไปไม่ได้ดู ขอโทษจริงๆนะฮะ”ร่างเล็กขอโทษขอโพยยกไม้ยกมือประกบกัน
“เอ่อ...ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร”ยูชอนว่า เมื่อเห็นว่าดวงตาเรียวหลังกรอบแว่นนั่นมีท่าทีว่าเสียใจจริงๆ
“ผมตะโกนให้คุณหลบแล้ว แต่ดูเหมือนคุณจะเหม่ออยู่ ผมต้องขอโทษอีกครั้งนะครับ”เจ้าตัวเล็กกล่าวขอโทษอีกครั้ง
“อืม ไม่เป็นไร”ยูชอนก็ยังย้ำคำเดิมเช่นกัน
“งั้นผม...”เจ้าตัวเล็กหันไปยังกลุ่มเพื่อนๆที่กำลังตะโกนเรียกเขาเสียงดังโหวกแหวก ที่ยูชอนไม่เข้าใจความหมาย
“เพื่อนผมเรียกแล้ว ผมไปก่อนนะฮะ”ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นจากพื้น ก่อนจะหยิบลูกบอลที่กลิ้งอยู่แถวนั้นขึ้นมาด้วย แล้วก้าวเท้าวิ่งออกไปจากยูชอน ยังไม่ทันที่ยูชอนจะหายงง ร่างเล็กก็วิ่งพรวดกลับมาอีกครั้ง
“ผมต้องถามคุณ แฮ่กๆๆ คุณไม่ใช่คนที่นี่ คุณมาจากไหนเหรอ แฮ่กๆๆ”เจ้าตัวเล็กถามไปหอบไป ใบหวานกลมทำใบหน้าสดใสอย่างอยากรู้อยากเห็น
“เกาหลี”ยูชอนตอบเรียบๆ
จริงๆเขาไม่ค่อยชอบคนที่วุ่นวายกับคนอื่นเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ทำไมถึงเอ่ยตอบคำถามไป ทั้งๆที่เขาจะบอกขอโทษเจ้าตัวเล็กแบบมีมารยาทว่าไม่ให้ยุ่งเรื่องส่วนตัวก็ได้ แต่เขาก็ไม่ทำ แค่ตอบออกไปแบบนั้น คงเพราะท่าทางกระตือรือร้นแบบนั้นละมั้ง
“เกาหลี โว้!! โลกกลมมากเลย ผมก็เป็นคนเกาหลี ผมมาอยู่ที่นี่กับพี่ชาย พี่ผมเป็นบาทหลวงอยู่โบสถ์คาทอลิกสำหรับคนเกาหลีที่นี่”เจ้าตัวเล็กเล่าอย่างตื่นเต้น ริมฝีปากเล็กนั้นยื่นแหลมออกมาราวกับเด็กๆ ทั้งๆที่เขาไม่คิดว่าหมอนี่จะอายุน้อยแล้ว อย่างน้อยเสื้อที่ใส่ก็มีตราของมหาวิทยาลัยชื่อดังของที่นี่แปะเอาไว้ตรงหน้าอก
“อ๋อ...เหรอ...อืม”คนพูดน้อยอย่างยูชอนจึงได้แต่ตอบไปเพียงเท่านั้น
“เซีย!!!”เสียงตะโกนเรียกมาจากด้านหลังเป็นของเพื่อนรุ่นเยาว์ตัวเล็กกว่าคนตรงหน้าเขามาก กำลังโวยวายอะไรสักอย่างเป็นภาษาฝรั่งเศสอยู่
“ไปเดี๋ยวนี้แหละ”เจ้าตัวเล็กส่งภาษาฝรั่งเศสแบบกระชากกลับไป ก่อนที่จะหันมาหายูชอนแล้วเปลี่ยนโทนเสียงลง
“ผมไปก่อนนะฮะ คุณมาแถวนี้บ่อยไหม ยังไง เราเจอกันอีกนะฮะ บ๊ายบายฮะ”ว่าเสร็จก็วิ่งออกไปทันทีอีกครั้ง และก็เป็นอีกครั้งที่เจ้าตัวกระหืดกระหอบกลับมาใหม่
“แฮ่กๆๆ ...อ้อ ผมชื่อ จุนซูนะ แฮ่ก ฮะ คิมจุนซู แต่คนที่นี่เรียกผมว่าเซีย เพราะว่ามันเรียกง่ายกว่า ไปนะฮะ”ร่างเล็กว่าแล้ววิ่งออกไป จนยูชอนต้องกลั้นหายใจอีกครั้งลุ้นว่าเจ้าตัวเล็กจะวิ่งกลับมาอีกไหม
