What if I…
posted on 10 Mar 2008 22:07 by jaerad in What-If-I
What if I…
“กลับมา....แล้ว” ร่างสูงเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะส่ายหน้าให้กับความเคยชินของตัวเอง แล้วก้มลงถอดรองเท้าเพื่อจะเก็บไว้ที่ตู้รองเท้าสีขาวด้านข้างประตู แต่แล้วก็เกิดเปลี่ยนใจ ก่อนจะวางมันลงไว้อย่างนั้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
สองขายาวค่อยๆก้าวพาตัวเองเข้าไปสู่ห้องชุดสุดหรูขนาดคนสองคนอยู่อาศัยได้อย่างสบายๆ พลางล้มตัวนั่งลงบนโซฟาขนเป็ดที่สั่งทำเป็นพิเศษในบริเวณห้องนั่งเล่น
21.30 / 14 /02/08
ตัวเลขสีแดงบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลที่ตั้งอยู่ด้านบนของจอทีวีพลาสม่าบ่งบอกเวลาและวันที่ให้รู้
“เฮ้อ” เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหนักหน่วงถูกผ่อนออกมาจากร่างที่ตอนนี้ได้แต่นั่งจ้องตาลอยไปในจอทีวีที่ว่างเปล่ามองเห็นเพียงเงาสะท้อนของห้องและของตัวเองเท่านั้น
พลันในใจกลับคิดว่า อุตสาห์ถ่วงเวลากลับบ้านตั้งนานแล้ว เพิ่งจะสามทุ่มเอง ทั้งๆที่วันนี้ตั้งใจจะไม่กลับบ้านเร็วแล้วแท้ๆ แต่เพราะเพื่อนร่วมงานที่ต้องทำงานร่วมกันในแผนก ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านเร็วขึ้นในวันนี้เป็นพิเศษ ทิ้งงานที่ปกติจะอยู่เคลียร์กันจนดึกดื่นเอาไว้เบื้องหลัง
แน่ละ วันนี้วันวาเลนไทน์ ใครๆก็ต่างรีบออกจากออฟฟิศเพราะมีนัดกัน เขาซึ่งไม่อยากจะไปติดแหง็กอยู่ในสภาพบรรยากาศแห่งความชื่นมื่นเหล่านั้นบนท้องถนน จึงมุ่งตรงกลับบ้านทันที
ร่างสูงพ่นลมหายใจอันแสนเบื่อหน่ายออกมาอีกครั้ง มือขวาคลายปมเน็กไทออกจากคอเสื้อ ก่อนจะหยิบรีโมททีวีขึ้นมากดเปิด และวางมันลงที่โต๊ะตัวเตี้ยตรงหน้า แล้วฉวยเอากระป๋องเบียร์ในถุงที่แวะซื้อมาสามสี่กระป๋องจากร้านสะดวกซื้อระหว่างทางกลับมาบ้านขึ้นมาเปิดแล้วยกขึ้นดื่มอึกใหญ่
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจับจ้องไปยังกลุ่มเด็กชายในชุดสีขาวที่กำลังขับกล่อมบทเพลงรักหวานซึ้งเข้ากับเทศกาลแห่งความรื่นรมย์อยู่ทางจอทีวี
Someday I'll lay my love on you. Baby I don't wanna lose it now
(สักวันฉันจะนำความรักมามอบให้เธอ ตอนนี้ฉันไม่อยากเสียเธอไป)
Just one นอ ปู นิน กอล
(แค่คนเดียว ต้องเป็นเธอเท่านั้น)
ออน เจน กา อู รี มัน นัน นัล ชอ รอม
(วันไหนที่เราได้พบกันอีก)
เน กา ซา ลา กา นึน ฮัน อี ยู
นั่นคือเหตุผลให้ฉันอยู่ต่อไป
โอ จิก นอ รึล วี ฮัน, มัม ปุ นิน นัล, อัล จา นา
(เพื่อเธอเท่านั้น, คนเดียวในใจฉัน, รู้บ้างมั้ย)
22:15 /14/02/08
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด!!!!
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นไม่ไกลเกินเอื้อมที่ร่างสูงจะหยิบมันขึ้นมากดรับ หากแต่เขาไม่ทำ จนกระทั่งเสียงมันขาดหายไปเอง พร้อมกับที่เสียงจากระบบตอบรับของโทรศัพท์ดังขึ้น
ติ๊ดดดดด!!!!!
“ฮัลโล ฮยอง ไม่อยู่เหรอ? ผมชางมินนะ ฮยองอ่ะ ผมพยายามโทรหาฮยองทั้งวันเลยนะ ทำไมไม่รับสายกันมั่ง หรือโทรกลับมาก็ยังดี” น้ำเสียงตัดพ้อแว่วมาตามสาย
“ เอาเถอะ ถ้าไม่อยู่จริงๆ ผมโทรมาแล้วนะ พี่ยุนโฮบอกว่าถ้าฮยองไม่รับเขาจะโทรมาเอง ยังไงก็... โทรหาผมด้วยนะ...” น้ำเสียงนั่นลังเลอยู่สักพักราวกับจะพูดอะไรต่อ ก่อนจะตัดสินใจวางหูไปในที่สุด
ติ๊ดดด!!!
เสียงสายปลายทางตัดไปแล้ว แต่ร่างสูงบนโซฟานุ่มยังไม่มีทีท่าจะลุกขึ้นมาหยิบโทรศัพท์โทรกลับไปตามที่เจ้าของเสียงร้องขอเอาไว้ หรือแม้แต่จะเปลี่ยนช่องเพื่อหนีโฆษณาไปดูช่องอื่นเลย
22:50 /14/02/08
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด !!!!!
.
.
.
ติ๊ดดดด!!!
“ยูชอน!! นี่ฉันเองนะ ถ้าแกยังไม่รับโทรศัพท์ แจจุงจะไปที่ห้องของแก เพื่อดูว่าแกตายแล้วรึยัง!!”
“ยุนโฮ!! ฉันพูดอย่างนั้นไปเมื่อไหร่กัน”เสียงหวานตวาดแหวแทรกเข้ามาในสายแข่งกับเสียงตวาดของอีกฝ่ายเมื่อกี้นี้ หากเป็นแต่ก่อนยูชอนคงจะขำกลิ้งเมื่อนึกถึงหน้าพี่ชายที่ทำหน้าจ๋อยเพียงเพราะโดนแฟนหนุ่มคนสวยดุเอา แต่นี่ไม่ใช่ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนเดิมแล้ว....
“จ้าๆ ล้อเล่น อึ้ม...”เสียงทุ้มกระแอมไอนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยปากต่อไป
“ ฟังนะยูชอน...ให้ตายสิ...ถ้ามันยากอย่างนั้น ทำไมถึงต้องหมกตัวอยู่คนเดียวด้วยวะ แกยังมีฉันกับชางมินนะ แก...ฉันเป็นห่วง...แก...นะ” น้ำเสียงตอนท้ายเอ่ยไม่ได้เต็มเสียงนักราวกับกำลังเขินจัด
“..เอ่อ...ยังไงก็...โทรมาหรือแวะมาก็ได้ ไม่งั้นเมียฉันไปลากคอแกถึงที่โน่นฉันช่วยอะไรไม่ได้นะ”
“ยุนโฮ!!!!”
“จ้าๆ เอาละๆ...โทรมาด้วยละกัน”
ติ๊ดดดด!!!
ร่างสูงวางกระป๋องเบียร์ซึ่งเป็นกระป๋องสุดท้ายลงกับโต๊ะตัวเล็กตรงหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนตามความสูง แล้วเกิดอาการโซซัดโซเซเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะฤทธิ์เบียร์แน่นอน เพราะว่าเขาเคยดื่มมากกว่านี้ แต่คงเพราะเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีมันเหือดหายไปกับความว้าเหว่ที่เขาพยายามจะสะกดมันให้อยู่ในส่วนลึกที่สุดของก้นบึ้งของหัวใจ
ไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะรู้สึก...
กลัว.... กลัวว่าจะต้องตายอย่างเดียวดายและง่ายดายเพียงเพราะความเหงาและปวดร้าวนั้นแทรกซึมเข้ามาเกาะกินหัวใจ
เขารู้ว่าทั้งพี่ชายและน้องชาย หรือแม้กระทั่งแฟนหนุ่มของพี่ชายต่างก็เป็นห่วงเขา แต่นี่แหละคือเหตุผลที่เขาไม่อยากจะรับโทรศัพท์ หรือพูดคุยกับคนเหล่านี้
ไม่ใช่เพราะเกลียดแน่นอน
แต่กลัวบรรยากาศเก่าๆ วันคืนเก่าๆต่างหาก
ร่างสูงค่อยๆลากสังขารอันเหนื่อยล้าไปยังห้องครัวที่อยู่อีกด้านหนึ่งของห้องเพื่อจะหาเบียร์ที่คาดว่าน่าจะพอมีหลงเหลืออยู่สักกระป๋องสองกระป๋องในตู้เย็นถ้าเขาจำไม่ผิด
มือขวากระตุกเน็กไทเส้นงามออกจากคอเสื้อแล้วโยนไปทางหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ ระหว่างที่เขาเดินผ่านห้องนอนเพื่อจะไปยังห้องครัวที่อยู่ตรงกันข้ามกัน
“ฮิฮิ อย่าสิ ไม่เอาน่า มันจั๊กจี๊นะ” เสียงแว่วหวานของคนที่กำลังกึ่งขำกึ่งหัวเราะเล็ดลอดออกมาจากห้องนอนของเขาที่เปิดประตูแง้มไว้อย่างหมิ่นเหม่
กึก!!
ร่างสูงหยุดขาที่กำลังจะก้าวผ่านไปลงทันที ก่อนจะมองผ่านรอยแง้มของช่องประตูเข้าไปยังด้านในห้องที่มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไร นอกจากแสงไฟจากตึกข้างเคียงที่ลอดผ่านผ้าม่านผืนบางเข้ามาเพียงสลัวๆเท่านั้น
“อ๊า...ยะ...ชอน..อืม..อื้อ”เสียงครางกระเส่าอย่างพึงพอใจเล็ดลอดออกมาขณะที่เขาจ้องมองและกวาดสายตาไปรอบๆห้องนอนมืดสนิท
ร่างสูงสะบัดหัวไล่ความมึนงง
นี่เขาดื่มมากไปหรือไง
คิดพลางใช้มือหนาค่อยๆดันประตูเข้าไปด้านในเพื่อพิสูจน์ว่าตนแค่หูแว่วไปเท่านั้น
ประตูห้องถูกเปิดออกจนกว้าง ก่อนที่นิ้วเรียวจะกดสวิตช์ที่อยู่ตรงข้างประตูเพื่อเปิดไฟ
พรึ่บ!!!
.
.
.
ว่างเปล่า
.
.
.
เตียงขนาดคิงไซส์ที่ปูทับด้วยผ้าปูสีน้ำเงินเข้ม และผ้านวมผืนใหญ่สีเดียวกับผ้าปูอย่างเข้าชุดอยู่อย่างเรียบร้อย ไม่มีใครอยู่ที่นั่น แน่นอน เขาคงจะหูแว่วไปเอง
“บ้าชะมัด”ร่างสูงก่นด่าตัวเองแผ่วเบา ก่อนจะหันหลังกลับเพื่อเดินออกไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอื้อมมือไปปิดไฟเหมือนเดิม
.
.
.
ซ่า ซ่า ซ่า!!!
.
.
.
กึก!!
เป็นอีกครั้งที่ร่างสูงชะงักอยู่กับที่ มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปปิดไฟชะงักค้างเอาไว้ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง และหันหน้าไปยังทิศทางที่เกิดเสียงทันที
เสียงน้ำจากฝักบัวดังขึ้นอย่างชัดเจนและแจ่มชัดมาจากห้องน้ำ
ไม่ผิดแน่ เขาได้ยินมันจริงๆ นี่แม่บ้านลืมปิดน้ำไว้งั้นเหรอ
ร่างสูงคิดอย่างหงุดหงิดใจในความสะเพร่าของแม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดที่นี่ทุกๆวันก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ
“นี่ ขอยาสระผมหน่อยสิ”เสียงหวานร้องบอกผ่านม่านสายน้ำจนสะท้อนก้องไปทั่วผนังเย็บเยียบ
“มานี่สิ หันหลังมาเดี๋ยวฉันสระให้”
“ไม่เอาอะ เดี๋ยวนายแกล้งฉันอีก เอามานี่เดี๋ยวสระเอง”
“น่า หันมาเดี๋ยวทำให้ นี่นายไม่เชื่อใจฉันรึไง”
“ก็เพราะเป็นนายแหละถึงไม่เชื่อ”
“ใจร้ายจังนะจุนซู”
“ฮิฮิฮิ”
เสียงพูดคุยนั่นชัดเจนและคุ้นเคยมากเสียจนราวกับว่าเขาเป็นคนเปล่งคำพูดนั้นออกมาเอง
เสียงของเขา
เสียงของ.....
