In Love and War [Prologue]
posted on 09 Mar 2008 14:54 by jaerad in The-Line-IIIThe Line Between Love and Hate…III
In Love and War
Author: แจแรด
Category: AU ,Drama/ Romance , action , Angst
Pairing: YunJae , MicXiah
Rating: R
Disclaimer: เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง
Warning(s): ฉากเซ็กซ์, ฉากรุนแรง, คำพูดที่รุนแรง, การทำร้ายร่างกาย, การขืนใจ มั้ง?????
Author notes: หื่น เครียด แจแรด มาอีกแย้วววววววววว !!!!!!!!!!!! (เมื่อไหร่เจ๊จะเปลี่ยน)
คนหนึ่งคือ นายทหารหนุ่มรูปงาม ที่เก่งทั้งการทหารและการศึก กลับตกหลุมรักดวงตากลมโตงดงามที่แสนจะเย่อหยิ่งของเชลยฝ่ายตรงข้าม
คนหนึ่งก็จะไม่ยอมก้มหัวให้กับพวกกบฏคอมมิวนิสต์ ที่เข้ามารุกรานบ้านเมืองของตนเป็นอันขาด
เมื่อยศและฐานะความเป็นคนมันค้ำคอ คนหนึ่ง จึงได้แต่มองข้ามความรู้สึกของอีกฝ่ายที่เป็นทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องการส่งต่อมาให้
พวกเขาจะทำอย่างไร ระหว่างชาติ หน้าที่ และความรัก
P.S. ฟิกชั่นเรื่องนี้เป็นจินตนาการล้วนๆของแจแรดเองจ้า เพราะฉะนั้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในฟิกเรื่องนี้จะมีอยู่จริงบ้างและไม่จริงบ้างตามแต่ที่จะเขียนออกมา เพราะงั้นอย่าไปสนใจถ้ามันจะเวอร์ไปหน่อยนะคะ
P.P.S ชุดทหารที่น้องๆใส่อยู่จะผสมปนเปกันไป แจแรดจิ้นเอาจากภาพของทหารญี่ปุ่นเน้อ ที่สวมบู๊ทอะ แต่ใครใคร่จะจิ้นไปแบบไหนก็ตามสบายจ้า
P.P.P.S ยุนในภาคนี้จะผมสั้นเหมือนตอนช่วง all about TVXQ 1 แต่ก็อีกแหละ ใครใคร่จิ้นแบบไหนก็ตามใจ จะจิ้นแบบ O แจแรดก็ไม่ว่า เห็นภาพชัดดี เพียงแต่มันสมัยใหม่ไปหน่อย
P.P.P.P.S อย่าคาดหวังกะฟิกแจแรดมาก เหมือนๆจะโหดมันอาจจะไม่ หรือเหมือนจะไม่โหด มันก็อาจจะกระชากอารมณ์ เพราะงั้นลุ้นไปกะคนเขียนละกัน เพราะแจแรดก็ยังไม่รู้จะเขียนยังไงต่อ!! อ้าว???? (ไงพูดแมวๆแบบนั้น)
In Love and War
Prologue
กรุงโซล
25 มิถุนายน พ.ศ. 2493
ทหารฝ่ายเกาหลีเหนือซึ่งนำทัพโดยนายพล ลีซูมาน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ นายคิมจองอิล ให้นำกำลังทหารกว่าหนึ่งหมื่นนายพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ของกำลังหนุนอย่างโซเวียต
บุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมาทางบริเวณหมู่บ้าน ปันมุนจอมซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งกลางของเกาหลีทั้งสองฝ่าย เพื่อมุ่งหน้าเข้าบุกยึดกรุงโซล และใช้เวลาเพียง 3 วันก็สามารถ ยึดกรุงโซลได้สำเร็จในวันที่ 28 มิถุนายน
.
.
.