แต่ว่าก็ไม่เป็นแบบนั้น ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนั่นจะไปเรียนสายแล้ว จึงได้แค่วิ่งกลับไปที่สนามแล้วโยนลูกบอลให้เพื่อน ก่อนจะคว้าเป้ที่มีเสื้อคลุมพาดเอาไว้ขึ้นมาสะพาย แล้วคว้าจักรยานที่จอดพิงแป้นบาสอยู่ขึ้นมาแล้วปั่นออกไปจากสนามทันที
“พรืด....!!!!!” ยูชอนถึงกลับพ่นลมออกมาจากจมูก แล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมาในที่สุด
“ฮ่าๆๆๆๆๆ”
หลังจากควบคุมให้ตัวเองไม่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งไปมากกว่านี้ ยูชอนถึงสงบลงได้ ความเจ็บปวดบนหน้าผากบ่งบอกว่าเขาไม่ได้ฝันไป
เขากำลังขำ...กำลังหัวเราะ...และกำลังรู้สึกโล่งใจราวกับได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกมา
นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาไม่ได้หัวเราะ
นานเท่าไหนแล้วที่ไม่ได้รู้สึกขำมากมายแบบนี้
เป็นเพราะท่าทางตลกๆของเจ้าเด็กคนนั้นสินะ ...คิมจุนซู...ขอบใจนะ...เจ้าตัวเล็ก
“เป็นอะไรไป หน้าตาบูดบึ้งเชียว”ร่างสูงที่เพิ่งโผล่พ้นประตูเข้ามาเอ่ยทักคนที่นั่งหน้ายู่อยู่หน้าโต๊ะทำงาน ที่ตรงหน้าเต็มไปด้วยภาพถ่ายกระจัดกระจ่ายที่จะต้องเลือกเพื่อลงคอลัมน์ได้แล้ว แต่ว่าเขาก็ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำงานเลย เมื่อวันนี้ดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์เอาเสียเลย เพราะไม่ได้เจอกับนางฟ้าเหมือนทุกๆวัน
“พูดมากน่า งานละ เอามาส่งรึเปล่า ฌาค เล่นงานฉันสองรอบแล้วเมื่อวาน ถ้าวันนี้แกไม่มีงานมาส่ง แกโดนฉันเตะกลับไปแน่ไอ้คุณชางมิน”ยุนโฮทำตาโตก่อนจะเอ่ยปากด่าตากล้องเพื่อนรักที่มักจะทำงานส่งช้าเป็นกิจวัตร
“โวะ เป็นไรไปเนี่ย หงุดหงิดอะไรมา เอ้า เอานี่ไป แล้วก็นะ มีของแถมให้ด้วย”ชางมินว่ายิ้มๆ ก่อนจะโยนซองสีน้ำตาลที่บรรจุรูปถ่ายที่เขาล้างออกมาด้วยตัวเองส่งให้เพื่อนรัก
“ของแถม?”ยุนโฮเลิกตาถาม มือของเขาค่อยๆหยิบรูปที่อัดออกมาจากซอง
“ช่าย เจอบนรถไฟเมื่อวาน สวยชะมัด ไม่น่าจะใช่คนฝรั่งเศส แต่ผมนี่สีทองสดใส หน้าขาว สวยมากๆเลย”ชางมินทำน้ำเสียงล้อเลียนอย่างตื่นเต้น ก่อนจะแย่งซองมาจากอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่ายุนโฮชักช้าเกินไป แล้วหยิบภาพถ่ายแผ่นที่มีขนาดเล็กกว่าภาพถ่ายของงานที่เขาจะส่งออกมา แล้วพลิกให้ยุนโฮได้เห็น
“สวยมะ”อีกฝ่ายยิ้มยิงฟัน