“จุนซู” ยูชอนพึมพำแผ่วเบาราวกับคนกำลังเพ้อ
เขาค่อยๆสาวเท้าเข้าใกล้ประตูห้องน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวเร็วจนแทบจะทำให้ใครก็ตามที่อยู่หลังประตูบานนั้นได้ยินมัน
มือหนาค่อยๆผลักประตูออกอย่างช้าๆ ราวกับภาพสโลว์โมชั่น
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาร่างของเขาชาวาบไปทั้งตัว
หัวใจที่เต้นถี่รัวเร็วเมื่อครู่ราวกับจะหยุดเต้นในทันทีทันใด
ภาพของคนรักของเขาใต้สายน้ำที่พร่างพรูร่วงหล่นใส่ร่างเปลือยเปล่าน่าทะนุถนอม ทำเอาใจข้างซ้ายของเขายอกขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ราวกับมันถูกหั่นทอนออกเป็นเสี่ยงๆเสียจนไม่สามารถจะใช้งานได้อีกต่อไป
ลมหายใจรวยระรินราวกับคนกำลังจะขาดใจ
ความอึดอัดค่อยๆยึดทอนทุกเสี้ยวชีวิตของเขาไป
ไม่ได้เจ็บปวดที่เห็นภาพของคนรักอยู่ใต้สายน้ำกลับใครอีกคน
แต่เจ็บปวดเพราะคนคนนั้น คนที่ยืนกอดร่างเล็กไว้อย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม คนคนนั้น คือตัวเขาเอง…
“เป็นไปไม่ได้” เสียงงึมงำราวกับคนเสียสติพลางส่ายหัวไปมา
“ยูชอน นายเมา ใช่แล้ว นายเมา” บอกตัวเองได้เท่านั้น ก่อนจะหันหลังกลับออกจากห้องน้ำโดยไม่ใส่ใจภาพที่เขาก่อเกิดมโนภาพขึ้นมาเอง
ภาพความหวานชื่น ภาพที่คุ้นตา ภาพที่ลืมไปแล้ว ภาพที่เคยเป็นความสุขของเขา
บัดนี้ มันเจ็บปวดเหลือเกิน ราวกับมีใครเปิดทำนบกั้นน้ำออก จนน้ำไหลทะลักเข้ามาเติมเต็มแทงก์ว่างเปล่าจนเต็มเกือบจะล้น
ภาพที่ตัวเขาขุดหลุมฝังมันไว้ในส่วนลึก กำลังดีดตัวขึ้นมาจากการจองจำหลั่งไหลเข้าสู่สมองที่ว่างเปล่าของเขาภาพแล้วภาพเล่า
ร่างสูงกำลังจะพ้นประตูห้องนอน แต่ภาพเบื้องหน้าก็หยุดเขาเอาไว้อีกครั้ง เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดไหลไปแล้วแต่... แต่ภาพบนเตียงตรงหน้า...
“อ๊า...ยูชอน...ตะ...ตรง...นั้น..”
“จะ..จุน...ซู”
“อ๊า..อ่า...อือ”
“ฉันรักนาย จุนซู ฉันรักนาย”
“อือ...ฉันก็รัก...ยูชอน...อ๊า...ยูชอน แรงอีก แรงอีก อ๊า....”
ร่างสองร่างกอดก่ายกันภายใต้ความรุ่มร้อนและลุ่มหลง เสียงครางกระเส่าจากภาพตรงหน้าดังกึกก้องสะท้อนไปทั่ว เล่นเอาคนที่ยืนอยู่หนาวยะเยือกไปทั้งตัว
เสียงนั้นดังก้องสะท้อนอยู่ที่ข้างหูของเขาราวกับเขาเป็นคงแปร่งมันออกมา ความร้อนจากภายในค่อยๆแผ่กระจายไปทั่วร่างราวกับเขาเป็นคนที่กกกอดร่างเล็กนั่นอยู่
แต่ ....ตัวเขาอยู่ตรงนี้ ยืนมองอยู่ตรงนี้ แม้ความรู้สึกที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายและฝ่ามือจะชัดแจ้งขนาดไหน แต่เขาก็ยืนอยู่ตรงนี้
ร่างสูงยกมือขึ้นลูบหน้าสองสามทีราวกับว่าเมื่อละมือออกจากใบหน้าภาพนั้นจะจางหายไป
“อ๊า ...ยูชอน...ยูชอน...”
แต่มันไม่เป็นอย่างที่เขาคิด
“ไม่..ไม่... นี่มันไม่จริง” ร่างสูงบ่นงึมงำส่ายหัวไปมาราวกับคนเสียสติ ก่อนจะวิ่งพรวดออกมาจากห้องนอนร้อนระอุนั่น เขากวาดตามองไปทั่วห้อง ทีวียังเปิดอยู่ที่ช่องเดิม เด็กหนุ่มกลุ่มเดิมในชุดสีขาวกลับมาร้องเพลงอีกครั้งนึงแล้ว กระป๋องเบียร์ที่เขาเพิ่งจะดื่มหมดไปยังวางระเกะระกะอยู่ทั่วโต๊ะ
23:50 14/02/08
ตัวเลขสีแดงบนหน้าปัดนาฬิกายังคงกะพริบบอกเวลาต่อไป ไม่ได้มีทีท่าว่าเวลาจะหยุดลงหรือเปลี่ยนแปลงให้เขาใจชื้นเลยสักนิด
ใช่แล้ว เขา...จะฝันไปหรือจะคิดไปเอง หรือแม้กระทั่งเมา อะไรก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นแค่ภาพลวงตา ภาพลวงตาเท่านั้น จุนซู...
จุนซู ตายไปแล้ว
ตายจากเขา ทิ้งเขาไว้เพียงลำพังนานแล้ว
เพราะเหตุนี้เขาถึงเกลียดวันวาเลนไทน์ เพราะจุนซูตายในวันนี้
เพราะอย่างนั้นเขาถึงไม่อยากคุยกับยุนโฮและชางมิน เพราะทั้งคู่สนิทกับจุนซู
ทุกคนรักจุนซู....
ความทรงจำมันเยอะเกินไป
เพราะเหตุนี้เขาถึงไม่อยากเจอหน้าแจจุง ไม่อยากเจอแววตาโศกเศร้านั่น มันทำให้เขารู้สึกละอายใจ เพราะเขา น้องชายเพียงคนเดียวของแจจุงถึงตายไป เพราะเขา…
ร่างสูงยกสองมือขึ้นลูบหน้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อสะบัดความมึนเมาให้ออกไป แต่หากเป็นการเช็ดหยาดน้ำตาที่เขาฝังมันไว้นานเป็นปีไม่ให้เล็ดลอดหรือหลั่งรินออกมา เขาไม่ได้หวาดกลัวหากนี่จะเป็นเพียงภูตผีตนไหนที่หลอกหลอนเขา...เขาไม่กลัว...
แต่ที่เห็นอยู่แบบนี้มันน่ากลัว... น่ากลัว.... ภาพที่จุนซูกลับมา ทั้งๆที่ความจริงมันอาจไม่ใช่
“ฉันเบื่อ”
“นายพูดอะไรจุนซู อย่าทำอย่างนี้น่า ฉันแค่กลับมาช้าหน่อยเดียวเอง”
“หน่อยเดียวเหรอยูชอน ฉันนั่งรอนายมาตั้งแต่หกโมงเย็น ฉันโดดงานครึ่งวันเพื่อเตรียมของที่นายชอบ ถ้านายไม่บอกฉันว่านายจะกลับเร็วกว่าทุกวันเพื่อมาฉลองวันวาเลนไทน์กับฉัน ฉันจะไม่ลงทุนทำอาหารขยะบ้าๆนี่ที่รู้ว่ายังไงนายก็ไม่กินมันหรอก”
เพล้ง!!!
ยูชอนสะดุ้งสุดตัวหันไปตามเสียงที่เกิดขึ้นบริเวณห้องครัว
ภาพที่เขาเห็นมันแทบทำทำนบน้ำตาของเขาแตก จานเค้กช็อกโกแลตหล่นแตกกระจัดกระจายไปทั่วพื้นห้อง ดอกคาเนชั่นสีม่วงถูกทึ้งและร่วงหล่นเกลื่อนกลาดทั่วห้องครัว อาหารหน้าตาน่ากินแต่ทว่ากลับดูจืดชืดตั้งอยู่ทั่วโต๊ะอย่างไร้การแตะต้อง
ร่างเล็กของใครบางคนกำลังสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและน้อยใจ มือบางกอบกุมมืออีกข้างของตนที่มีเลือดซึมออกมา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำ และใครอีกคนที่ยืนอยู่ที่นั่น
ตรงนั้น...
เขาเอง...
“จุนซู!!”
“อ๊ะ!!...อย่า”
“นายไปกันใหญ่แล้ว เห็นไหมว่าเลือดออกแล้ว ทำไมต้องทำอย่างนี้ มันก็แค่วาเลนไทน์ แค่วันวันเดียวนายจะใส่ใจทำไมมากมาย ในเมื่อฉันอยู่กับแล้วตรงนี้ อยู่กับนายทุกวัน”
“ทุกวันเหรอ?”
“ใช่สิ!!!ทุกวัน ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ตรงหน้านาย นายสัมผัสไม่ได้รึไงกัน ทำไมจะต้องทำอย่างนี้”
“นายอยู่ ใช่!!! นายอยู่กับฉันทุกวัน แต่นายไม่เคยใส่ใจฉันเลย นายเอาแต่สนใจงานบ้าๆของนาย ฉันจะสัมผัสนายได้ยังไงกัน งาน งาน งาน ถ้านายรักงานขนาดนั้นนายมาขอให้ฉันย้ายเข้ามาอยู่กับนายทำไม!!!”
“เพราะว่าฉันรักนายน่ะสิ!!! นายมันบ้าไปแล้วจุนซูที่ถามฉันอย่างนี้ นายคิดว่าฉันชวนนายมาอยู่ด้วยทำไมกัน”
“ฉันก็ไม่รู้ เพราะตั้งแต่อยู่กับนายมาจะสิบเดือนแล้ว ฉันไม่เห็นไอ้ความรักบ้าๆของนายนั่นเลย แต่ฉันก็ไม่สน ขอแค่ได้อยู่กับนาย ขอแค่ได้รักนาย ดูแลนาย เท่านั้น เท่านั้นจริงๆ ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“ไม่เอาน่าจุนซู ฉันก็อยู่กับแล้วนายนี่ไง ฉันก็รั...”
“อย่าพูดเลยยูชอน ฉัน... ฉันทนไม่ไหวอีกแล้ว ฉัน....ฮึก.... ฉันจะไปอยู่กับแจจุง.... ฉัน... เหงายูชอน ฉันเหงา ห้องนี้มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย แต่ทุกวันที่ต้องนั่งรอนายกลับบ้าน ทุกวันที่ต้องกินข้าวคนเดียวเพราะนายไม่กินข้าวเช้ากับข้าวเย็น ทุกวันที่ฉันอยากจะกอดนาย อยากให้นายกอดฉันไว้ให้แน่น แต่นายก็เหนื่อย นายต้องทำงาน ทุกวัน มันเหงาแล้วก็ทรมานมากนายรู้ไหม ฉันทนไม่ไหวแล้วยูชอน ไม่ไหวแล้ว บางที...ฮึก...บางที...แยกกันอยู่...เราอาจจะกลับไปรักกันมากกว่าเดิมก็ได้”
“จุนซู!!”
“ได้โปรดยูชอนให้ฉันไป!!”
“ไม่!! ฉันไม่ให้นายไป ฉันขาดนายไม่ได้นายก็รู้!!”
“แต่มันถึงเวลาที่นายต้องขาด เพราะฉันไม่อยากทนแล้ว นายบอกอย่างนี้ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน แล้วนายก็กลับเป็นเหมือนเดิมในวันต่อมา มันไม่มีประโยชน์อะไร ยูชอน มันไม่มีประโยชน์อะไร”
“นายไม่รักฉันแล้วหรือไงจุนซู”
“ฉันไม่รู้ อย่าถาม อย่าถามฉันอีกยูชอน ขอร้อง”
“ไม่ ยังไงฉันก็ไม่ให้นายไป นายจะไปจากฉันไม่ได้!!!”
“ฉันจะไป ฉันจะไปยูชอน ฉันจะไป!!”
“ไม่!! ถ้านายก้าวออกจากที่นี่ไปเราเลิกกัน”
“ยะ...ยูชอน!!”
“เอาสิจุนซู ถ้านายไปมันก็ไม่ต่างอะไร ถ้างั้นก็เลิกกันไปเลย เลิกกันไป ฉันจะไม่ยอมให้นายวิ่งหนีไปซบอกพี่ชายเวลาทะเลาะกันหรอกนะ ถ้านายรักกันก็ต้องทน ต้องแก้ไขด้วยกัน แต่ถ้าไม่ก็เลิกกันไป!!!”
“ยูชอน ฮึก...ฮือ...นาย...”
“จุนซู ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ อย่าไปนะจุนซู อย่าไป ไม่นะ ไม่!!!”
“จุนซู ”เสียงสะอื้นหลุดลอดออกมาแผ่วเบาจากลำคอของยูชอน
“ไม่....ไม่....”
“ไม่จริง!!!!!!”
.
.
.
.
.
.
.
