The-Line-I

The Line Between Love And Hate…I[1]

posted on 10 Mar 2008 22:25 by jaerad  in The-Line-I



Part 1



"แม่ครับ ไม่ได้พบกันซะนาน ขอโทษนะครับที่ตลอดเวลา 12 ปีนี่ผมไม่ได้มาหาแม่เลย" น้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าใจเอ่ยขึ้น

" แต่แม่คงรู้ใช่ไหมครับว่าทำไม ถึงเวลาแล้วครับแม่ ถึงเวลาที่ผม ... เวลาที่เรารอมานานถึง 12 ปี ตอนนี้มันกำลังจะเป็นจริงแล้วครับ ผมจะเข้าไปอยู่ในบ้านตระกูลคิมเร็วๆนี้แล้วครับแม่ บ้านที่ควรจะเป็นของเราสองแม่ลูก ผมจะนำมันกลับมาให้แม่ทุกอย่าง สิ่งที่ควรจะเป็นของแม่ ผมจะแก้แค้นแทนแม่ แก้แค้นคนตระกูลคิมทุกคน โดยเฉพาะ คิม แจจุง....." น้ำเสียงจริงจังของชายหนุ่มร่างสูงสง่า ในชุดสูทสีดำเข้ม ที่ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดี จบประโยคของตัวเองลงด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นเมื่อเอ่ยชื่อใครคนหนึ่งออกมา แต่ทว่าสายตาที่มองไปยังป้ายหลุมฝังศพของผู้เป็นแม่ กลับเจือไปด้วยหยาดน้ำของความโหยหาในความรักความอบอุ่นจากผู้เป็นแม่ ที่เขาไม่มีโอกาสได้รับความรักนั้นมานานถึง 12 ปี

จองยุนโฮ ชายหนุ่มรูปงามอายุอานามเพียงแค่ 19 ปี แต่ด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม บวกกับบุคลิกสุขุม เยือกเย็นจนทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ใครๆที่มองผ่านๆก็อาจจะเดาว่าเขาน่ะเกิน 20 แล้วนั้นทั้ง แต่หารู้ไม่ว่าชายหนุ่ม เพิ่งจะพ้นวัย 19 มาได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น

หลังจากถูกส่งไปร่ำเรียนอยู่เมืองนอกมาเสียหลายปี ยังไม่ทันได้เรียนจบมหาวิทยาลัยอย่างที่ผู้มีพระคุณและตัวเองได้คาดหวังเอาไว้ เขาก็ถูกผู้มีพระคุณที่ไม่เคยพบหน้าตามาก่อน เรียกตัวกลับมาที่เกาหลี ทันทีที่ได้ข่าวว่านายใหญ่ของตระกูลคิมล้มป่วยลงด้วยอาการหัวใจวาย

ตระกูลคิมที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับต้นๆของเกาหลี มีธุรกิจมากมายในครอบครอง อาทิ โรงแรม และห้างร้าน หลายแห่งในกรุงโซล และยังมีบริษัทลูกอีกมากมายในความดูแลทั่วเกาหลี

คิม ฮอกแจ เป็นผู้ที่มีอำนาจและบารมีมากกว่านักการเมืองเสียอีก แม้กิจการส่วนใหญ่ที่ทำจะถูกกฏหมาย แต่การที่เขาจ่ายเงินและบริจาคเงินให้องค์กร ต่างๆ กลับทำให้คนทั่วไปมอง
เขาว่าหาเส้นสายในการขยายกิจการโดยเลี่ยงภาษี แต่กระนั้น ธุรกิจของตระกูลคิมก็เติบโตเอาได้ทุกวันทุกคืน

น่าเสียดายที่ ตัวของฮอกแจนั้นป่วยกระเสาะกระแสะมานานหลายปี เนื่องด้วยเป็นคนที่ทำงานหนักมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดอาการหัวใจวายกะทันหัน แม้ไม่อาจพรากชีวิตของ
เขาลงได้เพราะว่าทีมแพทย์ประจำตัวได้เข้ารักษาอาการได้ทันท่วงที แต่ทางแพทย์ประจำตัวต่างก็เป็นกังวลว่า นายใหญ่ของเขาอาจจะไม่โชคดีอย่างนี้อีกเป็นแน่ หากยังคงทำงานหามรุ่งหามค่ำ
อยู่อย่างนี้ เขาจึงจำเป็นต้องสั่งให้นายใหญ่หยุดพักผ่อนร่างกายสักระยะหนึ่ง

หากแต่เรื่องนี้ทำให้ชายสูงวัยผู้เป็นเจ้าของกิจการต่างๆกังวลยิ่งนัก เพราะเขาไม่มีใครที่จะมาดูแลและรับช่วงต่อในกิจการที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วได้ เพราะบุตรชายเพียงคน
เดียวที่มีสิทธิ์ครอบครองทุกอย่างของตระกูลหลังจากเขาแล้ว กลับเป็นบุคคลที่ไม่มีความสามารถเพียงพอเอาเสียเลย ลำพังเพียงแค่จะรักษาร่างกายเอาชีวิตตัวเองให้พ้นวัย 20 ไปวันๆ ยังเป็น
เรื่องยากลำบากเลย แล้วนี่จะให้ออกมาหยิบจับงานที่ต้องใช้ อำนาจ แรง และ สมอง แทบจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย

คิม แจจุง ทายาทของฮอกแจที่เกิดจาก ยูริ ลูกสาวของนักการเมืองคนดังเมื่อ15 ปีก่อน แถมยังมีดีกรีเป็นอดีตนางงามอันดับหนึ่งของเกาหลี ด้วยรูปร่างหน้าตาของเธอนั้นเป็นใครหาก
ไม่หลงรักก็คงจะแปลก เธอแต่งงานและย้ายเข้ามาในตระกูลคิมและถูกแต่งตั้งเป็นนายหญิงของตระกูลคิม เมื่อเธอพบว่าตัวเองนั้นตั้งท้องแจจุงลูกชายของฮอกเแจ

แต่ด้วยความที่ฮอกแจมีแฟนสาวที่ตั้งท้องอยู่แล้วเช่นกัน บวกกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับยูริเป็นเรื่องผิดพลาด ทำให้ในตอนแรกเขาปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเธอตามที่ทางฝ่าย
ผู้ใหญ่ทั้งสองได้ตกลงหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ยูริต้องเสียหน้า และเพื่อที่ทายาทของตัวน้อยของตระกูลคิมจะได้ลืมตาขึ้นมา อีกทั้ง ทางผู้ใหญ่ฝั่งตระกูลคิมนั้นไม่ชอบพอดงฮาน แฟน
สาวของฮอกแจที่เจอกันที่มหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่ เพราะเธอเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้าน เป็นนักศึกษาที่ต้องพึ่งทุนเพื่อมาเรียนต่อในมหาวิทยลัยมีชื่อในกรุงโซล ผิดกับยูริที่เป็นทั้งลูกคนมีอิทธิพล
และร่ำรวยเงินทอง