“นายไปเจอเขาที่ไหน”ยุนโฮ ขมวดคิ้วอย่างเคืองๆที่โดนเพื่อนล้อ แต่เหตุผลจริงๆคือ เขาไม่มีโอกาสได้เห็นภาพแบบนี้ แต่ชางมินกลับโชคดีได้เจอกันทั้งๆที่ปารีสก็ไม่ใช่เล็กๆ
“บนรถไฟ เมื่อวานนี้ เขาอยู่เขตเดียวกับแกน่ะแหละ แต่ไม่รู้ว่าขึ้นมาจากตรงไหน ฉันขึ้นมาก็เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้ว”
“เฮ้อ!!! ทำไมฉันถึงไม่โชคดีได้เจอเขาบ้างเลยวะ นอกจากร้านกาแฟน่ะ”ยุนโฮเอ่ยเซ็งๆ พลางโยนรูปลงบนโต๊ะราวกับไม่ใส่ใจ
“เจอแล้วไง เจอแล้วแกจะทำอะไร ปากน่ะมีไหม เจอเขามาตั้งเกือบสามปี แทนที่จะเข้าไปทักทาย กลับมัวแต่แอบมองอยู่นั่น ป่านนี้เขามีแฟนไปแล้วมั้ง ”ชางมินกัดเพื่อน ก่อนจะส่ายหัวในความไม่ประสาของยุนโฮ
ทั้งๆที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นต่อสำหรับผู้หญิงขนาดนี้ ขนาดผู้หญิงเจ้าถิ่นบางคนยังหลงใหลรูปหน้าราวกับเทพบุตรของยุนโฮ แต่ดูเหมือนยุนโฮจะใช้ของมีค่าที่พระเจ้าให้มาไม่เป็นเสียแล้ว
ในเมื่อหมอนี่ไม่เคยออกเดท ไม่เคยจีบผู้หญิง กระทั่งไม่กล้าคุยกับผู้ชายด้วยกัน ทั้งๆที่เจอเขามาตลอดทุกเช้าตั้งแต่มาทำงานที่ปารีส แต่ยุนโฮก็ไม่เคยไปเอ่ยทักอีกฝ่ายก่อน
แค่คำทักทายตามประสาคนเจอหน้ากันในที่เดิมๆทุกวันหมอนั่นยังไม่กล้า นับประสาอะไรกับจะจีบเขาได้แต่แอบมาดักรอดูเขาตอนเช้าที่ร้านกาแฟ
เขาเองเคยมีโอกาสตามไปดูคนสวยที่มันเฝ้าพร่ำเพ้อทุกวันๆ แต่พอครั้นจะเข้าไปถามชื่อถามเบอร์โทรให้ หมอนี่ก็ปฏิเสธท่าเดียว โดยให้เหตุผลว่า อีกฝ่ายเป็นผู้ชาย ถ้าเขาไม่พอใจขึ้นมามันจะไม่ดีเอา
คิดแล้วก็ได้แต่กลุ้มกับความซื่อบื้อของคนคนหนึ่งที่แอบหลงรักคนแปลกหน้ามาได้ตั้งสามปี
“อย่าพูดมาก เคยบอกนายไปแล้วไม่ใช่รึไง”
“ไอ้ยุน ที่นี่มันประเทศเสรีนะ กะอีแค่จะชอบผู้ชายด้วยกันสักคน คงไม่มีใครเขาว่าอะไรแกหรอกมั้ง”เป็นประโยคเดิมๆที่ชางมินเอ่ยมาซ้ำๆตลอดสามปี
“ฉันไม่ได้ห่วงคนอื่น ...แค่เขา... เกิดเขาไม่พอใจจะทำไง ถ้าเขาไม่ใช่...จะทำยังไง”
“ถึงเขาจะใช่หรือไม่ใช่ แกก็ไม่มีทางรู้หรอกครับ ไอ้ซื่อบื้อเอ๊ย”ชางมินกดเสียงตอนท้ายประโยคให้เบาลงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้ยิน
“ช่างฉันเถอะ เรื่องของฉัน ว่าแต่แกน่ะ ฉันจะไปกินข้าวกลางวันกับเพื่อน แกจะไปด้วยไหม จะได้แนะนำให้รู้จัก”ว่าพลางมือหนาก็จับของใส่กระเป๋า แล้วเตรียมรูปที่ชางมินเอามาให้ใส่ซองแยกต่างหาก ก่อนจะเขียนกำกับเอาไว้บนหน้าซอง เพื่อเตรียมตัวเอาไว้ให้เลขาหน้าห้องส่งไปยังฝ่ายศิลป์
“ผู้หญิงผู้ชาย?”