“เฮือก!!!”ร่างใหญ่บนเตียงสีขาวดีดดิ้นตัวไปมาราวกับเจ็บปวด
“ยูชอน! ยูชอน! หมอฮะ หมอ!!!”ร่างเล็กตะโกนสุดเสียง สองมือประคองกอดร่างสูงใหญ่ของชายที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักไว้อย่างห่วงใย
ร่างสูงในอ้อมกอดของตนกระตุกดิ้นไม่หยุด ใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับทรมาน เห็นแล้วจุนซูแทบจะใจขาด ร่างเล็กก้มลงจูบซับหยาดน้ำตาที่ซึมออกมาจากหางตาที่ปิดสนิทแน่น
“ยูชอน...ฮึก...ลืมตาสิคนดี...ลืมตามามองฉันได้โปรด...ฮือๆๆๆ”
“จุนซู ให้หมอดูเขาเถอะ นายมากับฉันนะ” แจจุงพยายามแกะมือขาวซีดของน้องชายคนเดียวที่เขาแสนรักออกจากร่างของคนรักตรงหน้า
“ฮือๆๆ..ไม่..ถ้ายูชอนตื่นละแจ... ถ้าเขาตื่นเขาจะไม่เห็นฉันนะ...ฮือๆๆ”ร่างเล็กดิ้นรนไม่ยอมปล่อยมือจากคนรักเพราะกลัวว่าจะสูญเสียเขาไปอีกครั้ง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี่ เขาเฝ้าดูแลร่างนิทราของยูชอนมาตลอด ทั้งๆที่ทำทุกอย่าง ทั้งๆที่คิดถึงเจียนขาดใจ แต่ยูชอนก็ไม่ยอมลืมตาตื่นขึ้นมาเลย...
ไม่แม้แต่จะลืมตามามองเขา....
เขาต้องเฝ้ามองดูร่างไร้สตินี่มาเป็นปี เฝ้ามองตลอดเวลาเท่าที่จะทำได้ แม้ยุนโฮกับชางมินจะผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลน้องชายของพวกเขา แต่ว่าเขาก็แทบจะไม่ปล่อยมือไปจากยูชอนได้เลย
“มาเถอะ เดี๋ยวหมอฉีดยาแล้วนายค่อยกลับเข้ามาใหม่” แจจุงกั้นเสียงสะอื้นไว้อย่างยากลำบาก จนแสบคอไปหมด ไม่อยากร้องไห้ให้จุนซูเห็น สงสารน้อง... สงสาร... แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
ยูชอนสลบไปตั้งแต่รถคว่ำเมื่อปีที่แล้ว...เมื่อตอนที่ทั้งคู่ทะเลาะ
จนป่านนี้ร่างสูงก็ไม่แม้จะฟื้นขึ้นมา ทั้งๆที่การรักษาก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ร่างกายและบาดแผลของเขาหายสนิทไปแล้วในช่วงปีที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังไม่ฟื้น
“ไม่ ยูชอน ฮือๆๆๆ ยูชอน”
“จุนซู มาเถอะนะ ไปซื้อดอกไม้ให้ยูชอนกัน วันนี้วันวาเลนไทน์ไง ไปซื้อดอกกุหลาบกัน”
“อือ ยูชอน..ไม่ชอบดอกกุหลาบ ฮือ.. ฮึก... เขา ...เขาชอบดอกคาเนชั่นสะ...สี..ม่วง ฮึก”ร่างเล็กตอบสะอึกสะอื้น แจจุงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน น้องของเขารักยูชอนมาก อะไรที่ทำได้เพื่อคนคนนี้ละก็ สามารถทำได้ทุกอย่าง รักมาก...
ทั้งรักทั้งรู้สึกผิด...
บางครั้งเขาคิดว่ายูชอนตายไปจุนซูคงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ เพราะจุนซูทรมานเหลือเกินกับการรอคอยให้คนรักฟื้นขึ้นมา จุนซูเลิกไปทำงาน เขาไม่ว่าหรอก เขาเลี้ยงน้องได้ แต่เขาห่วงมากกว่า จุนซูแทบจะตัดขาดกับโลกภายนอก วันๆเอาแต่เฝ้ายูชอนอยู่ที่โรงพยาบาล ย้ำโทษกับตัวเองทุกวันว่าเป็นคนทำให้ร่างสูงต้องมีสภาพแบบนี้
ดีที่พ่อของ ยุนโฮ ยูชอนและชางมินเป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาลนี้ เรื่องค่ารักษาเลยไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ทุกคนก็รู้สึกปวดใจไปตามๆกัน หากเพียงยูชอนแค่ไม่ได้สติ ไม่ฟื้นขึ้นมาคงไม่ต้องมีใครเศร้าใจมากนัก เพราะอย่างน้อยๆยูชอนก็อยู่กับพวกเขาทุกคน ไม่ได้จากไปไหน
แต่นี่... ยูชอนเหมือนหลงอยู่ในความทรงจำของตัวเอง หาทางออกไม่เจอ
ทุกครั้งจะทำใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับคนที่กำลังเจ็บปวดและต้องการร้องออกมาดังๆ แต่ก็ทำไม่ได้
ร่างทั้งร่างจะกระตุกสั่นเทิ้มราวกับเครื่องจักรที่กำลังทำงานหนักจวนเจียนจะระเบิดออกมา
ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าฝันอะไร ไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไร แต่ที่รู้ ยูชอนคงทรมานมาก...
นี่มันหนักเกินไปสำหรับจิตใจของทุกคน ทุกคนที่รักและเป็นห่วงยูชอน โดยเฉพาะจุนซู...
คงถึงเวลาแล้ว ที่จะปลดปล่อยทั้งคู่ให้หลุดพ้นจากความทุกข์นี่เสียที
.
.
.
.
“ยูชอน ยังไม่ตื่นอีกเหรอ”ร่างเล็กพูดกับเจ้าของร่างไร้สติที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงนอน เขามองจ้องใบหน้าหล่อเหลาที่ซูบผอมเลยไปจนถึงนาฬิกาที่วางอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง
21.30 / 14 /02/09
“ยูชอน สามทุ่มกว่าแล้วนะ ทำไมยังไม่ตื่น ฉันซื้อดอกไม้มาเต็มไปหมดเลย นายชอบไหม สีม่วงแบบที่นายชอบไง แต่ฉันไม่ได้ทำของโปรดของนายมานะ เพราะว่านายยังกินอะไรไม่ได้” น้ำเสียงแผ่วลง
“แต่นี่ ดูสิ ฉันน่ะ ...ฉันว่าเรามาฉลองกันอย่างทุกปีก็ได้นี่ ทุกปี จำได้ไหม นายน่ะ ตั้งแต่จีบฉันมา เราคบกันมากี่ปีแล้วนะ อือ ปีนี้ปีที่แปดแล้ว นายน่ะชอบมาเซอร์ไพรส์ฉันเรื่อยเลยจำได้มะ นายจะเอา...”ร่างเล็กหยุดพูดก่อนจะหลุดสะอื้นก้อนใหญ่ออกมา
เขาไม่อาจทนเสแสร้งได้อีกแล้ว แม้จะชวนคุยแค่ไหนยูชอนก็จะไม่ฟื้นคืนมา
“ได้โปรด ตื่นมาเถอะนะยูชอน ฮือๆๆ ตื่นมา ฉันขอโทษนะ ฉันจะไม่ดื้อแล้ว ถ้าฉัน ถ้าวันนั้นฉันไม่ดื้อดึงกับนาย ถ้าไม่โกรธนายจนหนีออกมา นายก็คงไม่ต้องไปตามฉัน นายก็คงไม่...ฮือๆๆๆๆ ยูชอน ยูชอน!!..”
“จุนซู” แจจุงเรียกน้องชายเบาๆ เสียงของเขาเองก็แหบพล่าไม่น้อยไปกว่ากัน ทั้งเขาและครอบครัวของยุนโฮ ต่างตัดสินใจกันแล้วว่าจะช่วยยูชอนให้พ้นทุกข์ ทุกคนในที่นี้ไม่ต้องการเห็นเขาเจ็บปวดทุกทรมานแบบนี้ทุกวันทุกวันอีกแล้ว ไม่อยากให้ฝันร้ายแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน
“ตื่นมาสิยูชอน พวกเขากำลังจะมา ถ้าพวกเขามาแล้วนายอาจจะไม่ได้ตื่นอีกนะ” ร่างเล็กร้องเรียกคนรักหวังให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาที
แต่มันจะเป็นจริงได้เหรอ ในเมื่อเขารอปาฏิหาริย์นั่นมาเป็นปี รอมาจนมันแทบไม่เหลือความหวังอะไรแล้ว ที่เหลืออยู่ทุกๆวันคือความรักที่มีให้กับคนคนนี้เท่านั้น
“ยูชอน ฮือๆๆๆๆ ยูชอน”
“จุนซู ฮือๆๆ อย่าร้องนะ นายทำเพื่อเขา นายรักเขา พวกเรารักเขา เราต้องปล่อยเขาไปนะคนดี”เสียงแจจุงสะอื้นไห้ไม่ต่างกับคนที่ตัวเองปลอบ
ยุนโฮฝังหน้าลงกับเรือนผมนุ่มของคนรักเพื่อปลอบโยน และกลั้นน้ำตาตัวเองไม่ให้ไหลเอ่อ แม้เขาจะทำใจได้มากกว่าจุนซูแล้วก็ตาม แต่ยูชอนก็คือน้องชาย จะไม่เสียใจคงเป็นไปไม่ได้
“ฮึก ฮยอง ผมรักฮยองนะ ฮือๆๆ”ชางมินบีบมือพี่ชายเบาๆราวกับกลัวจะทำให้เจ็บ ทั้งๆที่รู้ว่าพี่ชายคงไม่รู้สึกตัว หรืออาจไม่เจ็บเลยด้วยซ้ำ
ประตูห้องถูกเปิดออกเบาๆ ชายร่างสูงสองคนในชุดขาวสะอาดเดินเข้ามาด้านในห้อง จุนซูเงยหน้ามองคุณหมอทั้งสองราวกับเห็นมัจจุราชดำทะมึนก็ไม่ปาน
ถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่ฉันจะทำเพื่อนาย เพราะฉันรักนาย ยูชอน อย่าโกรธฉันนะ ฉันทำเพื่อนาย แล้วฉันจะตามไป....
“จำไว้นะยูชอนว่าฉันรักนาย ฉันรักนายได้ยินไหม... รัก.... ฉันขอโทษ ฉันขอโทษสำหรับที่ผ่านมา....ฮือๆๆๆ .....ถ้าหากฉัน........ถ้าหากฉันไม่...ฮือ ฮือ ฮือ...”
เพล้ง!!!!!
มือทั้งสองปล่อยแจกันดอกไม้ทิ้งลงกับพื้น ก่อนจะโผเข้ากอดคนที่รักที่สุดในชีวิต คนที่รักสุดหัวใจ คนที่เป็นครึ่งหนึ่งของชีวิต ไม่สิ คนที่เป็นทั้งหมดของชีวิตต่างหาก คนที่ ถ้าหากมีโอกาสอยากจะกอดไว้ตลอดไป จะไม่ปล่อย ไม่เอาแต่ใจ จะรัก รักตลอดไป ...ยูชอน
“จุนซู!!”แจจุงตะโกนเรียกน้องชายด้วยความตกใจที่อยู่ๆเจ้าตัวก็โผเข้าหาร่างไร้สติก่อนจะโถมทับตัวลงไป
“ฮือๆๆ ยูชอน ฟื้นสิคนบ้า ฟื้นซะทีสิ ฮือๆ”
“จุนซู”เสียงเรียกเครือไปด้วยสะอื้น
“ไม่แจ ฉันทำไม่ได้ ฮือๆๆ ทำไม่ได้ ยูชอน ฮือๆๆ”
“จุนซู”
“ไม่ ฮือๆๆ ยูชอน ฮือๆๆ”
“จุนซู”
“ยูชอน ฮือๆๆ ยูชอน!!!!”
“จุนซู!!!”
.
.
.
.
.
.
.
เพล้ง!!!!!
“จุนซู!!!”