28 มิถุนายน
14.00 น. ค่ายทหารชั่วคราวกองกำลังทหารบกที่ 22, กองกำลังลาดตะเวน, โซล
“ขอประทานโทษครับ ผู้พัน”น้ำเสียงแข็งขันของนายทหารชั้นผู้น้อยดังขึ้นที่บริเวณปากทางเข้าเต็นท์ของนายทหารยศพันเอกนายหนึ่ง
“ว่าไง”เสียงเข้มถามกลับ ก่อนที่ใบหน้าคมรูปงามที่แม้นเสื้อผ้าและเนื้อตัวจะมอมแมมไปด้วยคราบเหงื่อไคลจากการกรากกรำการรบมานาน แต่กระนั้นใบหน้าหล่อเหลาภายใต้กรอบผมสั้นกลับดูน่าชื่นชม
เขาเงยหน้าขึ้นจากกระดาษเขียนจดหมายสีขาวหม่นที่เขาเพิ่งกำลังจดน้ำหมึกสีดำลงลายรักษ์ถ้อยคำปลอบประโลมขวัญและกำลังใจให้กับคนแนวหลัง ทั้งครอบครัวและ คู่หมั่นคู่หมาย ได้รับรู้ข่าวสารการมาปฏิบัติหน้าที่ของเขาว่าได้บรรลุผลสำเร็จไปแล้ว
ในเมื่อขณะนี้พวกเขาและกองกำลังทหารของฝ่ายเหนือเกือบหมื่นคนได้ทำการยึดกรุงโซลได้สำเร็จเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ในใจเต็มไปด้วยความปรีดีของชายชาติทหารกล้าที่อยากจะบอกกล่าวบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งที่คอยชะเง้อคอฟังข่าวคราวความปลอดภัยของเขาอยู่ทางอีกซีกหนึ่งของประเทศ
“ครับ มีคำสั่งจากท่านนายพลให้ผู้พันเข้าพบเป็นการด่วนครับ”ทหารยศน้อยกว่าตะเบงเสียงแข็งขัน ก่อนจะยกมือขึ้นตะเบ๊ะอยู่เหนือหัวเพื่อแสดงถึงความเคารพที่มีต่อนายพันหนุ่มรูปงามคนนี้
“ได้ เดี๋ยวฉันจะรีบตามไป”ร่างสูงสำทับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและนุ่มนวล ผิดกับท่าทางแข็งขันภายใต้เครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้าแก่
มือหนาวางด้ามปากกาลงกับพื้นโต๊ะทำงานชั่วคราวทั้งที่ยังเขียนไม่เสร็จ ก่อนที่จะเหยียดตัวลุกขึ้นยืนตามความสูง แล้วคว้าเอาหมวกขึ้นมาสวมทับไปบนเรือนผมที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อจากการรบ แล้วก้าวเดินออกไปจากเต็นท์ทันที โดยไม่ลืมที่จะหยิบเศษกระดาษแผ่นนั้นยัดใส่ลงไปในกระเป๋าตรงอกเสื้อ
.
.
.