“ผู้ชาย”
“งั้นไม่ไป ลาล่ะ”ชางมินตอบเรียบๆ ก่อนจะลุกพรวดขึ้นยืนแล้วสะพายเป้เดินออกไปจากห้องทันที
“ไอ้ประสาท”ยุนโฮถอนหายใจ ก่อนจะส่ายหน้ากับความน่าสงสารของตัวเอง เพื่อนของเขาแต่ละคน ทำไมมันช่างไม่ได้ดั่งใจเลยสักคนนะ
ว่าแล้วก็เลิกสนใจเพื่อนไป เมื่อสายตาไปสบเข้าภายถ่ายของนางฟ้าบนโต๊ะ
มือหนาหยิบมันขึ้นมาส่งยิ้มอ่อนละมุนไปให้ ราวกลับว่ารูปภาพนั้นมีชีวิต และกำลังยิ้มตอบเขากลับมา ทั้งๆที่คนในภาพกำลังหลับตาพริ้ม หัวทุยๆที่ปกคลุมไปด้วยผมสีอ่อนสว่างไสวกำลังเอนพิงกับแผงกั้นกระจก สายหูฟังสีขาวระโยงลงมากับกระเป๋าสีทองที่กอดไว้แนบอก
“ผมคิดถึงคุณจัง นางฟ้าของผม”บอกเบาๆกับรูปถ่ายที่แอบอ้างว่าคนในภาพเป็นของตัวเอง ก่อนจะจรดริมฝีปากลงไปบนรูปเบาๆ แล้วสอดรูปภาพนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทด้านในตรงอกซ้าย ก่อนจะเดินยิ้มออกไปอย่างมีความสุข
“แจจุง วานหน่อยสิ นะ”เสียงของเทเรซ่าดังมาจากด้านหลัง แจจุงที่กำลังยืนตักซุปใส่ถ้วยอยู่เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย
“ฉันรู้ว่านายออกกะตอนเที่ยง แต่ว่าวันนี้ลูกค้าแน่นร้านจริงๆ เลยอยากจะให้ช่วยไปจนถึงสี่โมงก่อนน่ะ ได้ไหม เรื่องค่าจ้างไม่ต้องห่วงเลยนะฉันจะจ่ายให้เต็มเลย”หญิงสาวส่งยิ้มมาให้ ร้านนี้เปิดตั้งแต่แปดโมงถึงสี่โมงเย็น และจะไปเปิดอีกทีก็ตอนทุ่มครึ่ง แจจุงเป็นผู้ช่วยพ่อครัวและเด็กเสริฟ์ในร้านยามที่คนขาด แต่เด็กหนุ่มก็ทำงานแค่กะเช้าถึงบ่ายเที่ยงเท่านั้น
“แต่มาดามครับ ผมมีงานพิเศษอีกสองที่นะครับ”แจจุงบอกนายจ้าง ไม่ใช่เขาไม่อยากจะช่วย แต่เขายังต้องไปเป็นลูกมือให้กับพ่อครัวของร้านอาหารเกาหลีอีกแห่ง ที่เปิดช่วงสี่โมงเย็น แล้วตอนสี่ทุ่มก็ต้องไปทำงานนี่ผับต่อจนเกือบเช้า หากว่านายจ้างอยากให้เขาช่วยไปจนถึงตอนสี่โมง นั่นแปลว่าเขาจะไม่มีเวลางีบหลับแน่นอน แล้วอย่างนี้เขาจะไหวได้ยังไงกันถ้าต้องทำงานทั้งคืน
“โอ้ว แจจุง ฮีโร่ของฉัน ฉันรู้ว่าเธอมีงานอีกหลายที่ แต่ว่าคนมันขาดจริงๆ ถ้าเธอทำฉันจะให้พิเศษเธอคนเดียวเลย นะ สิ้นเดือนนี้ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านแล้วใช่ไหม เถอะน้า แค่วันเดียวเอง”
แจจุงได้แต่ลอบถอนหายใจอย่างลำบากใจ หากเทเรซ่าเอาข้อนี้มาอ้าง เขาก็คงจะปฏิเสธไม่ได้แน่ ค่าเช่าบ้านเขาต้องจ่ายจริงๆนั่นแหละ หากว่าจ่ายไม่ทันอีก มีหวังคงได้โดนเด้งออกจากที่นั่นแน่ๆ เขาไม่อยากจะย้ายไปอยู่ย่านที่มอซอของปารีสเท่าไหร่นัก แต่ค่าใช้จ่ายที่นี่ก็ค่อนข้างแพง เขาต้องทำงานถึงสามที่เพื่อหาค่าใช้จ่าย ซึ่งบางที่มันก็ไม่ค่อยพอเท่าไหร่ ครั้นจะบินกลับเกาหลีก็ไม่ได้ด้วย