แต่เนื่องจากยูริเป็นคนเอาแต่ใจ เธอทำทุกทางให้ฮอกแจเลือกเธอ ถึงขั้นเอาเรื่องลูกออกมาขู่เขา ว่าจะทำร้ายแจจุงหากเธอต้องปล่อยให้ลูกออกมาไม่มีพ่อ ก็ไม่คิดว่าจะให้เกิดมาจะดีกว่า
ร้อนถึงพ่อแม่ของฮอกแจที่ไม่ยอมให้เกิดเรื่องนั้นกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองเด็ดขาด ได้ยื่นคำขาดว่าถ้าเขาไม่แต่งานกับยูริ เขาก็จะไม่ได้รับอะไรจากตระกูลคิมแม้แต่นิดเดียว ฮอกแจที่มีความใฝ่
ฝันมาตลอดที่จะเป็นผู้ครอบครองทุกอย่างตัดใจไม่ลงที่จะต้องทิ้งสมบัติอันมีค่ามากมายไป เขาจึงยอมแต่งงานกับเธอ โดยมีข้อแม้ว่า แม้เขาจะยกย่องเธอเป็นเมียแต่ง แต่คนที่เป็นเมียและเป็นที่รัก
ของเขาจริงๆคือจองดงฮานเท่านั้น

ผิดที่ดงฮานไม่คิดอย่างนั้น แม้จะรักเขา แต่เธอเป็นถึงคนฉลาด สอบชิงทุนมาจนได้ร่ำเรียนในที่ดีๆอย่างนี้เธอจึงไม่ใช่คนโง่ แม้จะทำเรื่องผิดพลาดที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ฮอกแจไป แต่เธอ
ก็จะไม่ยอมเป็นตัวสำรองของใคร เธอจึงพาลูกของเธอหนีไปจากเขาเมื่อคืนที่เขาแต่งงาน และหลังจากนั้น ฮอกแจก็ไม่ได้พบเธอและ ไม่เคยเห็นหน้าลูกที่อยู่ในท้องของเธออีกเลย


และแม้ทั้งคู่จะแต่งงานกันแล้ว แต่ฮอกแจก็ไม่เคยให้ความสนใจในตัวยูริเลยสักนิด เขาเอาแต่ทำงานในทุกๆวัน
ตัวยูริเองแรกๆก็เรียกร้อง ประชดประชันเสียทุกอย่าง ถึงกับเคยทำให้ตัวเองเกือบแท้งมาแล้วด้วยซ้ำ และเหตุนี้เองจึงทำให้ฮอกแจยิ่งเกลียดเธอเข้าไปอีก เมื่อปรากฏว่าเธอคลอดลูกก่อนกำหนด
หนำซ้ำหนูน้อยแจจุง ยังได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนด้อยจนเกิดมาพร้อมกับโรคธาลัสซีเมีย (โลหิตจาง) แต่หลังจากหนูน้อยแจจุงคลอดออกมา ฮอกแจก็เริ่มอ่อนลงกับเธอบ้างเพราะ
ความสงสารลูก

โชคดีที่แจจุงได้รับการรับการรักษาอย่างดีตั้งแต่ขวบปีแรก อาการจึงไม่ร้ายแรงมากนัก แต่กระนั้น ร่างกายที่อ่อนแอจากการคลอดก่อนกำหนดของเขาก็ทำให้ การรักษาเป็นไปอย่าง
ยากลำบาก ร่างกายของเขาเจริญเติบโตช้า จำเป็นต้องให้เลือด และเปลี่ยนถ่ายเลือดอยู่บ่อยๆ ร่างกายของเขาอ่อนแอ และเล็กแกร่นกว่าเด็กทั่วไป เขามักจะเหนื่อยง่ายและปวดหัวอยู่บ่อยๆ หน้า
ของเขาจะซีดและใจเต้นแรง ยังผลให้ทุกคนที่เห็นเขาต่างก็ทั้งสงสารและเวทนา ที่หนูน้อยที่ควรจะเพียบพร้อมทุกอย่างควรจะมีความสุขกลับต้องมารับผลจากการกระทำของแม่

วัยเด็กเขา จึงได้แต่อยู่ในบ้านโดยการดูแลของพี่เลี้ยง และหมอประจำตระกูล ที่แทบจะกลายเป็นเพื่อนเล่นวัยเด็กไปเลยด้วยซ้ำ แจจุงไม่เคยออกไปสัมผัสกับโลกภายนอก ทุกครั้งที่เขา
ออกไปก็เป็นการไปโรงพยาบาลตามที่คุณหมอ บอกเท่านั้น ทุกคนเฝ้าทะนุถนอมเขาราวกับเป็นแก้วเปราะบาง ทั้ง พี่เลี้ยง คุณย่า และแม่ของเขา ต่างก็ไม่ให้เขาออกไปเล่นด้านนอกเลย ไม่ให้
คลาดสายตา เนื่องด้วยกลัวจะทำให้ได้รับบาดเจ็บ ร่างกายของเขาจึงขาวซีดเพราะไม่เคยได้สัมผัสกับแดด

และหลังเติบโตมาได้ไม่นาน เขาก็กลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่มีเพื่อนที่ไหน หนำซ้ำพ่อแม่ยังทะเลาะกันทุกวัน จนวันหนึ่ง ตอนอายุ 6 ขวบ ก่อนคืนปีใหม่ เขาตั้งใจนำภาพวาดที่คุณหมอ
เป็นคนสอนวาดไปให้กับแม่ที่หมกตัวเอาแต่ร้องไห้ อยู่แต่ในห้อง หวังว่าจะทำให้คุณแม่ได้ยิ้ม และมีความสุข และหันมาเล่นกับเขา เพราะเขาเหงาเหลือเกิน หลังๆมานี้แม่ไม่เล่นและไม่มาหาเขาเลย
บอกแต่ให้เขาเล่นเงียบๆอยู่ที่ห้อง แม่ให้คนหาของเล่น ตุ๊กตา และทุกอย่างมาให้เขา แต่เขาไม่อยากได้สิ่งเหล่านั้น เขาอยากให้แม่กลับมายิ้มให้เขา เหมือนแต่ก่อน ก่อนที่แม่กับพ่อจะเริ่มทะเลาะ
กัน เขาไม่รู้ว่าทั้งคู่ทะเลาะกันเรื่องอะไร ก่อนหน้านั้นพ่อไม่เคยอยู่บ้าน แต่พ่อก็ไม่เคยตวาดใส่แม่หรือทำให้แม่ต้องตะโกนเสียงดังเลย