28 มิถุนายน
14.09 น. ฐานทัพชั่วคราวกองกำลังฝ่ายเหนือ , โซล
“ขอประทานโทษครับ”เสียงทุ้มตะเบงเสียงดัง ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องประชุมห้องหนึ่งซึ่งอดีตเคยเป็นห้องเรียนมาก่อนที่จะถูกยึดและแปรสภาพเป็นห้องประชุมชั่วคราวของเหล่าผู้นำของแต่ละกองพันที่นั่งล้อมรอบกันอยู่บนโต๊ะเล็กๆที่นำมาต่อกันจนกลายเป็นโต๊ะประชุมขนาดย่อม
“ผม กระผม พันเอกชองยุนโฮ รายงานตัวครับ”ร่างสูงตะเบ๊ะมือขึ้นตรงหน้าผากทำความเคารพบุคคลที่นั่งรายล้อมอยู่ในนั้น แม้ว่าบางคนจะยศน้อยกว่าเขา แต่ชายหนุ่มก็หาได้ใส่ใจไม่
ท่าทางลักษณะแข็งขันและจดจ่ออยู่กับประเด็นและหน้าที่ของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนรอบข้างมักจะชื่นชมร่างสูงเสมอ
ภูมิหลังที่เป็นเพียงลูกพ่อค้าแม่ค้าธรรมดา แต่เมื่อต้องถูกเกณฑ์เข้าร่วมกองทัพตั้งแต่สมัยอายุยังไม่ครบ 18 ปีเต็ม บวกกับความขยันและเข้มแข็งอดทน ในแบบที่กองทัพต้องการ ทำให้ร่างสูงฝ่าฟันและก้าวขึ้นมาเป็นถึงทหารในยศนายพันได้อย่างไม่ยากเย็นและรวดเร็วกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกัน
“ตามสบายเลยผู้พัน ที่นี่คนกันเองทั้งนั้น”นายพลใหญ่ผู้เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำทัพในสงครามครั้งนี้กล่าวขึ้นเรียบอย่างเป็นกันเอง
ก่อนจะผายมือไปยังบรรดาทหารนับสิบชีวิตที่ร่างสูงรู้จักหน้าค่าตาเป็นอย่างดี รวมไปถึง
...คิมจุนซู
เลือดเนื้อเชื้อไขอันดับต้นๆของท่านผู้นำ คิมจองอิล ที่เข้าร่วมกับกองทัพทหารตามรอยเท้าของครอบครัว
เด็กหนุ่มที่มียศเทียบเท่ากับเขาแต่สังกัดหน่วยภูมิศาสตร์การทหาร ด้วยความมีสติปัญญาและจิตใจที่ถูกฟูมฟักมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ร่างเล็กที่ไม่ว่ายุนโฮจะมองกี่ครั้ง ก็ไม่เหมาะกับอาชีพทหารแบบนี้เลยสักนิด แต่กระนั้นฝีมือในด้านของการวางแผนเข้าบุกโจมตีของร่างเล็กไม่ได้เป็นรองคนที่มียศระดับสูงเลยแม้แต่น้อย
ยุนโฮโค้งหัวให้ร่างเล็กทั้งๆที่เขาเองไม่จำเป็นเพราะเจ้าตัวมีอายุอ่อนกว่าเขาถึงสามปี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงทำ แต่สิ่งที่ได้กลับมายังคงเป็นเพียงความนิ่งแบบเดิมจุนซูชอบทำ
ร่างเล็กเพียงแค่ผงกหัวให้เขาโดยที่สายตาจดจ่ออยู่กับแผนตรงหน้าที่กำลังคุยกันอยู่ก่อนหน้านี้ แต่กระนั้นยุนโฮก็ไม่อาจต่อว่าท่าทางแบบนั้นของจุนซูได้ เขาจึงได้แต่หันไปตามบุคคลอื่นที่นั่งอยู่รอบๆกันแทนเพื่อทักทาย
“ไม่ทราบว่าท่านมีคำสั่งอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ”นายพันหนุ่มนั่งลงกับเก้าอี้ตัวเล็กสำหรับเด็กนักเรียนที่ดูเหมือนจะรองรับเรือนร่างใหญ่โตของเขาได้ไม่มั่นคงนัก