ร่างบางหวนคิดไปถึงเมื่อตอนที่บินมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ แน่นอน ในตำแหน่งที่ดีกว่าเด็กเสริฟ์และผู้ช่วยพ่อครัว
ในตอนนั้นเพราะดื้อรั้น ทั้งๆที่ครอบครัวไม่มีใครอยากจะให้มา แต่เขาก็ดิ้นรนจะมา
ปารีสคือสวรรค์ของเขา ทั้งแสงสีและแฟชั่นเป็นสิ่งที่เขาชอบมาก เงินเดือนของงานที่เขาทำสามารถให้เขาช็อปแบรนด์ดังๆได้เดือนละหลายๆตัว
แต่พอบริษัทยุบตัวลง เขาต้องตกงาน เป็นหนี้บัตรเครดิตก็อีกตั้งเยอะ แต่กระนั้น ความหัวสูงที่มีทำให้ไม่ยอมกลับบ้าน และก็ไม่ยอมย้ายจากที่พักสุดหรูของตัวเองไปไหนเด็ดขาด ถึงได้ทำงานสามสี่ที่เพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้าน ที่แทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลยในนั้น เพียงเพราะอยากจะอยู่ย่านเดียวกันกับคนคนนั้น
“เฮ้อ ก็ได้ครับ ผมจะอยู่ช่วย แต่แค่บ่ายสามนะครับ ไม่งั้นผมไปเข้างานอีกที่ไม่ทัน”แจจุงว่าเสียงอ่อย ก่อนจะเดินกลับไปทำงานของเขาต่อ โดยไม่สนใจเจ้านายสาวที่ยืนยิ้มร่าอยู่ด้านหลังเขาเลย
“รอนานไหม ว่าแต่หัวไปโดนอะไรมาน่ะ”ยุนโฮที่เพิ่งวิ่งมาถึงยังสถานที่นัด เอ่ยถามยูชอนหอบๆ เมื่อเห็นว่าที่หน้าผากของเพื่อนรักมีรอยนูนแดงอยู่ที่หัว
“อ๋อ นี่เหรอ หึๆๆ ไม่มีอะไรหรอก ซุ่มซ่ามนิดหน่อย”ยูชอนเอ่ยจะติดขำๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าของเจ้าเด็กนั่นที่มันฝากรอยนี่เอาไว้เป็นที่สะดุดตากับผู้ที่พบเห็น
“ซุ่มซ่าม? นายไม่ได้?...”ยุนโฮหรี่ตาลงอย่างสงสัย
“อย่าคิดไปไกลยุนโฮ ฉันโดนเด็กมันเตะบอลอัดใส่หน้าก็แค่นั้น ไปเหอะ ฉันหิวแล้ว ไหนละร้านที่จะพาไปกิน”ยูชอนตัดบทความคิดฟุ้งซ่านของเพื่อนรัก
“ไปสิ หัวมุมโน่น”ว่าพลางเดินนำอีกคนไปที่ร้านอาหารที่เขาเคยมากินกับเพื่อนร่วมงานในบางครั้ง
ร้านอาหารสีขาว ที่เข้าคู่กับโต๊ะเล็กสีขาวพร้อมผ้าปูโต๊ะสีน้ำเงินลายขาว ที่จัดเรียงรายอยู่ที่ลานเล็กๆหน้าร้าน ที่หันหน้าเขาหาแม่น้ำแซน ที่เต็มไปด้วยเรือท่องเที่ยวที่คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมาย
บรรยากาศสบายๆของลมที่โชยมา กับอาหารอร่อยๆของร้าน ทำให้ร้านนี้ออกจะมีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย ดังนั้นคนจึงแน่นขนัดอยู่เกือบตลอดเวลา
“บองชูว์ เมอซิเออร์ กี่ที่ครับ”พนักงานต้อนรับเอ่ยทักทาย ก่อนจะเดินนำยุนโฮและยูชอนเข้าไปในร้าน เนื่องจากว่าเก้าอี้นอกร้านถูกจับจองไปหมดแล้ว
“สักครู่จะให้คนมารับออเดอร์นะครับ”ชายหนุ่มเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพ ขณะที่เทขวดน้ำเปล่าที่ใช้ต้นแขนอีกข้างลองไว้ ลงในแก้วสองใบ แล้วจึงโค้งหัวให้ก่อนจะเดินหายไป เพื่อให้เวลากับทั้งคู่ได้เลือกเมนู
.