พ่อไม่เคยมายุ่งกับเขา จะเข้ามาหาเขาตอนก่อนเขาจะไปหาหมอหรือตอนวันสำคัญอย่างวันเกิดเพื่อเอาของเล่นมาให้เขาเท่านั้น แต่เขาก็ไม่ว่า เพราะเขาไม่ค่อยสนิทกับพ่อ พ่อมักมอง
เขาด้วยสายตายแปลก ๆ ราวกับว่าเขาทำอะไรผิด ทั้งๆที่เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร พ่อไม่เคยกอดเขาหรือสัมผัส จะมีก็แต่ลูบหัวเขาเบาๆ ยิ้มที่ให้เขาก็ดูฝืนๆ เขาจึงสนิทกับแม่มากกว่า แต่หลัง
จากพ่อกับแม่เริ่มตะโกนใส่กัน จากวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ เป็นเดือน จนตอนนี้ แม่ก็ไม่มาหาเขาอีกเลย คุณย่าก็ไม่ให้เขาไปเจอแม่บอกว่าแม่ไม่สบาย พี่เลี้ยงก็ห้ามเขา เขาเหงา เขาต้องการ
แม่ อยากเจอแม่

วันนี้เขาวาดภาพม้าที่ดูในทีวี คุณหมอเป็นคนสอนเขาวาด คุณหมอบอกว่าแม่ขี่ม้าเก่ง และแม่ก็มีม้าสีขาวอยู่ตัวหนึ่ง แม้เขาจะไม่เคยเห็นมัน แต่รูปร่างในทีวีนั่นก็บ่งบอกได้ว่ามันต้อง
เป็นสัตว์ที่สง่างามแน่นอน เจ้าชายในนิทานที่ ฮีซอล พี่เลี้ยงเล่าให้ฟังก็มักจะขี่ม้าไปช่วยเจ้าหญิงที่ถูกขังอยู่ เขาจะวาดมันไปให้แม่ และจะชวนแม่ไปขี่ม้าด้วยกัน เพราะเขาไม่ได้รับอนุญาติให้ไป
แต่ถ้าแม่พาไปละก็ คงจะดีแน่เลย เขาแอบออกจากห้องตอนที่พี่เลี้ยงเอาจานอาหารของเขาไปเก็บและวิ่งไปที่ห้องของแม่ ตามความตั้งใจ

แต่เขากลับต้องพบกับความมืดของห้องที่ดูเย็นยะเยียบ ม่านถูกปิดลงหมดราวกับกลัวว่าแสงจะรอดผ่านเข้ามา แต่กลับมีแสงสว่างเจิดจ้ามาจากทางประตูห้องน้ำ เขาเดินไปด้วยใจเต้น
ระรัว ไม่รู้ทำไม เขาถึงกลัว กลัวอะไรบางอย่าง เขาเริ่มหอบหายใจถี่เนื่องจากเหนื่อยที่ใจเต้นแรง กระนั้น ก็ยังคงเดินก้าวไปยังทางนั้นด้วยเท้าน้อยๆของเขา เพื่อจะพบกับร่างซีดเผือดไร้ลมหายใจ
ของแม่นอนอยู่ในอ่างอาบน้ำที่แดงฉานไปด้วยเลือด

ซุงยูริ ฆ่าตัวตายด้วยการกรีดข้อมือของตัวเองในอ่างอาบน้ำ ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอก เธอดื่มเหล้าและยากดประสาทเข้าไปเยอะ จึงลงมือปลิดชีวิตตัวเอง

หลังจากเหตุการณ์นั้น หนูน้อยแจจุงก็ไม่พูดไม่จากับใครอีกเลย และก็ไม่มีใครเคยได้ยินเสียงของเขาอีกหลังจากเหตุการณ์นั้น เขากลายเป็นเด็กเก็บตัวกว่าเก่า กลายเป็นเหมือนหุ่นชักที่
ไม่ว่าใครจะให้ทำอะไรก็ทำราวกับไม่มีจิตใจ ภาพร่างขาวซีดของแม่และรอยเลือดแดงฉานนั้น ทำให้เขาไม่ชอบเลือด และสีแดงเข้มๆ เขาจะตัวสั่นเท้มและเริ่มชักทันทีที่เห็น และทั้งๆที่เขาจะต้อง
เปลี่ยนถ่ายเลือด แต่เมื่อเห็นเลือดก็ทำให้เขาหมดสติไปทุกครั้ง จนหมอกลัวว่าจะเสียเขาไปในที่สุด

แจจุงเกลียดผิวซีดขาวของตัวเอง เพราะมันทำให้นึกถึงร่างของแม่เขา เขามักจะใส่เสื้อแขนยาวสีดำ และกางเกงสีดำอยู่ตลอดเวลา ผมดำขลับของเขาถูกปล่อยจนยาวระใบหน้า แต่
กระนั้นเขาก็เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี แต่เพราะใบหน้าที่เหมือนแม่ และสวยเหมือนแม่ไม่มีผิดเพี้ยน จึงทำให้พ่อของเขาไม่แม้แต่จะมองใบหน้าของลูกชายตัวเอง เพราะพาลจะให้คิดถึงผู้หญิงที่เขา
แสนจะเกลียดคนนั้น ในห้องของเขาจึงไม่มีกระจก เพราะเขาเกลียดหน้าตัวเอง เพราะว่าเขารู้สึกว่าพ่อเกลียดใบหน้านี้ ที่เหมือนแม่ของเขา แม้กระทั่งตัวเขาก็เกลียดหน้าตัวเอง



และเมื่อคิดได้ว่าคงไม่สามารถที่จะให้แจจุงช่วยเหลืองานในทุกๆด้านได้ คิมฮอกแจจึงได้ให้คนออกตามหาลูกชายอีกคนจากดงฮาน แฟนสาวที่เขาเจอเมื่อสมัยเรียนมหาลัยด้วยกัน ตอน
นั้นที่เขาต้องแต่งงานกับยูริ เพราะไม่งั้น เขาจะไม่ได้อะไรจากทางบ้านของเขาเลย เขาเลยตกลงแต่งงานด้วย แต่เขาก็คิดจะเลี้ยงดูดงฮานอย่างออกนอกหน้านอกตา แต่หล่อนกลับพาลูกของเขาที่
อยู่ในท้องหายไป แต่เมื่อไปตามกลับพบว่าเธอได้เสียชีวิตไปแล้ว และลูกของเขาที่เป็นผู้ชายตามที่ได้รับรายงานมาก็หายสาบสูญไป เขาเสียใจมาก