“อืม ผมกำลังกระจายคำสั่งให้กับหัวหน้าของทุกกองกำลังอยู่ ตอนนี้เรายึดกรุงโซลไว้ได้แล้วก็จริง แต่ว่าเราต้องจัดทหารบางส่วนบุกเข้าตีพวกหมู่บ้านเล็กรอบๆกรุงโซล โดยเฉพาะแทบชายฝั่ง ซึ่งต้องมุ่งหน้าไปทางอินชอน เพื่อทำการยึดพื้นที่ที่ติดกับคาบสมุทรเพื่อป้อกันกองกำลังเสริมของพวกไอ้กัน ที่อาจจะแอบลอบแฝงตัวเข้ามาทางชายฝั่งได้ แม้เราจะมีกองกำลังเยอะ และได้เปรียบอยู่ในขณะนี้ แต่ก็ไม่อาจจะประมาทได้"
"ผมต้องการให้คุณเลือกทหารของคุณที่คิดว่ามีฝีมือดีที่สุด ร่วมเดินทางไปกับกองพันต่างๆ ซึ่งผมจัดเตรียมไว้ราวๆสามพันนาย ในนั้นจะมีพันเอกจุนซูคอยช่วยเหลือทางการวางแผนบุกเข้าไปที่นั่น เพราะผมเชื่อว่ามันต้องมีกองกำลังชาวบ้านและทหารบางส่วนหลบซ่อนอยู่ และก็จะมีร้อยโทยูชอนที่ชำนาญด้านแผนที่ กับนายแพทย์ทหารชางมิน เดินทางไปกับคุณด้วย ผมต้องการให้พวกคุณยึดอินชอนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"
" ส่วนพวกกบฏที่จับได้บางส่วนที่ไม่มีประโยชน์ก็ฆ่าทิ้งให้หมด พวกผู้หญิงพวกเด็กให้กักตัวไว้ เพื่อที่จะได้เปลี่ยนมาเป็นพวกของเราเมื่อเรารวมประเทศให้อยู่ใต้อาณานิคมของเกาหลีเหนือได้ ส่วนใครที่ขัดขืนหรือต่อต้านก็ฆ่าทิ้งให้หมด โดยเฉพาะพวกผู้ชายและทหาร คุณว่าคุณจะสามารถทำได้ไหมผู้พัน ถ้าผมแต่งตั้งให้คุณเป็นแม่ทัพในงานครั้งนี้”
ร่างสูงยกมือขึ้นตะเบ๊ะเพื่อรับคำสั่งที่แสนจะเป็นเกียรตินี้ทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ครับผม ผมจะรับใช้เกาหลีเหนือ และท่านคิมจองอิลด้วยกำลังและชีวิตของผม”
“ดีมาก นั้นพวกคุณเตรียมออกเดินทางได้”
.
.
.
28 มิถุนายน
17.30 น. ทางตอนตะวันตกของกรุงโซล
ทหารสามพันนายที่เคลื่อนกำลังด้วยรถขนส่งของทหารรวมทั้งรถจิ๊บ หลายสิบคัน กับพวกที่เดินเท้าอีกจำนวนหนึ่ง ได้ เดินทางมาจนถึงสุดเขตแดนของกรุงโซล เพื่อที่จะผ่านเข้าไปที่อินชอนโดยไม่หยุดพัก
“อ่า เนื้อหมัก”เสียงร้องอย่างสดใสของร่างสูงที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของรถจิ๊บคันเล็กที่บรรทุกนายทหารสี่คน พร้อมพลขับอีกหนึ่ง เจ้าตัวกำลังเปิดบรรจุหีบห่อของอาหารยามที่ออกศึก ซึ่งเป็นผลพวงที่ได้มาจากกำลังหนุนของโซเวียด
“หึ กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน ผมไม่รู้ว่าคุณทำไมถึงยังยิ้มได้ ไม่วินาทีใดวินาทีหนึ่งเราอาจจะโดนกับระเบิดของฝ่ายตรงข้ามเข้าเล่นงานก็ได้ คุณยังมีกะใจมากินอยู่อีกหรือไง”น้ำเสียงแหบเล็กที่บ่งบอกถึงความจริงจังของชีวิตเอ่ยขึ้น ก่อนที่ดวงตาเรียวเล็กจะหันไปมองคนที่นั่งข้างๆกำลังส่งชิ้นเนื้อเข้าปากอย่างโหยหา แล้วส่ายหัว ก่อนจะหันกลับไปมองทางด้านนอกของรถ แต่บังเอิญสายตาก่อนที่จะไปถึงได้สบเข้ากับดวงตาคมของใครคนหนึ่งที่นั่งกอดปืนอยู่ฝั่งตรงข้ามและกำลังมองมาที่เขา