.
.
“แจจุง ช่วยรับแขกในร้านทีนะ โต๊ะในสุดตรงริมกระจกน่ะ เดี๋ยวฉันจะไปเอาไวน์ด้านหลังร้านหน่อย”
“อือ ได้”แจจุงที่ทำงานมาตั้งแต่ช่วงเช้า เอ่ยปากรับคำเบาๆ ก่อนจะเดินไปหยิบปากกา และกระดาษโน้ตสีใสที่มีตราของร้านอยู่บนนั้น แล้วเดินออกไปยังหน้าร้าน
“โต๊ะโน้นจะรับสั่งออเดอร์น่ะ”เพื่อนพนักงานด้วยกันที่เดินผ่านแจจุงตบลงไปที่บ่าของเขาเบาๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปยังสุดมุมของร้าน ที่แจจุงมองตามไปเห็นเป็นชาวต่างชาตินั่งกันอยู่สองคน
‘ถึงว่า ไอ้พวกนี้ขี้เกียจสื่อสารสิท่า ถึงได้โยนมาที่เขาเชียว’
แจจุงบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะค่อยๆสาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะที่ว่านั่นขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่มีรอยแดงเป็นนูนอยู่บนหัว กำลังขยับปากพูดอะไรบางอย่างเป็นภาษาเกาหลี
ตรงข้ามกันเป็นชายหนุ่มใบหน้าเล็ก ที่แค่เห็นด้านข้างแจจุงก็จำได้ว่ามันเป็นใบหน้าของใคร ดวงใจของแจจุงเต้นรัวเร็วขึ้นมาทันที ย่างก้าวที่เดินก็ช้าลงจนแทบจะหยุดเดินไปในที่สุด
คนคนนั้น...
คนคนนั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...
แล้วเขา... แจจุงก้มลงมองสภาพตัวเองที่มีผ้ากันเปื้อนสีดำพันอยู่ที่เอว กับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่สะอาดตา แต่ก็ชื้นไปด้วยเหงื่อไคลจากที่ทำงานมาตลอดเช้า มองยังไงก็บ๋อยชัดๆ
ตัวเขาอยู่ห่างจากโต๊ะของทั้งสองคนแค่สามก้าว และชายคนที่หัวปูดโปนนั่นก็เงยหน้าขึ้นมาทันเห็นและกำลังกวักมือเรียกเขา แต่แจจุงก็รีบหันหน้าเขาหาโต๊ะของแหม่มสาวด้านข้างตัวได้ทันก่อนที่คนคนนั้นจะทันมองเห็น
“ครับ มีอะไรให้ช่วยไหมครับ”แจจุงเอ่ยถามหญิงสาวคนนั้น พลางยกเอาเมนูมาปิดหน้าด้านข้างของตนไว้
หญิงสาวคนนั้นมองเธออย่างงงๆเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เอ่ยขึ้นกับเขา
“อืม...ฉันอยากได้น้ำเกรวี่เพิ่มหน่อยค่ะ ปลานี่มันแห้งไป”แหม่มผมทองเอ่ยขึ้น
“ได้ครับ” แจจุงรับคำ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในครัว เมื่อเห็นเพื่อนพนักงานด้วยกันเดินสวนมา เขาจึงรีบแย่งจานสเต๊กมาจากเพื่อนพนักงาน แล้วกระซิบเบาๆ
“ไปรับออเดอร์โต๊ะโน้นที เขาพูดฝรั่งเศสได้ เดี๋ยวสองโต๊ะนี้ฉันจัดการให้”ว่าแล้วก็เดินเลี้ยวออกไปนอกที่โต๊ะร้านแทน โดยไม่สนใจเพื่อนร่วมงานที่ยืนมองอย่างไม่เข้าใจ
.