แต่เมื่อไม่มีกี่เดือนก่อน ก็มีคนส่งข่าวมาให้เขาว่า ตอนนี้ลูกชายแท้ๆสายเลือดของเขา ยังมีชีวิตอยู่ และได้รับการเลี้ยงดูและส่งเข้าโรงเรียนประจำที่เมืองนอกนั้น เขาก็รู้สึกดีใจจนบอก
ไม่ถูก แม้จะไม่รู้จุดประสงค์ของคนที่ส่งข่าว และคนที่เลี้ยงดูบุตรของเขา และแม้จะไม่มั่นใจว่าจะใช่ลูกที่เขาตามหา แต่เมื่อหมอบอกให้เขาหยุดงานแล้วไปพักรักษาตัวที่ต่างประเทศสักปีสองปี
เขาจึงจำใจติดต่อกลับไปทางฝ่ายนั้นเพื่อให้มีการยืนยัน ว่าเด็กนั่นเป็นทายาทของเขาจริงๆ และเมื่อผลการตรวจเลือดออกมาว่าเด็กที่ชื่อ จองยุนโฮ คือลูกชายที่หายสาบสูญไปของเขาจริงๆ เขาจึง
ดีใจเป็นอย่างยิ่ง





ที่โรงพยาบาลเทซอง , แผนก จิตเวชเด็ก



"คุณแจจุง ตั้งใจหน่อยสิครับ วันนี้คุณดูไม่มีสมาธิเลยนะครับ " เสียงของหมอหนุ่มที่มีใบหน้าสวยหวานราวกับผู้หญิงเอ่ยขึ้น พร้อมส่ายหัวช้าๆกับความดื้อด้านของหนุ่มน้อยตรงหน้า

เพื่อนของเขา ปาร์คยูชอนตัวดีได้พาแจจุง ทายาทของตระกูลคิมชื่อดัง ซึ่งมีอาการผิดปกติตั้งแต่เล็ก เนื่องจากเกิดอาการช็อกอย่างรุนแรง ทำให้หนุ่มน้อยร่างบางตรงหน้าเขานี่ไม่ยอม
พูดยอมจาอีกเลย เจ้าตัวไม่รับการรักษาตั้งแต่ยังเล็ก แม้จะไม่ได้เป็นใบ้แต่กำเนิด แต่การที่ไม่พูดเลยตลอดระยะเวลาสิบๆปีนั้น ทำให้ไม่ต่างอะไรไปจากคนใบ้สักเท่าไหร่ ทั้งคนในครอบครัวตระกู
ลคิมก็เลี้ยงดูราวกับไข่ในหิน ห่วงแต่ร่างกาย ไม่ได้ห่วงสภาพจิตใจของเด็ก ไม่ได้สนใจว่าเด็กไม่พูดเพราะอะไร คิดแต่ว่าเด็กเป็นเด็กเงียบขรึมและเก็บตัวเพราะเสียแม่ แต่มีเด็กอีกตั้งมากที่เสียแม่ไม่ถึงกลับต้องเป็นใบ้พูดไม่ได้นี่ แม้พ่อของ
เจ้าปาร์คยูชอนที่เป็นหมอประจำบ้านนั้นแนะนำก็ไม่มีท่าทีจะให้แจจุงได้รับการรักษาอย่างจริงจัง จนตอนนี้เด็กหนุ่มไม่สามารถจะพูดได้เพราะลิ้นแข็ง ไม่ใช่เพราะว่าช็อกแล้ว ก็เลยหันมาใช้ภาษา
ใบ้กับคนรอบข้างไปแทน

พอย่าของแจจุงเสียลง เจ้ายูชอนที่ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยงานที่บ้านนั้นเมื่อตอนเรียนจบมาใหม่ๆ ได้เจอกับแจจุงที่ตอนนั้นอายุ 18 ปี แต่เจ้าตัวดูเหมือนอายุแปดขวบ เพราะไม่เคยรู้จักกับ
โลกภายนอกเลย แถมยังพูดไม่ได้อีกต่างหาก ถ้าหากสิ้นบุณท่านคิมไป ใครจะดูแลเด็กน้อยที่น่าสงสารคนนี้

เจ้ายูชอนที่ร้อนวิชาเพราะจบมาใหม่ๆ มันจึงขอร้องให้พ่อช่วยพูดกับท่านคิมให้แจจุงมาพบกับเขา ทงเฮ จิตแพทย์เด็กอยู่ที่โรงพยาบาลเทซอลนี่ เพื่อสอนให้แจจุงหัดพูด และบำบัดจิตใจ
เพราะเขารู้ว่าแจจุงไม่ได้เป็นใบ้แต่กำเนิด และก็หวังให้เขาช่วยฟื้นฟูจิตใจของแจจุง เพื่อว่าจะช่วยให้แจจุงออกไปสัมผัสกับโลกภายนอก และใช้ชีวิตได้ตามปกติทั่วไป แถมหมอนั่นยังรับปากเป็นมั่น
เป็นเหมาะกับท่านคิมอะไรนั่นว่าแจจุงจะต้องหายดีแน่นอน เขาเลยตกที่นั่งลำบากต้องคอยช่วยเหลือแจจุงอยู่ทุกอาทิตย์นี่ไง

แล้วนี่มันก็ปามาจน 6 เดือนแล้ว แต่เด็กนี่ยังไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย จะออกเสียงเรียกชื่อได้ก็แต่เฉพาะน้องชายเท่านั้น นอกนั้นจะมีก็แต่ออกเสียง อ้อ อ้อ แอ้แอ้ ไปตามเรื่อง แถมเจ้าตัว
ยังไม่ตั้งใจอีกต่างหาก ราวกลับว่าหากพยายามตั้งใจทำให้ตัวเองพูดได้ ก็กลัวว่าสิ่งที่ถูกเก็ดกดอยู่ภายในจะถูกเผยเผยออกมา ดวงตาที่หวาดหวั่นเวลาที่ถูกตั้งคำถาม หน้าตาขาวซีดที่บ่งบอกว่า
ไม่อยากจะอยู่ที่นี่ ตรงหน้าเขา เพื่อที่เขาจะบังคับให้พูดนั่น ดูแล้วมันช่างน่าสมเพชยิ่งนัก ถึงแม้จะกล้าที่จะออกไปด้านนอกเพื่อสัมผัสอากาศในตอนกลางคืน ตามที่เจ้ายูชอนมันบอกได้แล้วก็ตาม
แต่ เจ้าตัวก็ยังหวาดกลัวที่ที่กว้างและแสงสว่าง และคนแปลกหน้าอยู่ดี เขาอยากจะช่วย อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กนี่กันนะ


"คุณแจจุงครับ สนใจทางนี้หน่อยนะครับ" ทงเฮลองอีกครั้ง

แต่เจ้าตัวได้แต่นั่งตาแป๊ว จ้องมาที่เขาอย่างไม่รู้ประสาอะไร

"อาม แอ้ " ร่างบางขยับปากส่งเสียงหวานแปร่งๆหูออกมา พร้อมยกไม้ยกมือบอกใบ้คำพูดตัวเอง

"ผมรู้ ว่าคุณพยายาม แต่คุณไม่มีสมาธิเลยนี่ หมอให้คุณไปฝึกทำการบ้านคุณก็ไม่ทำ หมอบอกแล้ว คุณต้องหัดขยับปากบ่อยๆ ใช้ลิ้นให้มากขึ้น เพื่อมันจะได้..."