“อ๊ะ!!...อย่า”ร่างเล็กสะบัดมือหนีข้อมือแกร่งที่ยื่นเข้ามากอบกุมมือข้างที่เปื้อนไปด้วยเลือดจากการโดนจานเค้กช็อกโกแลตที่ตัวเองปัดตกแตกอยู่บนพื้นบาดเอา
“นายไปกันใหญ่แล้ว เห็นไหมว่าเลือดออกแล้ว ทำไมต้องทำอย่างนี้ มันก็แค่วาเลนไทน์ แค่วันวันเดียวนายจะใส่ใจทำไมมากมาย ในเมื่อฉันอยู่กับนายแล้วตรงนี้ อยู่กับนายทุกวัน”ร่างสูงพยายามจะหยิบผ้าเช็ดจานแถวนั้นมากดปิดปากแผลให้ แต่คนตัวเล็กก็สะบัดมือหนีเขาก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วกวาดสายตาไปรอบๆห้องอย่างสับสน
ดวงตาเรียวเล็กมีแววหวาดกลัวปรากฏอยู่ฉายชัด ก่อนจะกวาดสายตาไปยังบริเวณรอบๆห้องครัว เละเลยไปจนถึงห้องนั่งเล่นอีกด้านที่เปิดโทรทัศน์เอาไว้เสียงดัง
23:50 14/02/08
ตัวเลขสีแดงบนหน้าปัดนาฬิกาบ่งบอกเวลา เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว เขารอยูชอนจนดึก ทั้งๆที่ยูชอนสัญญากับเขาว่าจะรีบกลับมาบ้านเร็วสักวันเพื่อเลี้ยงฉลองวันวาเลนไทน์ด้วยกัน ทั้งอย่างนั้นยูชอนก็ผิดสัญญา ร่างสูงไม่ได้กลับมาถึงตอนทุ่มตรงอย่างที่บอก แต่มาช้าไปจนเกือบเที่ยงคืนแล้ว
ร่างเล็กสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง หยาดน้ำหลั่งรินลงมาจากหางตาจนเปื้อนใบหน้าสวย ไม่ใช่ว่าโมโหเพราะทะเลาะกับยูชอน แต่เพราะหวาดกลัวเหตุการณ์ตรงหน้ามากกว่า ทุกอย่าง ....
ทุกอย่าง....เหมือนเคยเห็น....
เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน....
“ทุกวันเหรอ?”น้ำเสียงที่ถามออกมาแผ่วเบาและแสนคุ้นเคย
“ใช่สิ!! ทุกวัน ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ตรงหน้านาย นายสัมผัสไม่ได้รึไงกัน ทำไมจะต้องทำอย่างนี้”ร่างสูงตวาด
“นายอยู่... ใช่ นายอยู่กับฉันทุกวัน แต่นายไม่เคยใส่ใจฉันเลย นายเอาแต่สนใจงานบ้าๆของนาย ฉันจะสัมผัสนายได้ยังไงกัน งาน งาน งาน ถ้านายรักงานขนาดนั้นนายมาขอให้ฉันย้ายเข้ามาอยู่กับนายทำไม”คำพูดราวกับท่องสคริป์หลุดออกมาจากปากของร่างเล็กอย่างงึมงำ
“เพราะว่าฉันรักนายน่ะสิ!!! นายมันบ้าไปแล้วจุนซูที่ถามฉันอย่างนี้ นายคิดว่าฉันชวนนายมาอยู่ด้วยทำไมกัน”ร่างสูงตวาดเสียงดังพลางส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าจุนซูจะถามเขาอย่างนี้
แต่เสียงตวาดกลับไม่ได้ทำให้จุนซูตกใจเลยแม้แต่น้อย ราวกับจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าร่างสูงจะพูดว่าอะไร ร่างเล็กแค่เงยหน้ามองยูชอนด้วยดวงหน้าที่หยาดเยิ้มไปด้วยน้ำใส
เปลือกตาบางกะพริบตาไล่ก้อนน้ำใสก่อนก้มลงมองจานช็อกโกแลตเค้กที่เขาทำกับมือเมื่อตอนเย็น แต่ตอนนี้เขากลับปามันทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี
ช็อกโกแลตที่ทำกับมือกระจัดกระจายอยู่บนพื้น กองรวมอยู่กับเศษจานแตกที่เขาปามันทิ้ง อาหารที่เย็นชืดที่ทำไว้รอคนรัก ดอกคาเนชั่นสีม่วงที่ซื้อมาเตรียมเซอร์ไพรส์ถูกขยุ้มเสียจนแหลกลาน หล่นอยู่เกลื่อนพื้น เสียงของเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังขับกล่อมเพลงรักยังคงเอื้อนเอ่ยอยู่ในทีวี
Someday I'll lay my love on you. Baby I don't wanna lose it now
(สักวันฉันจะนำความรักมามอบให้เธอ ตอนนี้ฉันไม่อยากเสียเธอไป)
Just one นอ ปู นิน กอล
(แค่คนเดียว ต้องเป็นเธอเท่านั้น)
ออน เจน กา อู รี มัน นัน นัล ชอ รอม
(วันไหนที่เราได้พบกันอีก)
เน กา ซา ลา กา นึน ฮัน อี ยู
นั่นคือเหตุผลให้ฉันอยู่ต่อไป
โอ จิก นอ รึล วี ฮัน, มัม ปุ นิน นัล, อัล จา นา
(เพื่อเธอเท่านั้น, คนเดียวในใจฉัน, รู้บ้างมั้ย)
“ไม่เอาน่าจุนซู ฉันก็อยู่กับแล้วนายนี่ไง ฉันก็รั...”ร่างสูงลดเสียงลงเมื่อเห็นดวงตาที่หวามไหวอย่างน่าสงสารดวงนั้นและท่าทางแปลกๆของคนรัก ที่ปกติจะต้องตะโกนเถียงกับเขาไม่หยุดทุกครั้งที่ทะเลาะกัน แต่นี่กลับนิ่งงันและดูสับสนอย่างไรไม่รู้
“ไม่ อย่าพูด อย่า…ฮึก...อย่าพูดอะไร”น้ำเสียงสั่นเทากำลังห้ามปรามคนตรงหน้า
“จุนซู”
“ไม่ อย่าพูด อย่าพูด”ร่างเล็กส่ายหน้าไปมาราวกับเจ็บปวดทรมาน
“จุนซู”ยูชอนเรียกเสียงอ่อนโยน ความเจ็บปวดยอกย้อนขึ้นมาในอกเมื่อเห็นภาพคนรักเป็นแบบนี้
“อย่าพูดว่าเลิกกัน ฉันทนไม่ได้ ฉัน...ฮึก...อย่านะ...ยูชอน...อย่า”สองมือยกขึ้นปิดใบหน้าหวานเอาไว้ก่อนจะอื้นไห้ออกมาเสียงดัง
“เห? .....ใครเลิก...นายพูดอะไรจุนซู” ร่างสูงถามด้วยความประหลาดใจ เกิดอะไรขึ้นกับจุนซูกันแน่
“จุนซูนาย...”
“ยูชอน ฮึก... ฉัน...ฉันเห็น...มัน น่า กลัวมาก” ร่างเล็กโผเข้ากอดคนตรงหน้า ก่อนจะโอบเอวหนาเอาไว้แน่นราวกับจะไม่ปล่อยไปไหนอีกเลย
“นายเห็นอะไรคนดี หืม บอกฉันซิ” ยูชอนทิ้งอารมณ์โมโหเมื่อครู่ที่ร่างเล็กจุดขึ้นมาเพียงเพราะเขากลับบ้านช้าทิ้งไป
ซึ่งเขาก็ยอมรับผิด แต่ใช่ว่าจะตั้งใจ เขาแค่แวะไปรับของขวัญวาเลนไทน์ที่สั่งทำพิเศษมาให้ร่างบางด้วยความยากลำบาก พอก้าวเท้าเข้าบ้านมา ก็เจอคนตัวเล็กหน้าบูดใส่ และตะโกนหาเรื่องเขาโดยไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆของเขาทั้งสิ้น
“ยูชอน ฮือๆๆ อย่าไปไหนนะ อย่าทิ้งฉันไปนะ ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่ดื้อ ฮือๆๆ ไม่เอาแต่ใจตัวเอง ฮือๆๆ ฉันไม่แอบหนีนายไปหาพี่แจอีกแล้ว ฮือๆๆ อย่าทิ้งฉันไปนะ มันน่ากลัว มันทรมานนะยูชอน ชีวิตที่ไม่มีนาย...ฮือๆๆ มันทรมาน...”ร่างเล็กซุกหน้าเข้ากับอกอุ่นของคนตรงหน้าอย่างโหยหาความอบอุ่นนี่มานานเป็นปีๆทั้งๆที่ก็เจอกันแทบจะทุกวัน
“เด็กบ้า ฉันจะไปไหนล่ะ มีแต่นายแหละที่จะหนีฉันไปน่ะ”ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกร้อนที่ขอบตา ปกติเขาไม่ใช่คนขี้แย คนที่ร้องห่มร้องไห้ดูจะเป็นคนในอ้อมกอดของเขาเสียมากกว่า แต่ว่าตอนนี้ แค่กอดร่างเล็กนี่ไว้ แค่คำร้องขอจากคนตรงหน้านี่ก็แทบทำให้เขาอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆแล้ว
... อยากกอด ...อยากปกป้องไปตลอดชีวิต ...อยากอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต
ร่างสูงค่อยๆดันร่างในอ้อมกอดออกจากตัว ก่อนจะใช้มือหนึ่งซ้อนใบหน้าหวานเชยขึ้นมามอง แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยไปที่หยาดน้ำร้อนชื้นนั่นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆกดจูบลงที่เปลือกตาคนดื้อที่หลับตาลงรับสัมผัสอย่างเต็มใจ
เขาเลื่อนริมฝีปากไล้ลงมาที่ริมฝีปากบวมอิ่มจากการร้องไห้ แล้วมอบจูบที่เร่าร้อน และรักใคร่ที่สุดในชีวิตให้กับจุนซู ก่อนจะละปากออกและย่อตัวลงคุกเข่าลงตรงหน้าคนรักที่ยืนทำหน้างุนงง
“จุนซู”ร่างสูงพูดเสียงเบาพลางยกมือซ้ายของคนรักขึ้นมากอบกุมไว้
“ ...ฉันรู้ว่านายลำบากมากในช่วงแปดเก้าเดือนมานี้ที่นายย้ายมาอยู่กับฉัน ฉันรู้ว่านายต้องทนกินข้าวเช้าคนเดียวเพราะฉันไม่กินแล้วก็รีบออกไป ฉันรู้ว่าวันทั้งวันนายเหงาแค่ไหนที่รอคอยจะได้เจอฉัน รอคอยโทรศัพท์จากฉัน ฉันรู้ว่านายต้องกินข้าวเย็นกับน้ำตาเพราะฉันไม่เคยกลับมาทัน และนายก็แสนเป็นห่วง ฉันรู้ว่านายต้องนอนหนาวในห้องนั่งเล่นคนเดียวเพื่อรอฉันกลับมา จุนซู ฉันรู้ว่าฉันมันไม่ดีพอสำหรับคนอย่างนาย คนที่มีพร้อมทุกอย่าง คนที่สวยงามปานดุจดั่งเจ้าหญิง...” ร่างบางได้แต่ส่ายหน้าหงึกหงักน้ำตาร่วงรินสองข้างแก้ม
ยูชอนกลืนก้อนของความรู้สึกผิดเข้าไปก่อนจะพูดต่อ
“แม้ฉันจะไม่ดีพร้อม แต่ฉันก็ทำทุกอย่างเพื่อนาย ฉันทำงานหนักเพื่อเก็บเงิน เพื่อที่จะพานายไปในที่ที่ความฝันของนายอาจจะเป็นจริง ไม่สิ... ความฝันของเรา....จุนซู เจ้าหญิงของฉัน ไปแคนาดากันไหม...”ยูชอนว่าก่อนจะหยุดอีกครั้งและล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทเพื่อหยิบบางอย่างออกมา แต่ว่าคนตรงหน้าของเขารู้แล้ว รู้ตั้งแต่คำพูดเชิญชวนให้ไปแคนาดาด้วยกันแล้ว
จุนซูทรุดตัวลงตรงหน้าเสมอกับยูชอน มือที่ไม่ได้ถูกยูชอนกอบกุมไว้ยกขึ้นปิดปากกั้นเสียงสะอื้นของความดีใจในสิ่งที่ไม่คาดคิด
“ยะ..ยู...ชอน”
“แต่งงานกับฉันนะจุนซู ไปแคนาดากับฉันเพื่อแต่งงานกัน เพื่อที่นายจะได้เป็นของฉันตลอดไป แต่งงานกันนะ”ยูชอนว่าก่อนจะค่อยๆสวมแหวนเพชรที่เป็นรูปตัวอักษร YOOSU แล้วประกบด้วยหัวใจทั้งสองข้าง แม้มันจะไม่ได้ใหญ่โตมากมาย แต่มันก็ทำเอาเจ้าของนิ้วนางข้างซ้ายถึงกับกลั้นความดีใจไว้ไม่อยู่
“ยูชอน!!”ร่างเล็กโผเข้ากอดคนตรงหน้าอย่างรักใคร่
รักเหลือเกิน รักยิ่งกว่าสิ่งใด
“ฉันจะเป็นของนาย ฉันจะแต่งงานกับนาย ฉันจะเป็นของปาร์กยูชอน ฉันจะอยู่กับนายตลอดไป ฮือๆๆๆ ตลอดไป”
“ตลอดไป” ร่างสูงว่าก่อนจะดันร่างเล็กออกห่างจากตัว ริมฝีปากอ่มคลี่รอยยิ้มแสนหวานให้คนตรงหน้าที่ตอบรับด้วยการส่งรอยยิ้มหวานทั้งน้ำตากลับมาให้ ก่อนที่ร่างสูงจะก้มลงแล้วประกบจูบที่แสนรักใคร่ลงไปบนริมฝีปากบางนั่นอย่างอ่อนโยน หวานล้ำ และเนิ่นนาน
.... และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ตราบนานเท่านาน ปาร์กยูชอนจะรักคิมจุนซูตลอดไป
END
“กลับมา....แล้ว” ร่างสูงเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะส่ายหน้าให้กับความเคยชินของตัวเอง แล้วก้มลงถอดรองเท้าเพื่อจะเก็บไว้ที่ตู้รองเท้าสีขาวด้านข้างประตู แต่แล้วก็เกิดเปลี่ยนใจ ก่อนจะวางมันลงไว้อย่างนั้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
สองขายาวค่อยๆก้าวพาตัวเองเข้าไปสู่ห้องชุดสุดหรูขนาดคนสองคนอยู่อาศัยได้อย่างสบายๆ พลางล้มตัวนั่งลงบนโซฟาขนเป็ดที่สั่งทำเป็นพิเศษในบริเวณห้องนั่งเล่น
21.30 / 14 /02/08
ตัวเลขสีแดงบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลที่ตั้งอยู่ด้านบนของจอทีวีพลาสม่าบ่งบอกเวลาและวันที่ให้รู้
“เฮ้อ” เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหนักหน่วงถูกผ่อนออกมาจากร่างที่ตอนนี้ได้แต่นั่งจ้องตาลอยไปในจอทีวีที่ว่างเปล่ามองเห็นเพียงเงาสะท้อนของห้องและของตัวเองเท่านั้น
พลันในใจกลับคิดว่า อุตสาห์ถ่วงเวลากลับบ้านตั้งนานแล้ว เพิ่งจะสามทุ่มเอง ทั้งๆที่วันนี้ตั้งใจจะไม่กลับบ้านเร็วแล้วแท้ๆ แต่เพราะเพื่อนร่วมงานที่ต้องทำงานร่วมกันในแผนก ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านเร็วขึ้นในวันนี้เป็นพิเศษ ทิ้งงานที่ปกติจะอยู่เคลียร์กันจนดึกดื่นเอาไว้เบื้องหลัง
แน่ละ วันนี้วันวาเลนไทน์ ใครๆก็ต่างรีบออกจากออฟฟิศเพราะมีนัดกัน เขาซึ่งไม่อยากจะไปติดแหง็กอยู่ในสภาพบรรยากาศแห่งความชื่นมื่นเหล่านั้นบนท้องถนน จึงมุ่งตรงกลับบ้านทันที
ร่างสูงพ่นลมหายใจอันแสนเบื่อหน่ายออกมาอีกครั้ง มือขวาคลายปมเน็กไทออกจากคอเสื้อ ก่อนจะหยิบรีโมททีวีขึ้นมากดเปิด และวางมันลงที่โต๊ะตัวเตี้ยตรงหน้า แล้วฉวยเอากระป๋องเบียร์ในถุงที่แวะซื้อมาสามสี่กระป๋องจากร้านสะดวกซื้อระหว่างทางกลับมาบ้านขึ้นมาเปิดแล้วยกขึ้นดื่มอึกใหญ่
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจับจ้องไปยังกลุ่มเด็กชายในชุดสีขาวที่กำลังขับกล่อมบทเพลงรักหวานซึ้งเข้ากับเทศกาลแห่งความรื่นรมย์อยู่ทางจอทีวี
Someday I'll lay my love on you. Baby I don't wanna lose it now
(สักวันฉันจะนำความรักมามอบให้เธอ ตอนนี้ฉันไม่อยากเสียเธอไป)
Just one นอ ปู นิน กอล
(แค่คนเดียว ต้องเป็นเธอเท่านั้น)
ออน เจน กา อู รี มัน นัน นัล ชอ รอม
(วันไหนที่เราได้พบกันอีก)
เน กา ซา ลา กา นึน ฮัน อี ยู
นั่นคือเหตุผลให้ฉันอยู่ต่อไป
โอ จิก นอ รึล วี ฮัน, มัม ปุ นิน นัล, อัล จา นา
(เพื่อเธอเท่านั้น, คนเดียวในใจฉัน, รู้บ้างมั้ย)
22:15 /14/02/08
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด!!!!