ร่างเล็กรีบสะบัดสายตาออกไปอย่างไม่ใส่ใจทันที ใบหน้าขาวร้อนวูบขึ้นมาทันทีโดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรำคาญหรืออะไร รู้แต่ว่าอึดอัดกับสายตาของฝ่ายตรงข้าม
“เอาน่าผู้พัน มารบมันก็ต้องพักกินกันบ้าง ไม่งั้นจะเอาแรงที่ไหนไปรบละครับ”เสียงทะเล้นของนายแพทย์ทหารดังขึ้น ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างให้คนตัวเล็กแล้วหันกลับไปกินต่อ โดยมีเสียงทุ้มของยุนโฮช่วยสัมทับ
“นั่นสิครับ ผมว่าคุณเองก็ควรจะกินด้วย นี่เราคงเข้าใกล้ที่หมายแล้ว ใช่ไหมครับผู้หมวด”ยุนโฮว่าก่อนจะหันกลับไปถามร้อยโทหนุ่มข้างกายเขาที่นั่งกอดปืนเอาไว้นิ่ง แต่ดวงตาคมกลับจ้องมองอยู่ที่ใครอีกคนฝั่งตรงข้าม และเมื่อได้ยินเสียงเรียก เจ้าตัวก็ตวัดสายตากลับมามองเขาก่อนจะยิ้มให้แล้วหยิบแผนที่ข้างตัวขึ้นมา
“อย่าเรียกคุณเคินอะไรเลยครับ ผมต่างหากที่ยศน้อยกว่าท่าน”ยูชอนว่าด้วยน้ำเสียงเคารพ ก่อนจะเริ่มกางแผนที่และเข็มทิศไว้บนเข่าของตัวเอง
“ผมรู้ แต่ว่าคนของผม ถ้าทำงานร่วมกัน ผมไม่ถือ ยังไงเราก็ต้องร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน อย่างเกรงใจไปเลย เราอาจจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ จะเจ้ายศเจ้าอย่างกันไปทำไม”ยุนโฮบอกเสียงเรียบให้กับอีกฝ่ายได้สบายใจ อันที่จริงแล้วแม้เขาจะชอบระบบยศของทหารก็จริง และก็ชอบให้คนเคารพเขาด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้จริงจังถึงขนาดจะต้องนอบน้อมต่อกันกระทั่งเวลาที่คุยกันตามปกติ
“คุณกำลังทำให้ระเบียบวินัยของกองทัพเสีย ในเมื่อคนที่ยศน้อยกว่าก็ต้องนอบน้อมและเคารพคนที่ยศสูงกว่าเป็นธรรมดา”เสียงตัดพ้อถูกรอดออกมาจากปากของคนที่นั่งตรงข้ามยูชอนอย่างอดไม่ได้ในพฤติกรรมของยุนโฮที่ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพในการเดินทางครั้งนี้
“อย่าซีเรียสสิครับจุนซู ผมน่ะ ไม่ใช่ว่าต้องการให้ยูชอนเขาปีนเกลียวหรืออะไร ก็เพียงแค่ตอนนี้เราทั้งสี่กำลังเบียดกันอยู่ในรถคันเล็ก แล้วผมก็ไม่ต้องการให้เรารู้สึกอึดอัดต่อกันในสถานการณ์ที่มันกำลังหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้เท่านั้นเอง”
“ผมมียศของผม แม้คุณจะเป็นแม่ทัพ แต่ผมคิดว่าคุณไม่ควรเรียกชื่อของผมจะดี...อ๊ะ!!”ร่างเล็กไม่ทันพูดจบดี มือหนาของคนที่นั่งข้างๆอย่างชางมินก็ส่งเหนือเข้ามาจ่อที่ริมฝีปากบางทันที
“นี่คุณ!!! ทำบ้าอะไรของคุณ”ร่างเล็กตวาดเสียงดัง
“ชูว์!!! ผมล้อเล่นน่า ผมเห็นคุณเครียดก็เลยคิดว่าคุณอาจจะหิวก็เลย...”