"อาย อา อาด" ร่างบางต่อคำคุณหมอคนสวยให้ทันที เขารู้น่าว่าต้องพยายามคลายกล้ามเนื้อลิ้นนี่อยู่บ่อยๆ แต่มันไม่ง่ายอย่างหมอว่านี่นา

แต่ก็ไม่ทันที่หมอคนสวยจะว่าอะไรต่อ เมื่อมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมา

"อ้าว ว่าไง วันนี้เป็นไงมั่งคุณแจจุง ดื้ออีกรึเปล่า" ยูชอนที่โผล่เข้ามาในห้องยิ้มกว้างให้แจจุงก่อนจะหันไปเอาคำตอบจากเพื่อนรักแทน

พอเห็นเพื่อนคนสวยส่ายหน้าอย่างระอา เขาก็รู้ว่าแจจุงคงจะไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย

"เอาละ วันนี้พอแค่นี้ละกันครับ ผมขอคุยกับยูชอนหน่อย คุณแจจุงไปรอที่ด้านนอกคนเดียวได้ไหมครับ"

"ไม่ต้องกลัวครับ จุนซูอยู่ด้านนอกแน่ะครับ เดี๋ยวผมตามออกไป แล้วเดี๋ยวไปเยี่ยมคุณพ่อคุณกันนะครับ ท่านมาตรวจสุขภาพก่อนจะไปอเมริกาน่ะครับ" ยูชอนว่าพลางยิ้มให้ร่างบาง ที่
ตอนแรกมีแววดีใจเหมือนทุกครั้งที่เขาได้เจอยูชอน แต่ก็ต้องหุบยิ้มทันทีที่ชายหนุ่มพูดถึงพ่อของเขา

แจจุงเดินออกไปจากห้องด้วยท่าทางหดหู่ เขาไม่อยากจะเจอพ่อเลย เขาก็รู้ว่าพ่อจะต้องไปรักษาตัวตามที่คุณพ่อของยูชอนบอกที่อเมริกา แต่กระนั้นก็ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ต้องไปส่งพ่อ
เพราะไงเขาก็ออกจากบ้านไปไม่ได้อยู่แล้ว แถมเขาก็ไม่อยากเจอคนคนนั้นด้วย ตั้งแต่แม่...... แจจุงสะบัดหัวไล่ความคิด ตั้งนานแล้ว เขาไม่ค่อยเจอพ่อเลย จำได้ว่าพ่อเองก็ไม่มองหน้าเขา
ด้วยซ้ำ นี่มันก็ปาเข้าไปเกือบสิบปีแล้วที่เขาห่างกับพ่อ พอรู้ว่าพ่อเอาแต่ทำงานก็ดีใจที่ไม่ต้องสุงสิงกัน แต่นี่ คงจะต้องฝืนเจอกันละมั้ง

"อ๊ะ" ร่างบางร้องออกมา ด้วยเสียงที่แปร่งหู เมื่อร่างของตนกระแทกเข้ากับร่างกำยำของใครสักคนเข้าอย่างจังในขณะที่เขากำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่ และแรงกระแทกนั้นถึงจะไม่มากอะไร
สำหรับคนปกติทั่วไป แต่สำหรับเขาแล้ว....

ร่างของเขาผงะหงายหลังเมื่อกระแทกเข้ากับร่างของอีกคน จนเขาคิดแล้วว่าจะต้องล้มหงายท้องแลัวหัวฟาดพื้นแน่ๆ ก็เมื่อมือของใครสักคนคว้าเข้าที่เอวเขา ก่อนจะตวัดร่างเขากลับมา
จนร่างของเขาเซมาปะทะเข้ากับแผ่นอกกว้างเข้าอีกครั้ง

"ขอโทษครับ ทีหลังระวังหน่อยนะครับอันตราย" เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นเหนือหัวเขา เมื่อตระหนักได้ว่าคนพูดนั้นตัวสูงกว่าเขามากนัก

" ---- " ร่างบางไม่ได้ตอบกลับด้วยไม่สามารถ จึงได้แต่ช้อนดวงตาคู่สวยขึ้นมองคนพูดด้วยความหวาดกลัวเมื่ออยู่ใกล้คนแปลกหน้า แต่ก็พบว่า สายตาของอีกฝ่ายที่มองมาที่เขานั้นไม่
น่ากลัวอย่างที่คิดเลย หนำซ้ำความรู้สึกที่ได้จากการที่โดยสายตาคู่นั้นจ้อง ก็ ช่างอบอุ่นและอ่อนโยนเหลือเกิน ดวงตานั้นช่างน่าหลงไหลยิ่งนัก ยิ่งจ้องก็พาลให้แปลกใจตัวเองที่ทำไมถึงไม่รู้สึก
กลัวคนคนนี้ ทั้งที่คนแปลกหน้าที่เข้าใกล้ตัวเองนั้นทำให้รู้สึกกลัวแทบจะทุกคน แต่กับคนคนนี้ใจกลับเต้นตูมตามโครมครามแบบไม่เคยเป็นมาก่อน จนกลัวว่าตัวเองจะหัวใจวายตายเสียซะตรงนี้

"ไม่เป็นไรแล้วนะครับ" ร่างสูงเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน เมื่อคนในอ้อมแขนตนนิ่งเงียบ เขาจึงค่อยๆคลายมือออกจากเอวบางนั่น ด้วยว่าคงจะดูไม่เหมาะที่จะมายืนกอดกับผู้ชายเอากลางโรง
พยาบาลอย่างนี้ ถึงแม้ร่างบางตรงหน้าจะตัวเล็กและบอบบางและสวยราวกับเด็กสาวก็เถอะ แต่เขาก็รู้ว่าคนคนนี้เป็นผู้ชาย

"อยู่นี่เองพี่" เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังอย่างกระหืดกระหอบ เมื่อเห็นพี่ชายสุดที่รักอยู่ในอ้อมกอดของคนแปลกหน้า พี่ชายที่ไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับโลกภายนอก และมักจะหวาดกลัวกับ
อะไรเสมอๆ