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นไม่ไกลเกินเอื้อมที่ร่างสูงจะหยิบมันขึ้นมากดรับ หากแต่เขาไม่ทำ จนกระทั่งเสียงมันขาดหายไปเอง พร้อมกับที่เสียงจากระบบตอบรับของโทรศัพท์ดังขึ้น
ติ๊ดดดดด!!!!!
“ฮัลโล ฮยอง ไม่อยู่เหรอ? ผมชางมินนะ ฮยองอ่ะ ผมพยายามโทรหาฮยองทั้งวันเลยนะ ทำไมไม่รับสายกันมั่ง หรือโทรกลับมาก็ยังดี” น้ำเสียงตัดพ้อแว่วมาตามสาย
“ เอาเถอะ ถ้าไม่อยู่จริงๆ ผมโทรมาแล้วนะ พี่ยุนโฮบอกว่าถ้าฮยองไม่รับเขาจะโทรมาเอง ยังไงก็... โทรหาผมด้วยนะ...” น้ำเสียงนั่นลังเลอยู่สักพักราวกับจะพูดอะไรต่อ ก่อนจะตัดสินใจวางหูไปในที่สุด
ติ๊ดดด!!!
เสียงสายปลายทางตัดไปแล้ว แต่ร่างสูงบนโซฟานุ่มยังไม่มีทีท่าจะลุกขึ้นมาหยิบโทรศัพท์โทรกลับไปตามที่เจ้าของเสียงร้องขอเอาไว้ หรือแม้แต่จะเปลี่ยนช่องเพื่อหนีโฆษณาไปดูช่องอื่นเลย
22:50 /14/02/08
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด !!!!!
.
.
.
ติ๊ดดดด!!!
“ยูชอน!! นี่ฉันเองนะ ถ้าแกยังไม่รับโทรศัพท์ แจจุงจะไปที่ห้องของแก เพื่อดูว่าแกตายแล้วรึยัง!!”
“ยุนโฮ!! ฉันพูดอย่างนั้นไปเมื่อไหร่กัน”เสียงหวานตวาดแหวแทรกเข้ามาในสายแข่งกับเสียงตวาดของอีกฝ่ายเมื่อกี้นี้ หากเป็นแต่ก่อนยูชอนคงจะขำกลิ้งเมื่อนึกถึงหน้าพี่ชายที่ทำหน้าจ๋อยเพียงเพราะโดนแฟนหนุ่มคนสวยดุเอา แต่นี่ไม่ใช่ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนเดิมแล้ว....
“จ้าๆ ล้อเล่น อึ้ม...”เสียงทุ้มกระแอมไอนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยปากต่อไป
“ ฟังนะยูชอน...ให้ตายสิ...ถ้ามันยากอย่างนั้น ทำไมถึงต้องหมกตัวอยู่คนเดียวด้วยวะ แกยังมีฉันกับชางมินนะ แก...ฉันเป็นห่วง...แก...นะ” น้ำเสียงตอนท้ายเอ่ยไม่ได้เต็มเสียงนักราวกับกำลังเขินจัด
“..เอ่อ...ยังไงก็...โทรมาหรือแวะมาก็ได้ ไม่งั้นเมียฉันไปลากคอแกถึงที่โน่นฉันช่วยอะไรไม่ได้นะ”
“ยุนโฮ!!!!”
“จ้าๆ เอาละๆ...โทรมาด้วยละกัน”
ติ๊ดดดด!!!
ร่างสูงวางกระป๋องเบียร์ซึ่งเป็นกระป๋องสุดท้ายลงกับโต๊ะตัวเล็กตรงหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนตามความสูง แล้วเกิดอาการโซซัดโซเซเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะฤทธิ์เบียร์แน่นอน เพราะว่าเขาเคยดื่มมากกว่านี้ แต่คงเพราะเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีมันเหือดหายไปกับความว้าเหว่ที่เขาพยายามจะสะกดมันให้อยู่ในส่วนลึกที่สุดของก้นบึ้งของหัวใจ
ไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะรู้สึก...
กลัว.... กลัวว่าจะต้องตายอย่างเดียวดายและง่ายดายเพียงเพราะความเหงาและปวดร้าวนั้นแทรกซึมเข้ามาเกาะกินหัวใจ
เขารู้ว่าทั้งพี่ชายและน้องชาย หรือแม้กระทั่งแฟนหนุ่มของพี่ชายต่างก็เป็นห่วงเขา แต่นี่แหละคือเหตุผลที่เขาไม่อยากจะรับโทรศัพท์ หรือพูดคุยกับคนเหล่านี้
ไม่ใช่เพราะเกลียดแน่นอน
แต่กลัวบรรยากาศเก่าๆ วันคืนเก่าๆต่างหาก
ร่างสูงค่อยๆลากสังขารอันเหนื่อยล้าไปยังห้องครัวที่อยู่อีกด้านหนึ่งของห้องเพื่อจะหาเบียร์ที่คาดว่าน่าจะพอมีหลงเหลืออยู่สักกระป๋องสองกระป๋องในตู้เย็นถ้าเขาจำไม่ผิด
มือขวากระตุกเน็กไทเส้นงามออกจากคอเสื้อแล้วโยนไปทางหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ ระหว่างที่เขาเดินผ่านห้องนอนเพื่อจะไปยังห้องครัวที่อยู่ตรงกันข้ามกัน
“ฮิฮิ อย่าสิ ไม่เอาน่า มันจั๊กจี๊นะ” เสียงแว่วหวานของคนที่กำลังกึ่งขำกึ่งหัวเราะเล็ดลอดออกมาจากห้องนอนของเขาที่เปิดประตูแง้มไว้อย่างหมิ่นเหม่
กึก!!
ร่างสูงหยุดขาที่กำลังจะก้าวผ่านไปลงทันที ก่อนจะมองผ่านรอยแง้มของช่องประตูเข้าไปยังด้านในห้องที่มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไร นอกจากแสงไฟจากตึกข้างเคียงที่ลอดผ่านผ้าม่านผืนบางเข้ามาเพียงสลัวๆเท่านั้น
“อ๊า...ยะ...ชอน..อืม..อื้อ”เสียงครางกระเส่าอย่างพึงพอใจเล็ดลอดออกมาขณะที่เขาจ้องมองและกวาดสายตาไปรอบๆห้องนอนมืดสนิท
ร่างสูงสะบัดหัวไล่ความมึนงง
นี่เขาดื่มมากไปหรือไง
คิดพลางใช้มือหนาค่อยๆดันประตูเข้าไปด้านในเพื่อพิสูจน์ว่าตนแค่หูแว่วไปเท่านั้น
ประตูห้องถูกเปิดออกจนกว้าง ก่อนที่นิ้วเรียวจะกดสวิตช์ที่อยู่ตรงข้างประตูเพื่อเปิดไฟ
พรึ่บ!!!
.
.
.
ว่างเปล่า
.
.
.
เตียงขนาดคิงไซส์ที่ปูทับด้วยผ้าปูสีน้ำเงินเข้ม และผ้านวมผืนใหญ่สีเดียวกับผ้าปูอย่างเข้าชุดอยู่อย่างเรียบร้อย ไม่มีใครอยู่ที่นั่น แน่นอน เขาคงจะหูแว่วไปเอง
“บ้าชะมัด”ร่างสูงก่นด่าตัวเองแผ่วเบา ก่อนจะหันหลังกลับเพื่อเดินออกไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอื้อมมือไปปิดไฟเหมือนเดิม
.
.
.
ซ่า ซ่า ซ่า!!!
.
.
.
กึก!!
เป็นอีกครั้งที่ร่างสูงชะงักอยู่กับที่ มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปปิดไฟชะงักค้างเอาไว้ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง และหันหน้าไปยังทิศทางที่เกิดเสียงทันที
เสียงน้ำจากฝักบัวดังขึ้นอย่างชัดเจนและแจ่มชัดมาจากห้องน้ำ
ไม่ผิดแน่ เขาได้ยินมันจริงๆ นี่แม่บ้านลืมปิดน้ำไว้งั้นเหรอ
ร่างสูงคิดอย่างหงุดหงิดใจในความสะเพร่าของแม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดที่นี่ทุกๆวันก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ
“นี่ ขอยาสระผมหน่อยสิ”เสียงหวานร้องบอกผ่านม่านสายน้ำจนสะท้อนก้องไปทั่วผนังเย็บเยียบ
“มานี่สิ หันหลังมาเดี๋ยวฉันสระให้”
“ไม่เอาอะ เดี๋ยวนายแกล้งฉันอีก เอามานี่เดี๋ยวสระเอง”
“น่า หันมาเดี๋ยวทำให้ นี่นายไม่เชื่อใจฉันรึไง”
“ก็เพราะเป็นนายแหละถึงไม่เชื่อ”
“ใจร้ายจังนะจุนซู”
“ฮิฮิฮิ”
เสียงพูดคุยนั่นชัดเจนและคุ้นเคยมากเสียจนราวกับว่าเขาเป็นคนเปล่งคำพูดนั้นออกมาเอง
เสียงของเขา
เสียงของ.....