.
.
.
“ให้ตายสิ ปารีสตั้งกว้าง ไม่เคยเจอกันที่อื่นนอกจากร้านกาแฟ แต่ดันมาเจอเอาเข้าที่นี่ โว้ย อยากจะบ้า”ร่างบางเดินวนไปมาอยู่ในห้องน้ำสำหรับพนักงาน ก่อนจะดึงทึ้งผมตัวเองอย่างคนที่คิดไม่ตก
การเจอคนคนนั้นเป็นเรื่องที่เขาอยากให้เกิดขึ้นในชีวิต
เพราะตั้งแต่พบกันครั้งแรกที่ร้านกาแฟนั่น เขาก็เฝ้าที่จะกลับไปที่นั่นทุกเช้าเพียงเพื่อจะได้รับรอยยิ้มจากอีกฝ่ายเวลาที่เดินสวนกันในร้าน
แต่การจะให้มาเจอในที่แบบนี้... ที่ตอนนี้...เขาไม่ได้ดูสง่างามเหมือนภาพที่เขาสร้างเอาไว้ให้ประทับใจอีกฝ่ายในทุกๆเช้า...นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้น
สามปีแล้วที่เฝ้ามองแต่คนคนนั้น ทั้งส่งสายตาก็แล้ว ยิ้มให้ก็แล้ว ท่าทางเป็นมิตรสารพัดที่จะหยิบยื่นให้ แต่ยังไม่เคยสักครั้งที่จะได้พูดจากันเลยสักคำ
แต่แล้ววันนี้กลับจะมาได้พูดจากับคนคนนั้นเพียงเพราะเขาต้องรับออเดอร์จากอีกฝ่าย เป็นเรื่องที่เขารับไม่ได้เด็ดขาด
แล้วนี่เขาจะทำยังไงดี ถ้าอีกฝ่ายเห็นและจำเขาได้ อีกฝ่ายจะคิดว่าไง ที่เขาแต่งตัวเนี้ยบหรูออกมาจากบ้านเพียงเพื่อจะมาเป็นเด็กเสิรฟ์ที่นี่น่ะเหรอ...น่าสมเพชชะมัด
หรือว่า...บางทีอีกฝ่ายอาจจะจำเขาไม่ได้เลยก็ได้ เพราะตลอดสามปีมานี้เขาได้แต่แอบหลงรักอีกฝ่ายอยู่ข้างเดียว
หลงรักผู้ชายผู้มีใบหน้าเล็กและหล่อเหลานั่นอยู่เพียงข้างเดียว
“แจจุง เป็นอะไรรึเปล่า เห็นหายมานาน ข้างนอกคนยุ่งมากเลยนะ”เสียงเอ่ยถามดังมาจากนอกประตู เล่นเอาความคิดของแจจุงวนกลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริง
“เอ่อ ขอโทษนะฮะ ผมรู้สึกไม่ค่อยดี ขอผมช่วยอยู่ข้างในละกันนะฮะ เกรงว่าจะไปทำอะไรไม่เหมาะสมข้างนอกนั่น ขอโทษจริงๆนะฮะ เทเรซ่า”ร่างบางที่เปิดประตูห้องน้ำออกมา เอ่ยปากขอโทษผู้เป็นนาย พลางก้มหน้าลงอย่างกล้ำกลืนที่สุด พอเห็นอย่างนั้น อีกฝ่ายก็ไม่กล้าจะว่าอะไรมาก เพราะว่าแค่มีคนมาช่วยเพิ่มก็ดีแล้ว
“อืม งั้นก็ได้”
“ขอบคุณมากนะฮะ”แจจุงถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะเดินไปยังครัวเพื่อช่วยเตรียมอาหารทันที ทิ้งเรื่องของคนคนนั้นไว้ก่อน ตอนนี้ที่ทำได้ คือต้องไม่โผล่หน้าไปหน้าร้านอีกเด็ดขาด
TBC