"ถ้างั้น ผมไปนะครับ ระวังตัวด้วยล่ะ" ร่างสูงว่าพลางเดินจากไปอย่างไม่คิดอะไร ก่อนที่คนที่เรียกร่างบางว่าพี่จะเดินมาถึงตัว พลางยิ้มที่มุมปากอย่างนึกขำ เพราะคนที่ถูกเรียกว่าพี่น่ะ
น่าจะเหมาะเป็นน้องซะมากกว่า ก็เล่นตัวเล็กบอบบางขนาดนั้น คงจะเป็นอะไรสักอย่างละมั้ง ถึงได้มาอยู่ที่โรงพยาบาลแบบนี้

"พี่แจจุงอะ ผมตกใจหมดเลย อยู่ๆพี่ก็เดินมาทางนี้ ผมนั่งรออยู่ตรงนู้นโน่น พี่ไม่เป็นไรนะฮะ คงจะกลัวละสิท่า เขาทำอะไรพี่รึปะ..." แต่คนที่ถามรัวเป็นชุดกลับต้องทำหน้าประหลาดใจ ที่
ไม่พบแววความหวาดกลัวบนใบหน้าของพี่ชายอย่างที่คาดไว้เลยสักนิด ปกติแล้วพี่ชายของเขากลัวคนแปลกหน้ามาก ถ้าไม่ตัวสั่นจนลนลานก็ต้องโวยวายอ้อแอ้ออกมาแล้วแน่ๆ

แต่นี่ไม่ใช่แค่ไม่กลัว กลับทำหน้าเพ้อฝันจนหน้าซีดๆงี้แดงไปหมด เป็นสีหน้าเดียวกับที่เขาเห็นบ่อยๆเวลาที่พี่เจอคุณหมอยูชอน คิดแล้วก็ให้เจ็บแปลบขึ้นมา

"พี่แจจุง พี่ครับ" จุนซูเขย่าตัวคนตัวเล็กเบาๆด้วยกลัวจะเจ็บ เพื่อเรียกสติกลับมา แล้วคนตัวเล็กก็หันมายิ้มให้ก่อนจะยกมือยกไม้เป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นอะไร

"ถ้างั้นก็ดีแล้วฮะ ไปเถอะ ป่านนี้คุณยูชอนหาทั่วแล้ว เราต้องไปเยี่ยมคุณลุงนะฮะ" เป็นอย่างที่เขาคาดไว้เลย เมื่อเอ่ยถึงคุณลุง พี่ชายของเขาก็ปรับเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นนิ่งงัน และดู
สับสนยังไงไม่รู้ สีหน้าที่เขาเห็นทุกครั้งที่มีใครเอ่ยถึงคุณลุง คุณพ่อของพี่แจจุง พ่อที่ไม่เคยใส่ใจพี่ชายของเขา ทำราวกลับว่าตนไม่มีลูกชายคนนี้ ลูกติดของภรรยาคนใหม่ของคุณลุงอย่างเขา
กลับจะมีตัวตนในสายตาคุณลุงมากกว่าเสียอีก คุณลุงไม่เคยให้ความรักหรือใส่ใจกับพี่แจจุงเลยตามที่เขาได้ยินมาจากเด็กในบ้าน เมื่อตอนที่คุณลุงรับแม่เขาและเขาเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่ๆ

มันช่างน่าสงสารนัก ตอนแรกที่เข้ามาอยู่ในบ้านใหม่ๆ แม่ของเขาก็ได้ฝากฝังให้เขาดูและพี่ชายคนนี้อย่างดีเนื่องจากสงสารในปมด้อยของพี่ เขาที่ในตอนนั้นได้แต่แบะปากเพราะคิดว่า
จะต้องมานั่งเอาใจ ลูกพ่อเลี้ยงที่เป็นคุณหนูเอาแต่ใจ กลับพบว่าแจจุงช่างมีชีวิตที่น่าสงสารนัก

แม้จะมีของเล่นทุกอย่างที่เด็กบางคนชาตินี้ก็ไม่มีโอกาสได้แตะ แต่แจจุงไม่มีเพื่อน มีแต่พี่เลี้ยงที่ทำงานไปวันๆ ดูแลไปวันๆแต่ไม่ได้รับความรักอะไร แม้ทุกคนจะเห็นใจ แต่ก็ไม่มีใครที่จะ
เป็นเพื่อนได้สักคน แจจุงไม่มีแม่ ไม่มีใครให้กอดยามที่หวาดกลัว และต้องการความอบอุ่น ดังนั้นแจจุงมักจะอิจฉาเวลาเขากอดแม่ของเขา แล้วนั่งชื่นชมอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่เคยพูดถึงแม่ตัวเอง แม้กระทั่งคนรอบข้างก็ไม่กล้าพูด
เพราะกลัวพี่จะช็อกขึ้นมาอีก ซึ่งเขาไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไม รู้แต่ว่าแม่ของพี่ตายพี่เลยเสียใจมากเป็นปกติของลูกที่ขาดแม่ แต่อาการต่างๆของพี่ไม่มีใครบอกเขาว่าทำไมพี่ไม่พูด และเอาแต่
เก็บตัว เขาจึงได้แต่คิดว่าคงเป็นเพราะร่างกายพี่อ่อนแอ

แจจุงไม่เคยพูด ไม่เคยบอกว่าอยากได้หรืออยากทำอะไร ได้แต่นั่งเงียบๆอ่านหนังสืออยู่ในห้องไปวันๆ ไม่ได้สัมผัสแดดหรืออากาศด้านนอกเลยนอกจากแอร์คอนดิชั่น ไม่เคยเล่นดินเล่น
ทราย หรือน้ำฝนอย่างเด็กทั่วๆไป ไม่เคยไปโรงเรียน มีแต่ครูพิเศษมาสอนที่บ้าน เลี้ยงสัตว์ก็ไม่ได้เพราะทุกคนกลัวจะทำให้เขาไม่สบาย เคยเห็นแต่ในทีวีและรูปภาพเท่านั้นละมั้ง

เขาที่โตมาพร้อมๆกับแจจุง แต่ได้เห็นและได้เจออะไรมากมายกว่าแจจุง ที่เหมือนนกในกรงทอง ต้องอยู่แต่ในบ้าน ในห้องด้วยซ้ำไป ถึงมีคนกล้าที่จะพาออกมา แต่เจ้าตัวก็กลัวเกินกว่า
ที่จะออกมากจากห้องทึมๆนั่น แถมสภาพร่างกายยังไม่เอื้ออำนวยอีกต่างหาก มันเลยทำให้เขาเกิดความสงสารแจจุงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และทำตามที่แม่บอกได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

แต่ยังนับเป็นโชคดีของพี่ที่มีคนอย่างหมอยูชอนยื่นมือเข้ามาช่วย ด้วยหวังให้พี่มีโอกาสออกไปเจอโลกภายนอก เขาเองก็เลยเต็มที่ร่วมมือกับคุณหมอช่วยเหลือพี่ด้วยอีกคน