“จุนซู” ยูชอนพึมพำแผ่วเบาราวกับคนกำลังเพ้อ
เขาค่อยๆสาวเท้าเข้าใกล้ประตูห้องน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวเร็วจนแทบจะทำให้ใครก็ตามที่อยู่หลังประตูบานนั้นได้ยินมัน
มือหนาค่อยๆผลักประตูออกอย่างช้าๆ ราวกับภาพสโลว์โมชั่น
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาร่างของเขาชาวาบไปทั้งตัว
หัวใจที่เต้นถี่รัวเร็วเมื่อครู่ราวกับจะหยุดเต้นในทันทีทันใด
ภาพของคนรักของเขาใต้สายน้ำที่พร่างพรูร่วงหล่นใส่ร่างเปลือยเปล่าน่าทะนุถนอม ทำเอาใจข้างซ้ายของเขายอกขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ราวกับมันถูกหั่นทอนออกเป็นเสี่ยงๆเสียจนไม่สามารถจะใช้งานได้อีกต่อไป
ลมหายใจรวยระรินราวกับคนกำลังจะขาดใจ
ความอึดอัดค่อยๆยึดทอนทุกเสี้ยวชีวิตของเขาไป
ไม่ได้เจ็บปวดที่เห็นภาพของคนรักอยู่ใต้สายน้ำกลับใครอีกคน
แต่เจ็บปวดเพราะคนคนนั้น คนที่ยืนกอดร่างเล็กไว้อย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม คนคนนั้น คือตัวเขาเอง…
“เป็นไปไม่ได้” เสียงงึมงำราวกับคนเสียสติพลางส่ายหัวไปมา
“ยูชอน นายเมา ใช่แล้ว นายเมา” บอกตัวเองได้เท่านั้น ก่อนจะหันหลังกลับออกจากห้องน้ำโดยไม่ใส่ใจภาพที่เขาก่อเกิดมโนภาพขึ้นมาเอง
ภาพความหวานชื่น ภาพที่คุ้นตา ภาพที่ลืมไปแล้ว ภาพที่เคยเป็นความสุขของเขา
บัดนี้ มันเจ็บปวดเหลือเกิน ราวกับมีใครเปิดทำนบกั้นน้ำออก จนน้ำไหลทะลักเข้ามาเติมเต็มแทงก์ว่างเปล่าจนเต็มเกือบจะล้น
ภาพที่ตัวเขาขุดหลุมฝังมันไว้ในส่วนลึก กำลังดีดตัวขึ้นมาจากการจองจำหลั่งไหลเข้าสู่สมองที่ว่างเปล่าของเขาภาพแล้วภาพเล่า
ร่างสูงกำลังจะพ้นประตูห้องนอน แต่ภาพเบื้องหน้าก็หยุดเขาเอาไว้อีกครั้ง เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดไหลไปแล้วแต่... แต่ภาพบนเตียงตรงหน้า...
“อ๊า...ยูชอน...ตะ...ตรง...นั้น..”
“จะ..จุน...ซู”
“อ๊า..อ่า...อือ”
“ฉันรักนาย จุนซู ฉันรักนาย”
“อือ...ฉันก็รัก...ยูชอน...อ๊า...ยูชอน แรงอีก แรงอีก อ๊า....”
ร่างสองร่างกอดก่ายกันภายใต้ความรุ่มร้อนและลุ่มหลง เสียงครางกระเส่าจากภาพตรงหน้าดังกึกก้องสะท้อนไปทั่ว เล่นเอาคนที่ยืนอยู่หนาวยะเยือกไปทั้งตัว
เสียงนั้นดังก้องสะท้อนอยู่ที่ข้างหูของเขาราวกับเขาเป็นคงแปร่งมันออกมา ความร้อนจากภายในค่อยๆแผ่กระจายไปทั่วร่างราวกับเขาเป็นคนที่กกกอดร่างเล็กนั่นอยู่
แต่ ....ตัวเขาอยู่ตรงนี้ ยืนมองอยู่ตรงนี้ แม้ความรู้สึกที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายและฝ่ามือจะชัดแจ้งขนาดไหน แต่เขาก็ยืนอยู่ตรงนี้
ร่างสูงยกมือขึ้นลูบหน้าสองสามทีราวกับว่าเมื่อละมือออกจากใบหน้าภาพนั้นจะจางหายไป
“อ๊า ...ยูชอน...ยูชอน...”
แต่มันไม่เป็นอย่างที่เขาคิด
“ไม่..ไม่... นี่มันไม่จริง” ร่างสูงบ่นงึมงำส่ายหัวไปมาราวกับคนเสียสติ ก่อนจะวิ่งพรวดออกมาจากห้องนอนร้อนระอุนั่น เขากวาดตามองไปทั่วห้อง ทีวียังเปิดอยู่ที่ช่องเดิม เด็กหนุ่มกลุ่มเดิมในชุดสีขาวกลับมาร้องเพลงอีกครั้งนึงแล้ว กระป๋องเบียร์ที่เขาเพิ่งจะดื่มหมดไปยังวางระเกะระกะอยู่ทั่วโต๊ะ
23:50 14/02/08
ตัวเลขสีแดงบนหน้าปัดนาฬิกายังคงกะพริบบอกเวลาต่อไป ไม่ได้มีทีท่าว่าเวลาจะหยุดลงหรือเปลี่ยนแปลงให้เขาใจชื้นเลยสักนิด
ใช่แล้ว เขา...จะฝันไปหรือจะคิดไปเอง หรือแม้กระทั่งเมา อะไรก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นแค่ภาพลวงตา ภาพลวงตาเท่านั้น จุนซู...
จุนซู ตายไปแล้ว
ตายจากเขา ทิ้งเขาไว้เพียงลำพังนานแล้ว
เพราะเหตุนี้เขาถึงเกลียดวันวาเลนไทน์ เพราะจุนซูตายในวันนี้
เพราะอย่างนั้นเขาถึงไม่อยากคุยกับยุนโฮและชางมิน เพราะทั้งคู่สนิทกับจุนซู
ทุกคนรักจุนซู....
ความทรงจำมันเยอะเกินไป
เพราะเหตุนี้เขาถึงไม่อยากเจอหน้าแจจุง ไม่อยากเจอแววตาโศกเศร้านั่น มันทำให้เขารู้สึกละอายใจ เพราะเขา น้องชายเพียงคนเดียวของแจจุงถึงตายไป เพราะเขา…
ร่างสูงยกสองมือขึ้นลูบหน้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อสะบัดความมึนเมาให้ออกไป แต่หากเป็นการเช็ดหยาดน้ำตาที่เขาฝังมันไว้นานเป็นปีไม่ให้เล็ดลอดหรือหลั่งรินออกมา เขาไม่ได้หวาดกลัวหากนี่จะเป็นเพียงภูตผีตนไหนที่หลอกหลอนเขา...เขาไม่กลัว...
แต่ที่เห็นอยู่แบบนี้มันน่ากลัว... น่ากลัว.... ภาพที่จุนซูกลับมา ทั้งๆที่ความจริงมันอาจไม่ใช่
“ฉันเบื่อ”
“นายพูดอะไรจุนซู อย่าทำอย่างนี้น่า ฉันแค่กลับมาช้าหน่อยเดียวเอง”
“หน่อยเดียวเหรอยูชอน ฉันนั่งรอนายมาตั้งแต่หกโมงเย็น ฉันโดดงานครึ่งวันเพื่อเตรียมของที่นายชอบ ถ้านายไม่บอกฉันว่านายจะกลับเร็วกว่าทุกวันเพื่อมาฉลองวันวาเลนไทน์กับฉัน ฉันจะไม่ลงทุนทำอาหารขยะบ้าๆนี่ที่รู้ว่ายังไงนายก็ไม่กินมันหรอก”
เพล้ง!!!
ยูชอนสะดุ้งสุดตัวหันไปตามเสียงที่เกิดขึ้นบริเวณห้องครัว
ภาพที่เขาเห็นมันแทบทำทำนบน้ำตาของเขาแตก จานเค้กช็อกโกแลตหล่นแตกกระจัดกระจายไปทั่วพื้นห้อง ดอกคาเนชั่นสีม่วงถูกทึ้งและร่วงหล่นเกลื่อนกลาดทั่วห้องครัว อาหารหน้าตาน่ากินแต่ทว่ากลับดูจืดชืดตั้งอยู่ทั่วโต๊ะอย่างไร้การแตะต้อง
ร่างเล็กของใครบางคนกำลังสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและน้อยใจ มือบางกอบกุมมืออีกข้างของตนที่มีเลือดซึมออกมา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำ และใครอีกคนที่ยืนอยู่ที่นั่น
ตรงนั้น...
เขาเอง...
“จุนซู!!”
“อ๊ะ!!...อย่า”
“นายไปกันใหญ่แล้ว เห็นไหมว่าเลือดออกแล้ว ทำไมต้องทำอย่างนี้ มันก็แค่วาเลนไทน์ แค่วันวันเดียวนายจะใส่ใจทำไมมากมาย ในเมื่อฉันอยู่กับแล้วตรงนี้ อยู่กับนายทุกวัน”
“ทุกวันเหรอ?”
“ใช่สิ!!!ทุกวัน ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ตรงหน้านาย นายสัมผัสไม่ได้รึไงกัน ทำไมจะต้องทำอย่างนี้”
“นายอยู่ ใช่!!! นายอยู่กับฉันทุกวัน แต่นายไม่เคยใส่ใจฉันเลย นายเอาแต่สนใจงานบ้าๆของนาย ฉันจะสัมผัสนายได้ยังไงกัน งาน งาน งาน ถ้านายรักงานขนาดนั้นนายมาขอให้ฉันย้ายเข้ามาอยู่กับนายทำไม!!!”
“เพราะว่าฉันรักนายน่ะสิ!!! นายมันบ้าไปแล้วจุนซูที่ถามฉันอย่างนี้ นายคิดว่าฉันชวนนายมาอยู่ด้วยทำไมกัน”
“ฉันก็ไม่รู้ เพราะตั้งแต่อยู่กับนายมาจะสิบเดือนแล้ว ฉันไม่เห็นไอ้ความรักบ้าๆของนายนั่นเลย แต่ฉันก็ไม่สน ขอแค่ได้อยู่กับนาย ขอแค่ได้รักนาย ดูแลนาย เท่านั้น เท่านั้นจริงๆ ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“ไม่เอาน่าจุนซู ฉันก็อยู่กับแล้วนายนี่ไง ฉันก็รั...”
“อย่าพูดเลยยูชอน ฉัน... ฉันทนไม่ไหวอีกแล้ว ฉัน....ฮึก.... ฉันจะไปอยู่กับแจจุง.... ฉัน... เหงายูชอน ฉันเหงา ห้องนี้มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย แต่ทุกวันที่ต้องนั่งรอนายกลับบ้าน ทุกวันที่ต้องกินข้าวคนเดียวเพราะนายไม่กินข้าวเช้ากับข้าวเย็น ทุกวันที่ฉันอยากจะกอดนาย อยากให้นายกอดฉันไว้ให้แน่น แต่นายก็เหนื่อย นายต้องทำงาน ทุกวัน มันเหงาแล้วก็ทรมานมากนายรู้ไหม ฉันทนไม่ไหวแล้วยูชอน ไม่ไหวแล้ว บางที...ฮึก...บางที...แยกกันอยู่...เราอาจจะกลับไปรักกันมากกว่าเดิมก็ได้”
“จุนซู!!”
“ได้โปรดยูชอนให้ฉันไป!!”
“ไม่!! ฉันไม่ให้นายไป ฉันขาดนายไม่ได้นายก็รู้!!”
“แต่มันถึงเวลาที่นายต้องขาด เพราะฉันไม่อยากทนแล้ว นายบอกอย่างนี้ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน แล้วนายก็กลับเป็นเหมือนเดิมในวันต่อมา มันไม่มีประโยชน์อะไร ยูชอน มันไม่มีประโยชน์อะไร”
“นายไม่รักฉันแล้วหรือไงจุนซู”
“ฉันไม่รู้ อย่าถาม อย่าถามฉันอีกยูชอน ขอร้อง”
“ไม่ ยังไงฉันก็ไม่ให้นายไป นายจะไปจากฉันไม่ได้!!!”
“ฉันจะไป ฉันจะไปยูชอน ฉันจะไป!!”
“ไม่!! ถ้านายก้าวออกจากที่นี่ไปเราเลิกกัน”
“ยะ...ยูชอน!!”
“เอาสิจุนซู ถ้านายไปมันก็ไม่ต่างอะไร ถ้างั้นก็เลิกกันไปเลย เลิกกันไป ฉันจะไม่ยอมให้นายวิ่งหนีไปซบอกพี่ชายเวลาทะเลาะกันหรอกนะ ถ้านายรักกันก็ต้องทน ต้องแก้ไขด้วยกัน แต่ถ้าไม่ก็เลิกกันไป!!!”
“ยูชอน ฮึก...ฮือ...นาย...”
“จุนซู ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ อย่าไปนะจุนซู อย่าไป ไม่นะ ไม่!!!”
“จุนซู ”เสียงสะอื้นหลุดลอดออกมาแผ่วเบาจากลำคอของยูชอน
“ไม่....ไม่....”
“ไม่จริง!!!!!!”
.
.
.
.
.
.
.