“ผมไม่ได้หิว!!!”ร่างเล็กตวาดก่อนจะปัดมือของอีกฝ่ายให้พ้นไป แล้วใช้หลังมือป้ายคราบซอสที่ริมฝีปากออกอย่างลวกๆ ไม่อยากจะต่อความให้มากเรื่อง แต่กลับต้องเงยหน้ามองไปยังด้านตรงข้ามเมื่อเสียงหัวเราะในลำคอหลุดออกมาจากร่างสูงของคนที่ยศน้อยกว่า
“นายขำอะไร”ร่างเล็กถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
“เปล่าครับ”ยูชอนตอบเสียงเรียบ เขาไม่ได้มีเจตนาจะกวนใจจุนซูเลย แต่ภาพเมื่อกี้ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้รู้สึกเอ็นดูร่างเล็กของคนที่ยศสูงกว่า
คนที่เกลียดเขาทันทีที่แรกเห็นเมื่อได้ทำงานร่วมกัน เพียงเพราะว่าเขามีเชื้อสายของพวกไอ้กันอยู่ครึ่งหนึ่งในตัว
“ก็เห็นอยู่ว่าขำ นายไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง นี่ถ้าอยู่ที่ฐานฉันจะรายงานความประพฤติของนาย หรือไม่ถ้านายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของฉันฉันจะ...”ยังไม่ทันที่ร่างเล็กจะได้ต่อว่าจนจบ รถจิ๊บก็เบรกตัวอย่างแรงพร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังขึ้นกึกก้องไม่ไกลจากพวกเขานัก ก่อนจะตามด้วยเสียงปืนกลที่กระหน่ำยิงสวนออกมาจากทางด้านชายป่าตรงที่รถทหารคันแรกกำลังไปถึง
“ข้าศึกซุ่มอยู่ตรงหน้า!!! ไม่รู้ว่ามีกี่คน จัดการฆ่าให้หมด!!! เร็ว!!!”ยุนโฮตะโกนเสียงดังลั่น พลางกระโดดลงจากรถจิ๊บแล้ววิ่งเข้าไปข้างทางเพื่อหาที่กำบัง ก่อนที่จะตั้งลำกล้องของปืนกลไปด้านที่เป้าหมายซุ่มอยู่แล้วกระหน่ำยิงแบบไม่ยั้ง
ประกอบกับที่ยูชอนกระโดดลงจากรถแล้วคว้าเอาข้อมือของร่างเล็กที่กำลังจะยกปืนขึ้นยิงต่อสู้ข้าศึก ก็ถูกดึงให้หลบไปบนไหล่ทางด้วยกัน ก่อนที่ยูชอนจะใช้ไหล่ของตัวเองกดทับลงไปบนตัวเพื่อบังร่างเล็กเอาไว้แล้วโผล่ปลายปืนขึ้นมาเหนือดินแล้วกระหน่ำยิงอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยมีร่างเล็กที่ฮึดฮัดด้วยความโกรธในการกระทำของเขาอยู่ข้างใต้
ชางมินเองก็กระโดดเข้าหาที่กำบัง ท่ามกลางเสียงปืนกลที่กระหน่ำยิงมาจากทุกทิศทุกทาง
และเพียงไม่นาน ด้วยการนำทัพและกองกำลังที่มีจำนวนเยอะกว่าของยุนโฮ ก็สามารถจัดการกับฝ่ายตรงข้ามได้ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและร่างไร้วิญญาณของฝ่ายใต้ที่ถูกสังเวยให้กับกระสุนของฝ่ายเหนือ
TBC