"ไปเถอะครับ ผมอยู่กับพี่ แค่แป๊บเดียวแล้วเดี๋ยวเราก็กลับบ้านแล้วนะ" จุนซูพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและใจดี นั่นเลยทำให้ร่างบางของพี่ชายคลายกังวลลงได้บ้าง เมื่อรู้ว่าจุนซูจะอยู่กับ
เขาตอนที่เจอคนคนนั้น แล้วทั้งคู่ก็พากันเดินกลับไปหายูชอนที่ห้องก่อนหน้านี้ โดยที่จุนซูบ่นไปตลอดทางว่าขนาดกลัวยังเดินมาไกลขนาดนี้ได้ยังไง







"อ่า ยุนโฮ นี่มาเยี่ยมพ่อด้วยเหรอ " เสียงของท่านคิมกล่าวขึ้นอย่างดีใจเมื่อเห็นลูกชายอีกคนของเขา ที่กำลังจะเข้ามาอยู่ที่บ้านของเขาเร็ววันนี้ เพื่อมาดูแลกิจการและบ้านตระกูลคิมแทน
เขาที่จะต้องเดินทางไปพักรักษาตัวที่อเมริกาพร้อมกับ ลีอา ภรรยาของเขาตามคำแนะนำของหมอปาร์ค

"ครับ มาดูว่ามีอะไรให้ผมช่วยรึเปล่า" ยุนโฮพูดด้วยท่าทางน่อมน้อม แต่คนฟังกลับไม่ชอบใจ เขาไม่อยากให้ลูกดูเหินห่างจากเขามากนัก

"ไม่ต้องนอบน้อมอย่างนั้นหรอก เราพ่อลูกกันนะ พ่อเองไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดลูกเลย ก็จะต้องเดินทางอีกละ พ่อหวังพึ่งเรามากนะยุนโฮ"

"ครับ" ร่างสูงรับคำหนักแน่น แต่ยังแฝงไว้ด้วยความนอบน้อม แต่ผู้เป็นพ่อก็ไม่อาจฝืนบังคับอะไรได้ เขาคงต้องปล่อยให้ยุนโฮปรับตัว ไม่เคยเจอหน้ากันมาตั้ง 19 ปี เพิ่งจะมาเจอกันเมื่อไม่
กี่อาทิตย์ จะให้เด็กหนุ่มรู้สึกสนิทใจคงเป็นไปได้ยาก แม้ตัวเองอยากจะชดใช้ แล้วทำหน้าที่พ่อที่ขาดหายไปก็ตาม

"เอาละ พ่อไม่เป็นไรแล้ว แค่ตรวจสุขภาพเอง เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้ว ยุนเองล่ะ เราจะย้ายเข้าไปเมื่อไหร่กัน พ่อจะเดินทางมะรืนนี้แล้วนะ"

"คาดว่าจะพรุ่งนี้นะครับ ขอผมเรียนรู้งานที่บริษัทอีกนิดครับ เพราะทางนี้สำคัญกว่า ทางบ้าน น่าจะรับมือได้ง่ายกว่า" ร่างสูงตอบด้วยความมั่นใจ

"อืม ได้ พ่อจะให้คนจัดห้องไว้ให้อย่างดีละกัน" ว่าพลางนึกชมเชยในใจ กับความกระตือรือร้น และหนักแน่น สมแล้วที่มีสายเลือดของเขา ถ้าเพียงแต่... เด็กนั่นจะเป็นอย่างนี้มั่งคงดี




ก๊อกๆๆๆ

"ขอโทษฮะ คุณลุง คุณแม่ ผมกับพี่แจจุงมาเยี่ยมฮะ" จุนซูผู้ร่าเริงพูดเสียงใสเข้ามา พลางดึงมือร่างบางให้ตามเข้ามาในห้องด้วย ก่อนที่ตัวเองจะเดินเข้าไปอ้อนแม่สุดที่รักที่อีกฝั่งของห้อง

"เหลวไหลจริงๆจุนซู คุณลุงไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ท่านแค่มาตรวจร่างกายนะ" เธอว่าลูกชายตัวเองพลางตีเบาๆที่แขน

" พอดีวันนี้ผมพาคุณแจจจุงมาพบหมออยู่พอดีเลยชวนคุณทั้งสองมาเองน่ะครับ อาการ ท่านปกตินะครับ" ยูชอนว่า พลางค้อมหัวน้อยๆให้นายคิม ก่อนจะวางมือไว้บนไหล่ร่างบางที่
ตอนนี้ได้แต่ก้มหน้าก้มตามองพื้นเบื้องล่างราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ สองมือบางจับกันบิดไปมาบอกได้ว่าเจ้าตัวกำลังประหม่าอย่างหนัก แต่เขาก็ทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ เขากับคุณจุนซู
มักจะโดนดุหากทำท่าทางเอาอกเอาใจและดูแลแจจุงเกินไปต่อหน้านายท่านคิม เพราะแม้ท่านจะรู้ว่าลูกชายของตัวเองขี้โรคและผิดปกติเพียงใด แต่ก็จะโกรธทุกครั้งที่มีคนมาโอ๋หรือเอาใจแจจุ
งต่อหน้า ราวกลับตอกย้ำให้เขารู้ว่าลูกคนนี้ช่างอ่อนแอและช่วยตัวเองไม่ได้เอาเสียเลย


"ช่างเถอะ มาก็ดีแล้ว ฉันจะแนะนำให้รู้จักกับใครคนหนึ่ง" นายท่านคิมว่าพลางมองไปที่ลูกชายคนใหม่ของเขา

"นี่ คือ ยุนโฮ จองยุนโฮ ลูกชายของฉัน" น้ำเสียงที่ฟังดูภูมิใจนั้นทำให้แจจุงสะดุ้งน้อยๆ

ลูกชายเหรอ? หมายความว่าไง ลูกของพ่อ ตอนที่พ่อแนะนำจุนซู พ่อก็ไม่เคยบอกว่าเป็นลูกนี่ บอกแต่ว่าเป็นลูกของคุณน้าลีอา เขาเองไม่เคยสนใจหากพ่อจะไปมีใครต่อใครมากมาย
ข้างนอกนั่น แต่คุณพ่อก็มีคุณน้าลีอาแล้วนี่ แล้วคำพูดที่บอกว่าลูกของคุณพ่อนั่นอีก ลูก.... งั้นเหรอ ? ของพ่อ กับใคร แม่เหรอ ? ไม่สิ คุณแม่บอกว่ามีแต่เขาคนเดียวนี่ เมื่อคิดมาถึงแม่
ความทรงจำที่ถูกปิดกลั้นก็ถูกตีย้อนขึ้นมาในลำคอเริ่มแห้งผาก รู้สึกตาพร่าและปวดหัว แต่เสียงของพ่อที่พูดต่อก็ดึงเขาออกมาจากความทรงจำที่น่ากลัวนั่น