“เฮือก!!!”ร่างใหญ่บนเตียงสีขาวดีดดิ้นตัวไปมาราวกับเจ็บปวด
“ยูชอน! ยูชอน! หมอฮะ หมอ!!!”ร่างเล็กตะโกนสุดเสียง สองมือประคองกอดร่างสูงใหญ่ของชายที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักไว้อย่างห่วงใย
ร่างสูงในอ้อมกอดของตนกระตุกดิ้นไม่หยุด ใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับทรมาน เห็นแล้วจุนซูแทบจะใจขาด ร่างเล็กก้มลงจูบซับหยาดน้ำตาที่ซึมออกมาจากหางตาที่ปิดสนิทแน่น
“ยูชอน...ฮึก...ลืมตาสิคนดี...ลืมตามามองฉันได้โปรด...ฮือๆๆๆ”
“จุนซู ให้หมอดูเขาเถอะ นายมากับฉันนะ” แจจุงพยายามแกะมือขาวซีดของน้องชายคนเดียวที่เขาแสนรักออกจากร่างของคนรักตรงหน้า
“ฮือๆๆ..ไม่..ถ้ายูชอนตื่นละแจ... ถ้าเขาตื่นเขาจะไม่เห็นฉันนะ...ฮือๆๆ”ร่างเล็กดิ้นรนไม่ยอมปล่อยมือจากคนรักเพราะกลัวว่าจะสูญเสียเขาไปอีกครั้ง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี่ เขาเฝ้าดูแลร่างนิทราของยูชอนมาตลอด ทั้งๆที่ทำทุกอย่าง ทั้งๆที่คิดถึงเจียนขาดใจ แต่ยูชอนก็ไม่ยอมลืมตาตื่นขึ้นมาเลย...
ไม่แม้แต่จะลืมตามามองเขา....
เขาต้องเฝ้ามองดูร่างไร้สตินี่มาเป็นปี เฝ้ามองตลอดเวลาเท่าที่จะทำได้ แม้ยุนโฮกับชางมินจะผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลน้องชายของพวกเขา แต่ว่าเขาก็แทบจะไม่ปล่อยมือไปจากยูชอนได้เลย
“มาเถอะ เดี๋ยวหมอฉีดยาแล้วนายค่อยกลับเข้ามาใหม่” แจจุงกั้นเสียงสะอื้นไว้อย่างยากลำบาก จนแสบคอไปหมด ไม่อยากร้องไห้ให้จุนซูเห็น สงสารน้อง... สงสาร... แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
ยูชอนสลบไปตั้งแต่รถคว่ำเมื่อปีที่แล้ว...เมื่อตอนที่ทั้งคู่ทะเลาะ
จนป่านนี้ร่างสูงก็ไม่แม้จะฟื้นขึ้นมา ทั้งๆที่การรักษาก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ร่างกายและบาดแผลของเขาหายสนิทไปแล้วในช่วงปีที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังไม่ฟื้น
“ไม่ ยูชอน ฮือๆๆๆ ยูชอน”
“จุนซู มาเถอะนะ ไปซื้อดอกไม้ให้ยูชอนกัน วันนี้วันวาเลนไทน์ไง ไปซื้อดอกกุหลาบกัน”
“อือ ยูชอน..ไม่ชอบดอกกุหลาบ ฮือ.. ฮึก... เขา ...เขาชอบดอกคาเนชั่นสะ...สี..ม่วง ฮึก”ร่างเล็กตอบสะอึกสะอื้น แจจุงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน น้องของเขารักยูชอนมาก อะไรที่ทำได้เพื่อคนคนนี้ละก็ สามารถทำได้ทุกอย่าง รักมาก...
ทั้งรักทั้งรู้สึกผิด...
บางครั้งเขาคิดว่ายูชอนตายไปจุนซูคงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ เพราะจุนซูทรมานเหลือเกินกับการรอคอยให้คนรักฟื้นขึ้นมา จุนซูเลิกไปทำงาน เขาไม่ว่าหรอก เขาเลี้ยงน้องได้ แต่เขาห่วงมากกว่า จุนซูแทบจะตัดขาดกับโลกภายนอก วันๆเอาแต่เฝ้ายูชอนอยู่ที่โรงพยาบาล ย้ำโทษกับตัวเองทุกวันว่าเป็นคนทำให้ร่างสูงต้องมีสภาพแบบนี้
ดีที่พ่อของ ยุนโฮ ยูชอนและชางมินเป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาลนี้ เรื่องค่ารักษาเลยไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ทุกคนก็รู้สึกปวดใจไปตามๆกัน หากเพียงยูชอนแค่ไม่ได้สติ ไม่ฟื้นขึ้นมาคงไม่ต้องมีใครเศร้าใจมากนัก เพราะอย่างน้อยๆยูชอนก็อยู่กับพวกเขาทุกคน ไม่ได้จากไปไหน
แต่นี่... ยูชอนเหมือนหลงอยู่ในความทรงจำของตัวเอง หาทางออกไม่เจอ
ทุกครั้งจะทำใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับคนที่กำลังเจ็บปวดและต้องการร้องออกมาดังๆ แต่ก็ทำไม่ได้
ร่างทั้งร่างจะกระตุกสั่นเทิ้มราวกับเครื่องจักรที่กำลังทำงานหนักจวนเจียนจะระเบิดออกมา
ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าฝันอะไร ไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไร แต่ที่รู้ ยูชอนคงทรมานมาก...
นี่มันหนักเกินไปสำหรับจิตใจของทุกคน ทุกคนที่รักและเป็นห่วงยูชอน โดยเฉพาะจุนซู...
คงถึงเวลาแล้ว ที่จะปลดปล่อยทั้งคู่ให้หลุดพ้นจากความทุกข์นี่เสียที
.
.
.
.
“ยูชอน ยังไม่ตื่นอีกเหรอ”ร่างเล็กพูดกับเจ้าของร่างไร้สติที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงนอน เขามองจ้องใบหน้าหล่อเหลาที่ซูบผอมเลยไปจนถึงนาฬิกาที่วางอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง
21.30 / 14 /02/09
“ยูชอน สามทุ่มกว่าแล้วนะ ทำไมยังไม่ตื่น ฉันซื้อดอกไม้มาเต็มไปหมดเลย นายชอบไหม สีม่วงแบบที่นายชอบไง แต่ฉันไม่ได้ทำของโปรดของนายมานะ เพราะว่านายยังกินอะไรไม่ได้” น้ำเสียงแผ่วลง
“แต่นี่ ดูสิ ฉันน่ะ ...ฉันว่าเรามาฉลองกันอย่างทุกปีก็ได้นี่ ทุกปี จำได้ไหม นายน่ะ ตั้งแต่จีบฉันมา เราคบกันมากี่ปีแล้วนะ อือ ปีนี้ปีที่แปดแล้ว นายน่ะชอบมาเซอร์ไพรส์ฉันเรื่อยเลยจำได้มะ นายจะเอา...”ร่างเล็กหยุดพูดก่อนจะหลุดสะอื้นก้อนใหญ่ออกมา
เขาไม่อาจทนเสแสร้งได้อีกแล้ว แม้จะชวนคุยแค่ไหนยูชอนก็จะไม่ฟื้นคืนมา
“ได้โปรด ตื่นมาเถอะนะยูชอน ฮือๆๆ ตื่นมา ฉันขอโทษนะ ฉันจะไม่ดื้อแล้ว ถ้าฉัน ถ้าวันนั้นฉันไม่ดื้อดึงกับนาย ถ้าไม่โกรธนายจนหนีออกมา นายก็คงไม่ต้องไปตามฉัน นายก็คงไม่...ฮือๆๆๆๆ ยูชอน ยูชอน!!..”
“จุนซู” แจจุงเรียกน้องชายเบาๆ เสียงของเขาเองก็แหบพล่าไม่น้อยไปกว่ากัน ทั้งเขาและครอบครัวของยุนโฮ ต่างตัดสินใจกันแล้วว่าจะช่วยยูชอนให้พ้นทุกข์ ทุกคนในที่นี้ไม่ต้องการเห็นเขาเจ็บปวดทุกทรมานแบบนี้ทุกวันทุกวันอีกแล้ว ไม่อยากให้ฝันร้ายแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน
“ตื่นมาสิยูชอน พวกเขากำลังจะมา ถ้าพวกเขามาแล้วนายอาจจะไม่ได้ตื่นอีกนะ” ร่างเล็กร้องเรียกคนรักหวังให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาที
แต่มันจะเป็นจริงได้เหรอ ในเมื่อเขารอปาฏิหาริย์นั่นมาเป็นปี รอมาจนมันแทบไม่เหลือความหวังอะไรแล้ว ที่เหลืออยู่ทุกๆวันคือความรักที่มีให้กับคนคนนี้เท่านั้น
“ยูชอน ฮือๆๆๆๆ ยูชอน”
“จุนซู ฮือๆๆ อย่าร้องนะ นายทำเพื่อเขา นายรักเขา พวกเรารักเขา เราต้องปล่อยเขาไปนะคนดี”เสียงแจจุงสะอื้นไห้ไม่ต่างกับคนที่ตัวเองปลอบ
ยุนโฮฝังหน้าลงกับเรือนผมนุ่มของคนรักเพื่อปลอบโยน และกลั้นน้ำตาตัวเองไม่ให้ไหลเอ่อ แม้เขาจะทำใจได้มากกว่าจุนซูแล้วก็ตาม แต่ยูชอนก็คือน้องชาย จะไม่เสียใจคงเป็นไปไม่ได้
“ฮึก ฮยอง ผมรักฮยองนะ ฮือๆๆ”ชางมินบีบมือพี่ชายเบาๆราวกับกลัวจะทำให้เจ็บ ทั้งๆที่รู้ว่าพี่ชายคงไม่รู้สึกตัว หรืออาจไม่เจ็บเลยด้วยซ้ำ
ประตูห้องถูกเปิดออกเบาๆ ชายร่างสูงสองคนในชุดขาวสะอาดเดินเข้ามาด้านในห้อง จุนซูเงยหน้ามองคุณหมอทั้งสองราวกับเห็นมัจจุราชดำทะมึนก็ไม่ปาน
ถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่ฉันจะทำเพื่อนาย เพราะฉันรักนาย ยูชอน อย่าโกรธฉันนะ ฉันทำเพื่อนาย แล้วฉันจะตามไป....
“จำไว้นะยูชอนว่าฉันรักนาย ฉันรักนายได้ยินไหม... รัก.... ฉันขอโทษ ฉันขอโทษสำหรับที่ผ่านมา....ฮือๆๆๆ .....ถ้าหากฉัน........ถ้าหากฉันไม่...ฮือ ฮือ ฮือ...”
เพล้ง!!!!!
มือทั้งสองปล่อยแจกันดอกไม้ทิ้งลงกับพื้น ก่อนจะโผเข้ากอดคนที่รักที่สุดในชีวิต คนที่รักสุดหัวใจ คนที่เป็นครึ่งหนึ่งของชีวิต ไม่สิ คนที่เป็นทั้งหมดของชีวิตต่างหาก คนที่ ถ้าหากมีโอกาสอยากจะกอดไว้ตลอดไป จะไม่ปล่อย ไม่เอาแต่ใจ จะรัก รักตลอดไป ...ยูชอน
“จุนซู!!”แจจุงตะโกนเรียกน้องชายด้วยความตกใจที่อยู่ๆเจ้าตัวก็โผเข้าหาร่างไร้สติก่อนจะโถมทับตัวลงไป
“ฮือๆๆ ยูชอน ฟื้นสิคนบ้า ฟื้นซะทีสิ ฮือๆ”
“จุนซู”เสียงเรียกเครือไปด้วยสะอื้น
“ไม่แจ ฉันทำไม่ได้ ฮือๆๆ ทำไม่ได้ ยูชอน ฮือๆๆ”
“จุนซู”
“ไม่ ฮือๆๆ ยูชอน ฮือๆๆ”
“จุนซู”
“ยูชอน ฮือๆๆ ยูชอน!!!!”
“จุนซู!!!”
.
.
.
.
.
.
.
เพล้ง!!!!!
“จุนซู!!!”
“อ๊ะ!!...อย่า”ร่างเล็กสะบัดมือหนีข้อมือแกร่งที่ยื่นเข้ามากอบกุมมือข้างที่เปื้อนไปด้วยเลือดจากการโดนจานเค้กช็อกโกแลตที่ตัวเองปัดตกแตกอยู่บนพื้นบาดเอา
“นายไปกันใหญ่แล้ว เห็นไหมว่าเลือดออกแล้ว ทำไมต้องทำอย่างนี้ มันก็แค่วาเลนไทน์ แค่วันวันเดียวนายจะใส่ใจทำไมมากมาย ในเมื่อฉันอยู่กับนายแล้วตรงนี้ อยู่กับนายทุกวัน”ร่างสูงพยายามจะหยิบผ้าเช็ดจานแถวนั้นมากดปิดปากแผลให้ แต่คนตัวเล็กก็สะบัดมือหนีเขาก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วกวาดสายตาไปรอบๆห้องอย่างสับสน
ดวงตาเรียวเล็กมีแววหวาดกลัวปรากฏอยู่ฉายชัด ก่อนจะกวาดสายตาไปยังบริเวณรอบๆห้องครัว เละเลยไปจนถึงห้องนั่งเล่นอีกด้านที่เปิดโทรทัศน์เอาไว้เสียงดัง
23:50 14/02/08
ตัวเลขสีแดงบนหน้าปัดนาฬิกาบ่งบอกเวลา เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว เขารอยูชอนจนดึก ทั้งๆที่ยูชอนสัญญากับเขาว่าจะรีบกลับมาบ้านเร็วสักวันเพื่อเลี้ยงฉลองวันวาเลนไทน์ด้วยกัน ทั้งอย่างนั้นยูชอนก็ผิดสัญญา ร่างสูงไม่ได้กลับมาถึงตอนทุ่มตรงอย่างที่บอก แต่มาช้าไปจนเกือบเที่ยงคืนแล้ว
ร่างเล็กสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง หยาดน้ำหลั่งรินลงมาจากหางตาจนเปื้อนใบหน้าสวย ไม่ใช่ว่าโมโหเพราะทะเลาะกับยูชอน แต่เพราะหวาดกลัวเหตุการณ์ตรงหน้ามากกว่า ทุกอย่าง ....
ทุกอย่าง....เหมือนเคยเห็น....
เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน....
“ทุกวันเหรอ?”น้ำเสียงที่ถามออกมาแผ่วเบาและแสนคุ้นเคย
“ใช่สิ!! ทุกวัน ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ตรงหน้านาย นายสัมผัสไม่ได้รึไงกัน ทำไมจะต้องทำอย่างนี้”ร่างสูงตวาด
“นายอยู่... ใช่ นายอยู่กับฉันทุกวัน แต่นายไม่เคยใส่ใจฉันเลย นายเอาแต่สนใจงานบ้าๆของนาย ฉันจะสัมผัสนายได้ยังไงกัน งาน งาน งาน ถ้านายรักงานขนาดนั้นนายมาขอให้ฉันย้ายเข้ามาอยู่กับนายทำไม”คำพูดราวกับท่องสคริป์หลุดออกมาจากปากของร่างเล็กอย่างงึมงำ
“เพราะว่าฉันรักนายน่ะสิ!!! นายมันบ้าไปแล้วจุนซูที่ถามฉันอย่างนี้ นายคิดว่าฉันชวนนายมาอยู่ด้วยทำไมกัน”ร่างสูงตวาดเสียงดังพลางส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าจุนซูจะถามเขาอย่างนี้
แต่เสียงตวาดกลับไม่ได้ทำให้จุนซูตกใจเลยแม้แต่น้อย ราวกับจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าร่างสูงจะพูดว่าอะไร ร่างเล็กแค่เงยหน้ามองยูชอนด้วยดวงหน้าที่หยาดเยิ้มไปด้วยน้ำใส
เปลือกตาบางกะพริบตาไล่ก้อนน้ำใสก่อนก้มลงมองจานช็อกโกแลตเค้กที่เขาทำกับมือเมื่อตอนเย็น แต่ตอนนี้เขากลับปามันทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี
ช็อกโกแลตที่ทำกับมือกระจัดกระจายอยู่บนพื้น กองรวมอยู่กับเศษจานแตกที่เขาปามันทิ้ง อาหารที่เย็นชืดที่ทำไว้รอคนรัก ดอกคาเนชั่นสีม่วงที่ซื้อมาเตรียมเซอร์ไพรส์ถูกขยุ้มเสียจนแหลกลาน หล่นอยู่เกลื่อนพื้น เสียงของเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังขับกล่อมเพลงรักยังคงเอื้อนเอ่ยอยู่ในทีวี
Someday I'll lay my love on you. Baby I don't wanna lose it now
(สักวันฉันจะนำความรักมามอบให้เธอ ตอนนี้ฉันไม่อยากเสียเธอไป)
Just one นอ ปู นิน กอล
(แค่คนเดียว ต้องเป็นเธอเท่านั้น)
ออน เจน กา อู รี มัน นัน นัล ชอ รอม
(วันไหนที่เราได้พบกันอีก)
เน กา ซา ลา กา นึน ฮัน อี ยู
นั่นคือเหตุผลให้ฉันอยู่ต่อไป
โอ จิก นอ รึล วี ฮัน, มัม ปุ นิน นัล, อัล จา นา
(เพื่อเธอเท่านั้น, คนเดียวในใจฉัน, รู้บ้างมั้ย)
“ไม่เอาน่าจุนซู ฉันก็อยู่กับแล้วนายนี่ไง ฉันก็รั...”ร่างสูงลดเสียงลงเมื่อเห็นดวงตาที่หวามไหวอย่างน่าสงสารดวงนั้นและท่าทางแปลกๆของคนรัก ที่ปกติจะต้องตะโกนเถียงกับเขาไม่หยุดทุกครั้งที่ทะเลาะกัน แต่นี่กลับนิ่งงันและดูสับสนอย่างไรไม่รู้
“ไม่ อย่าพูด อย่า…ฮึก...อย่าพูดอะไร”น้ำเสียงสั่นเทากำลังห้ามปรามคนตรงหน้า
“จุนซู”
“ไม่ อย่าพูด อย่าพูด”ร่างเล็กส่ายหน้าไปมาราวกับเจ็บปวดทรมาน
“จุนซู”ยูชอนเรียกเสียงอ่อนโยน ความเจ็บปวดยอกย้อนขึ้นมาในอกเมื่อเห็นภาพคนรักเป็นแบบนี้
“อย่าพูดว่าเลิกกัน ฉันทนไม่ได้ ฉัน...ฮึก...อย่านะ...ยูชอน...อย่า”สองมือยกขึ้นปิดใบหน้าหวานเอาไว้ก่อนจะอื้นไห้ออกมาเสียงดัง
“เห? .....ใครเลิก...นายพูดอะไรจุนซู” ร่างสูงถามด้วยความประหลาดใจ เกิดอะไรขึ้นกับจุนซูกันแน่
“จุนซูนาย...”
“ยูชอน ฮึก... ฉัน...ฉันเห็น...มัน น่า กลัวมาก” ร่างเล็กโผเข้ากอดคนตรงหน้า ก่อนจะโอบเอวหนาเอาไว้แน่นราวกับจะไม่ปล่อยไปไหนอีกเลย
“นายเห็นอะไรคนดี หืม บอกฉันซิ” ยูชอนทิ้งอารมณ์โมโหเมื่อครู่ที่ร่างเล็กจุดขึ้นมาเพียงเพราะเขากลับบ้านช้าทิ้งไป
ซึ่งเขาก็ยอมรับผิด แต่ใช่ว่าจะตั้งใจ เขาแค่แวะไปรับของขวัญวาเลนไทน์ที่สั่งทำพิเศษมาให้ร่างบางด้วยความยากลำบาก พอก้าวเท้าเข้าบ้านมา ก็เจอคนตัวเล็กหน้าบูดใส่ และตะโกนหาเรื่องเขาโดยไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆของเขาทั้งสิ้น
“ยูชอน ฮือๆๆ อย่าไปไหนนะ อย่าทิ้งฉันไปนะ ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่ดื้อ ฮือๆๆ ไม่เอาแต่ใจตัวเอง ฮือๆๆ ฉันไม่แอบหนีนายไปหาพี่แจอีกแล้ว ฮือๆๆ อย่าทิ้งฉันไปนะ มันน่ากลัว มันทรมานนะยูชอน ชีวิตที่ไม่มีนาย...ฮือๆๆ มันทรมาน...”ร่างเล็กซุกหน้าเข้ากับอกอุ่นของคนตรงหน้าอย่างโหยหาความอบอุ่นนี่มานานเป็นปีๆทั้งๆที่ก็เจอกันแทบจะทุกวัน
“เด็กบ้า ฉันจะไปไหนล่ะ มีแต่นายแหละที่จะหนีฉันไปน่ะ”ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกร้อนที่ขอบตา ปกติเขาไม่ใช่คนขี้แย คนที่ร้องห่มร้องไห้ดูจะเป็นคนในอ้อมกอดของเขาเสียมากกว่า แต่ว่าตอนนี้ แค่กอดร่างเล็กนี่ไว้ แค่คำร้องขอจากคนตรงหน้านี่ก็แทบทำให้เขาอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆแล้ว
... อยากกอด ...อยากปกป้องไปตลอดชีวิต ...อยากอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต
ร่างสูงค่อยๆดันร่างในอ้อมกอดออกจากตัว ก่อนจะใช้มือหนึ่งซ้อนใบหน้าหวานเชยขึ้นมามอง แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยไปที่หยาดน้ำร้อนชื้นนั่นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆกดจูบลงที่เปลือกตาคนดื้อที่หลับตาลงรับสัมผัสอย่างเต็มใจ
เขาเลื่อนริมฝีปากไล้ลงมาที่ริมฝีปากบวมอิ่มจากการร้องไห้ แล้วมอบจูบที่เร่าร้อน และรักใคร่ที่สุดในชีวิตให้กับจุนซู ก่อนจะละปากออกและย่อตัวลงคุกเข่าลงตรงหน้าคนรักที่ยืนทำหน้างุนงง
“จุนซู”ร่างสูงพูดเสียงเบาพลางยกมือซ้ายของคนรักขึ้นมากอบกุมไว้
“ ...ฉันรู้ว่านายลำบากมากในช่วงแปดเก้าเดือนมานี้ที่นายย้ายมาอยู่กับฉัน ฉันรู้ว่านายต้องทนกินข้าวเช้าคนเดียวเพราะฉันไม่กินแล้วก็รีบออกไป ฉันรู้ว่าวันทั้งวันนายเหงาแค่ไหนที่รอคอยจะได้เจอฉัน รอคอยโทรศัพท์จากฉัน ฉันรู้ว่านายต้องกินข้าวเย็นกับน้ำตาเพราะฉันไม่เคยกลับมาทัน และนายก็แสนเป็นห่วง ฉันรู้ว่านายต้องนอนหนาวในห้องนั่งเล่นคนเดียวเพื่อรอฉันกลับมา จุนซู ฉันรู้ว่าฉันมันไม่ดีพอสำหรับคนอย่างนาย คนที่มีพร้อมทุกอย่าง คนที่สวยงามปานดุจดั่งเจ้าหญิง...” ร่างบางได้แต่ส่ายหน้าหงึกหงักน้ำตาร่วงรินสองข้างแก้ม
ยูชอนกลืนก้อนของความรู้สึกผิดเข้าไปก่อนจะพูดต่อ
“แม้ฉันจะไม่ดีพร้อม แต่ฉันก็ทำทุกอย่างเพื่อนาย ฉันทำงานหนักเพื่อเก็บเงิน เพื่อที่จะพานายไปในที่ที่ความฝันของนายอาจจะเป็นจริง ไม่สิ... ความฝันของเรา....จุนซู เจ้าหญิงของฉัน ไปแคนาดากันไหม...”ยูชอนว่าก่อนจะหยุดอีกครั้งและล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทเพื่อหยิบบางอย่างออกมา แต่ว่าคนตรงหน้าของเขารู้แล้ว รู้ตั้งแต่คำพูดเชิญชวนให้ไปแคนาดาด้วยกันแล้ว
จุนซูทรุดตัวลงตรงหน้าเสมอกับยูชอน มือที่ไม่ได้ถูกยูชอนกอบกุมไว้ยกขึ้นปิดปากกั้นเสียงสะอื้นของความดีใจในสิ่งที่ไม่คาดคิด
“ยะ..ยู...ชอน”
“แต่งงานกับฉันนะจุนซู ไปแคนาดากับฉันเพื่อแต่งงานกัน เพื่อที่นายจะได้เป็นของฉันตลอดไป แต่งงานกันนะ”ยูชอนว่าก่อนจะค่อยๆสวมแหวนเพชรที่เป็นรูปตัวอักษร YOOSU แล้วประกบด้วยหัวใจทั้งสองข้าง แม้มันจะไม่ได้ใหญ่โตมากมาย แต่มันก็ทำเอาเจ้าของนิ้วนางข้างซ้ายถึงกับกลั้นความดีใจไว้ไม่อยู่
“ยูชอน!!”ร่างเล็กโผเข้ากอดคนตรงหน้าอย่างรักใคร่
รักเหลือเกิน รักยิ่งกว่าสิ่งใด
“ฉันจะเป็นของนาย ฉันจะแต่งงานกับนาย ฉันจะเป็นของปาร์กยูชอน ฉันจะอยู่กับนายตลอดไป ฮือๆๆๆ ตลอดไป”
“ตลอดไป” ร่างสูงว่าก่อนจะดันร่างเล็กออกห่างจากตัว ริมฝีปากอ่มคลี่รอยยิ้มแสนหวานให้คนตรงหน้าที่ตอบรับด้วยการส่งรอยยิ้มหวานทั้งน้ำตากลับมาให้ ก่อนที่ร่างสูงจะก้มลงแล้วประกบจูบที่แสนรักใคร่ลงไปบนริมฝีปากบางนั่นอย่างอ่อนโยน หวานล้ำ และเนิ่นนาน
.... และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ตราบนานเท่านาน ปาร์กยูชอนจะรักคิมจุนซูตลอดไป
END