" ลูกชายแท้ๆของฉัน .... ยุนโฮ เขาจะมารับช่วงต่อจากฉันในระหว่างนี้ ต่อไปนี้เขาคือคนที่จะจัดการทุกอย่าง เอาละ รู้จักกันไว้ ยุนโฮ นี่ยูชอน คุณหมอประจำบ้านเราอีกคน แล้วนี่
จุนซูลูกของลีอา แล้วนั่น ....... พี่ชายของลูก คิม แจจุง แจจุงรู้จักกับน้องชายของลูกสิ นี่ยุนโฮ ต่อไปเขาจะมาดูแลแกแทนพ่อน่ะ"

สิ้นคำของผู้เป็นพ่อ แจจุงที่ได้แต่ก้มหน้าก็เงยหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัวขึ้นมาจับจ้องไปยังร่างที่ถูกเชื้อเชิญให้รู้จัก แล้วก็ให้ตกใจเมื่อพบว่าเป็นใบหน้าที่ทำให้เขาเพ้อจน
ใจเต้นเมื่อครู่นี้ แต่น่าแปลก ที่รอยยิ้มของคนตรงหน้ากลับไม่อบอุ่นเท่าเมื่อครู่ที่เจอกัน รอยยิ้มนี้น่ากลัว ดูเย็นชา ไม่ต่างไปจากพ่อเลย แต่ดูร้ายกาจและเยือกเย็นกว่า

ร่างสูงที่ยิ้มให้เขาค่อยๆเดินก้าวเข้ามาใกล้เขามากขึ้น มือที่ยื่นออกมาดึงมือของเขาไปจับนั้น ช่าง เยือกเย็นนัก มันบีบแน่นราวกับจะบีบเสียให้แหลกละเอียดคามือเลยทีเดียว

ไม่นะ ..... เจ็บ ....... อ๊า.... อยากจะร้องออกมา แต่ว่าอยู่ต่อหน้าพ่อ ร้องไม่ได้เด็ดขาด อ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด แค่นี้เขาก็ขี้โรคขี้ขลาดมากแล้วในสายตาพ่อ ถ้าร้องออกมา พ่อจะต้อง
โกรธที่ทำให้ขายหน้า แต่ ..... มันเจ็บ ..... ทำ ราวกับจะตั้งใจทำ ทำไม คนคนนี้ จุนซูช่วยด้วย .... อ๊ะ.... ยูชอน เจ็บ ช่วยด้วย

"สวัสดีครับพี่แจจุง ฝากตัวด้วยนะรับ คงต้องรบกวนพี่ให้คอยแนะนำแล้วละ" น้ำเสียงที่เปร่งออกมาดูราบรื่นนัก แตหากคำพูดกลับกรีดลงในใจของพ่อลูกทั้งสอง ด้วยรู้ว่าที่จะต้องให้ยุ
นโฮมาดูแลเรื่องทั้งหมดก็เพราะแจจุงไม่สามารถทำได้นั่นเอง แถมสายตานั่นอีก สายตาที่จับจ้องมาที่คนร่างบางช่างหน้ากลัวเหลือเกิน แล้วมือที่จับอยู่นี่อีก ราวกับจะรัดเสียให้แดดิ้นตายไปตรง
หน้างั้นแหละ

"เออ แจเขา เขาพูดไม่ได้หรอก" เสียงของผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นอย่างผิดหวัง ร่างสูงปล่อยมือออกจากมือบางช้าๆราวกับจะให้ร่างบางได้ซึมซับรสชาติความเจ็บปวดให้ติดอยู่กับมือบางไปนานๆ


"ทำไมครับ เออ ขออภัย ถ้าหากผมจะถามได้" เขาหันมามองผู้เป็นพ่อและถามด้วยท่าทางสงบนิ่ง ทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้ว จากข้อมูลที่ผู้มีพระคุณส่งให้เขาอ่านก่อนกลับมาที่เกาหลีนี่

ในขณะเดียวกันที่ร่างบางเซถอยหลังด้วยความกลัว ยูชอนที่อยู่ด้านหลังรับเขาเอาไว้ได้พอดี ไม่งั้น เขาคงจะล้มลงไปแล้ว

ยูชอนรับรู้ถึงความผิดปกติ แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรฮึดฮัดออกไป เพราะความเกรงใจคุณคิม แถมนี่คือนายคนใหม่ของตระกูลคิมที่เขารับใช้เสียอีก จึงทำได้แต่ยันร่างบางเอาไว้ด้วยมือที่
ประคองอยู่ที่เอวบางเอาไว้อย่างนั้น

"อือ คือ แจ เขาป่วยมาตั้งแต่เด็กน่ะ มีโรคประจำตัวหลายอย่าง อันที่จริง เขาจะต้องเป็นน้องเรา แต่ว่าเขาคลอดก่อนกำหนด ยังไงซะ พ่อก็ฝากเราดูพี่เขาด้วยละกันนะ อืม ...... เอาละ
หมอ ฉัน เหมือนจะเพลีย อยากพักสักหน่อย แล้วค่อยกลับละกัน ทุกคนกลับไปก่อนละกัน" ตัดบทไปเพราะไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องที่น่าผิดหวังของลูกชายของตัวเองได้

"ได้ครับ ยูชอน พาคุณๆไปส่งบ้านให้ดีๆล่ะ พ่อจะพานายท่านกลับบ้านเองทีหลัง"

"ครับพ่อ ไปเถอะครับคุณแจจุง คุณจุนซู"

"แล้วเจอกันอีกนะครับพี่แจจุง" ยุนโฮพูดพลางยิ้มมุมปากมองร่างบางที่ค่อยๆเดินออกไปจากห้อง


ร่างสูงของยูชอนดันร่างบางของคนตรงหน้าให้ออกจากประตูไปให้เร็วที่สุด เพราะเขารู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เพราะลมหายใจของแจจุงถี่มาก ราวกับหายใจไม่ทัน หัวใจของเขาเต้นแรง
เพียงแค่สัมผัสที่หลังก็รับรู้ว่ามันเต้นแรงแค่ไหน เขากลัวแจจุงจะเป็นลม และเขารู้ว่าแจจุงจะไม่ยอมเป็นลมต่อหน้าพ่อเด็ดขาด เขาจึงรีบพาร่างบางออกมาก และทันทีที่ปิดประตู ร่างบางก็ทรุด
ฮวบลงกับอกของเขา ยูชอนช้อนร่างบางขึ้นในอ้อมกอดอย่างใจเย็น ก่อนจะเดินพาร่างบางไปยังห้องตรวจอาการ โดยที่มีจุนซูที่มีสีหน้าหวาดวิตก ตามมาด้วยติดๆ


TBC